พระนางเอลิซาเบธ พระราชมารดา

กุหลาบอังกฤษที่ราษฎรรักและเทิดทูน
ราชินีในความทรงจำ

พระนางเอลิซาเบธ พระราชมารดา (Queen Elizabeth the Queen Mother) เป็นพระราชมารดาของสมเด็จพระนางเจ้าเอลิซาเบธที่ ๒ พระนางมีพระราชสมภพในตระกูลขุนนาง ทรงมีพระนามเต็มว่า เลดี้เอลิซาเบธ แอนเจลา มาร์เกอริต โบวส์ ไลออน (Lady Elizabeth Angela Marguerite Bowes Lyon) ทรงเป็นธิดาคนที่ ๙ ของลอร์ดและเลดี้กลามส์ (Lord and Lady Glamis)

พระราชสมภพเมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม ค.ศ.๑๙๐๐ คือเป็นระยะปลายรัชกาลของสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรีย ควรนับว่าพระนางเอลิซาเบธ พระราชมารดาทรงเป็นคนของศตวรรษที่ ๒๐ อย่างแท้จริง เพราะ ปีประสูติกาลคือต้นคริสตศตวรรษที่ ๒๑ และทรงมีพระชนม์อยู่ตลอดคริสต์ศวรรษที่ ๒๐ สวรรคตเมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ค.ศ.๒๐๐๒ มีพระชนมายุยืนยาวกว่าใครๆ ในพระราชวงศ์

เนื่องจากเลดี้เอลิซาเบธเป็นลูกคนที่ ๙ และเป็นธิดาคนที่ ๔ ของบิดา มารดา ซึ่งเป็นตระกูลขุนนางทั้งสองฝ่าย เธอจึงมีชีวิตอย่างแสนสุขสนุกสบาย ไม่มีใครกำหนดบทบาทชีวิตให้ เธอเติบโตที่ปราสาทกลามส์ (Glamis) ของตระกูลซึ่งมีอายุเก่าแก่หลายร้อยปี เป็นปราสาทที่สวยงามใหญ่โต มีบันไดใหญ่กว้างและประดับประดาไปด้วยรูปของบรรพบุรุษ แต่ก็มีต้นโอ๊กใหญ่อยู่ในสวนเคียงข้างบ่อน้ำพุซึ่งเป็นที่ที่เลดี้เอลิซาเบธได้เล่นซ่อนหากับพี่น้อง

ในฤดูที่อากาศไม่ดีเธอก็มีคฤหาสน์ใหญ่โตอยู่ในเมือง ชีวิตเต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกเท่าที่จะได้ในสมัยนั้น เธอและน้องชายชื่อเดวิดซึ่งอายุอ่อนกว่าปีหนึ่ง มีครูมาสอนให้ที่บ้านในวิชาต่างๆ เช่น ภาษา ดนตรี ประวัติศาสตร์ เธอเป็นเด็กฉลาดหัวไว เรียนได้เร็วแม้ในวิชาที่ยากเช่นวิชาคำนวณ เธอกับน้องชายเต้นรำได้อย่างสวยงาม เมื่อโตขึ้นเธอก็เป็นเด็กที่ผู้ใหญ่มักจำได้และเอ็นดูมากเพราะดวงตาโตของเธอมีแววสนุกร่าเริงอยู่เสมอ

เธอไม่กลัวคนแปลกหน้าและมักหาเรื่องมาสนทนากับแขกได้อยู่เรื่อยๆ เมื่อโตขึ้นเธอช่วยมารดารับแขกได้ดี และคฤหาสน์ของเธอนั้นมักมีอาคันตุกะตระกูลสูงทั้งหญิงและชายมาพักค้างแรมอยู่เสมอ บ้านของเธอมีอุปกรณ์สำหรับให้ความสะดวกกับแขกที่มาพัก มีรถยนต์หลายคันแม้เป็นระยะแรกที่มีรถเกิดขึ้นในทวีปยุโรปก็ตาม มีม้าอารมณ์ดีสำหรับให้ผู้ใหญ่และเด็กขี่อยู่หลายตัว และงานเลี้ยงน้ำชากับการปิกนิกที่มีมักจะมีอยู่ที่ปราสาทของบรรพบุรุษเธอก็เป็นที่กล่าวขวัญในวงสมาคม
ตระกูลของเธอค่อนข้างเคร่งศาสนาและมารดาของเธอนั้นก็เป็นเจ้าบ้านหญิงที่ใจดีและฉลาดอย่างยิ่ง เลดี้เอลิซาเบธซึมซับอารมณ์ที่ดี ยิ้มง่าย และช่างสนทนามาจากมารดา คนที่เข้ามาใกล้เธอจะได้รับแต่ความเบิกบานใจเสมอ คนที่ประหม่ากระดากอายเมื่อเข้าใกล้เธอก็ค่อยทุเลาความระวังตัวลง

เลดี้เอลิซาเบธ โบวส์ ไลออน เชื้อสายขุนนางชาวสก๊อตผู้นี้มีชีวิตที่มีความสุข ราวกับไม่รู้ว่ามีความทุกข์อยู่ในโลกนี้ จนกระทั่งเธอมีอายุเข้าวัยรุ่นสาว โลกอันงามสงบของสมัยวิคตอเรียนและสมัยเอดวาร์เดียนก็หายวับไปราวกับเป็นฟองสบู่ เพราะประเทศอังกฤษถูกลากเข้าสู่สงครามใหญ่ซึ่งกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ ๑ สงครามที่มนุษย์ชาติต่างๆ ที่ไม่รู้จักหน้าค่าตากัน ไม่รู้เรื่องราวของกันและกัน ต้องถูกดึงให้มาฆ่าฟันกัน บ้างก็ฆ่ากันด้วยปืนใหญ่ บ้างก็ขุดสนามเพลาะและฆ่ากันตายในสนามเพลาะ และแถมยังมีการฆ่าฟันในอากาศยานอีกเป็นครั้งแรก

เลดี้เอลิซาเบธได้รับรู้เรื่องสงครามอันร้ายกาจนี้ตั้งแต่เธอมีอายุได้ ๑๔ ปี ปราสาทกลามส์ของต้นตระกูลเธอเป็นที่ต้อนรับทหารเจ็บป่วยที่เข้ามาพักฟื้น เลดี้เอลิซาเบธอายุน้อยเกินกว่าที่จะได้รับการอบรมให้ทำหน้าที่พยาบาล แต่เธอก็ทำหน้าที่ของเจ้าของบ้าน คือเป็นฝ่ายต้อนรับและคอยให้กำลังใจทหารที่เจ็บป่วย เธอมีความสามารถทำให้ทหารที่ขี้อายรู้สึกสบายขึ้น เธอต้องพบเห็นคนตายจำนวนไม่น้อย และพี่ชายแท้ๆของเธอถูกอาวุธเสียชีวิตในสงครามบนดินแดนฝรั่งเศส สงครามโลกเป็นเวลา ๔ ปี ตั้งแต่ ค.ศ. ๑๙๑๔-๑๙๑๘ ทำให้สาวน้อยเอลิซาเบธผู้รู้จักแต่ความสุขสำราญ ต้องกลายเป็นกุลสตรีสาวที่ช่างคิดและมีความรู้สึกรับผิดชอบในหน้าที่จนเกินอายุ แต่ภายนอกคนก็ยังเห็นเธอมีรอยยิ้มที่สวยงามราวกับว่าเธอไม่เคยพบกับความเจ็บไข้และความตาย สงครามโลกทำให้เธอเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดี มีความเมตตากรุณาและมีความเห็นอกเห็นใจคนที่ตกทุกข์ได้ยากหรือคนที่มีฐานะทางสังคมต่ำ

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๑ สิ้นสุดลงแล้ว งานรื่นเริงและงานสังคมต่างๆที่ต้องระงับไว้ในยามสงครามเริ่มมีขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เลดี้เอลิซาเบธได้เข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินและพระราชินีในงานออกมหาสมาคมครั้งแรกที่เธอเป็น Debutante (เป็นคำเรียกสาวรุ่นแรกออกสมาคม) ปรากฏว่าเธอเป็นผู้ที่มีหนุ่มมีตระกูลมานิยมชมชอบมาก มีเชื้อพระวงศ์ต่างประเทศและบุตรขุนนางใหญ่มาขอใกล้ชิดเธอเป็นจำนวนมาก ในจำนวนนี้มีชายหนุ่มตระกูลสูงคนหนึ่งที่หลงรักเธออย่างฝังใจ เรียกว่ารักอย่างไถ่ถอนไม่ได้ ชายหนุ่มคนนั้นคือเจ้าฟ้าชายอัลเบิร์ต (Prince Albert) โอรสองค์ที่ ๒ ของพระเจ้าจอร์ช ที่ ๕ และพระราชินีแมรี
ความเป็นโอรสองค์ที่ ๒ ทำให้เจ้าฟ้าชายอัลเบอร์ตทรงอยู่ในฉายาของพระเชษฐาตลอดเวลา พระเชษฐาหรือเจ้าฟ้ารัชทายาท (Prince of Wales) ซึ่งมีพระนามลำลองเรียกกันในราชตระกูลว่า David เป็นผู้ที่โก้เก๋ในการออกสมาคม ทรงเป็นผู้นำในกิจการต่างๆอยู่เสมอ ส่วนเจ้าฟ้าอัลเบอร์ตถึงแม้ว่าจะมีพระพักตร์หล่อเหลาและมีร่างสูงใหญ่แต่ก็ประชวรพระโรคติดอ่าง ทรงเขินอายอย่างมากเวลาพบกับคนแปลกหน้าและพยายามจะหลบไม่ยอมออกสมาคมอยู่เสมอ จะโปรดตรัสก็แต่เฉพาะกับคนสนิทเท่านั้น

ทั้งนี้เป็นเพราะทรงได้รับการเลี้ยงดูอย่างเข้มงวด และพระบิดามารดาไม่โปรดการแสดงอารมณ์ เจ้าฟ้าอัลเบิร์ตได้พบกับเลดี้เอลิซาเบธในงานเต้นรำแห่งหนึ่ง และหลงรักทีท่าสบายๆ ของหญิงสาวที่พูดกับพระองค์อย่างเป็นมิตร และไม่มีอาการเขินอายหรือพยายามใกล้ชิดกับพระองค์อย่างหญิงสาวทั่วไปที่พยายามเอาใจเจ้าฟ้าอัลเบอร์ต เจ้าฟ้าอัลเบอร์ตจึงหลงรักเธอในทันทีเพราะอยู่ใกล้เธอแล้วพระองค์ท่านสบายพระทัย ความเครียดหรืออาการติดอ่างค่อยหายไปเมื่ออยู่ใกล้ชิดกับเธอ พระองค์จึงตั้งใจว่า ชาตินี้จะไม่ยอมแต่งงานกับใครนอกจาก เลดี้เอลิซาเบธ โบว์ ไลออน คนนี้เท่านั้น

แต่เมื่อพระองค์สารภาพรัก เลดี้เอลิซาเบธกลับตกใจกลัวชีวิตที่จะต้องเป็นสะใภ้หลวง อยู่กับกฎเกณฑ์ของราชสำนัก และเธอคิดว่าจะไม่ได้มีชีวิตสบายๆ อย่างที่เคยมาตลอดตั้งแต่เป็นเด็ก เธอได้ปฏิเสธเจ้าฟ้าชายหลายครั้ง แต่เจ้าฟ้าอัลเบิร์ตก็ทรงพยายามตลอดเวลา ๕ ปี พระเจ้าจอร์ชที่ ๕ และพระราชินีก็ทรงพยายามเอาใจเลดี้เอลิซาเบธด้วย เพราะทรงทราบว่าเจ้าฟ้าชายอัลเบิร์ตหากพลาดไปจากหญิงที่พระองค์รักคนนี้ ก็อาจจะเสียพระทัยจนเสียคน

ในที่สุดเลดี้เอลิซาเบธเห็นใจในความจริงใจของเจ้าฟ้าและยอมเข้าพิธีอภิเษกอย่างหรูหราใน ค.ศ.๑๙๒๓ เจ้าฟ้าชายอัลเบิร์ตสบายพระทัยขึ้นจนยอมไปเรียนวิธีพูดและค่อยๆ หายจากอาการติดอ่าง คู่อภิเษกได้มีราชธิดาสององค์คือ เจ้าหญิงเอลิซาเบธ เป็นองค์โต ต่อมาได้เป็นสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ ๒ ส่วนเจ้าหญิงองค์เล็กคือ เจ้าหญิงมาร์กาเร็ตโรส

ขณะที่ครอบครัวของพระโอรสองค์ที่ ๒ คือเจ้าฟ้าอัลเบิร์ต ซึ่งได้รับตำแหน่งดยุค ออฟ ยอร์ค (Duke of York) กับเลดี้เอลิซาเบธซึ่งได้เป็น ดัชเชสออฟ ยอร์ค กำลังมีความสุข ทางฝ่ายเจ้าฟ้ารัชทายาท Prince of Wales กลับไปชอบกับหญิงที่แต่งงานแล้ว หญิงคนแรกชื่อฟรีดา (Freda) ทางการพระราชวังไม่ยอมให้เจ้าฟ้ารัชทายาทอภิเษกกับหญิงที่หย่าร้างมา ต่อมาเจ้าฟ้ารัชทายาทได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้า Edward ที่ ๘ แต่ก็ยืนยันจะอภิเษกกับหญิงที่หย่าร้างมาแล้วคนที่สองที่ชื่อ Mrs. Simpson ให้ได้ ครั้นทางพระราชวังขัดข้อง พระเจ้า Edward ที่ ๘ ก็สละราชสมบัติไปแต่งงานกับหญิงที่พระองค์เลือกมากกว่าราชบัลลังก์

พระโอรสองค์ที่ ๒ คือ Duke of York จึงต้องเสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระเจ้าจอร์ชที่ ๖ (King George VI) พระมเหสีจึงเลื่อนจาก Duchess of York ขึ้นเป็น Queen Elizabeth ระยะนั้นพอดีกับเวลาที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ คือเยอรมันกำลังจะรุกรานเกาะอังกฤษ แต่พระเจ้าจอร์ชที่ ๖ กับพระราชินีเอลิซาเบธก็ประทับอยู่ในกรุงลอนดอน เพื่อพระราชทานกำลังใจให้คนอังกฤษ ราษฎรอังกฤษจึงรักพระราชาองค์ใหม่กับพระราชินีมากว่าไม่ทรงทอดทิ้งหน้าที่และไม่ทอดทิ้งประเทศ โดยเฉพาะพระราชินีเอลิซาเบธทรงได้รับความรักจากราษฎรมากเพราะพวกเขารู้อยู่ว่าทรงเป็นขวัญและกำลังพระทัยของพระเจ้าจอร์ชที่ ๖

พระเจ้าจอร์ชที่ ๖ สวรรคตภายหลังสงครามโลก เจ้าฟ้าหญิงองค์โตจึงได้รับ ราชสมบัติเป็นพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ ๒ ส่วนพระราชินีเดิมจึงได้ตำแหน่งเป็น พระนางเอลิซาเบธ พระราชมารดา

พระราชมารดาทรงมีพระพลานามัยดีเลิศ ทรงทำงานในหน้าที่ของพระองค์ อย่างขยันขันแข็ง ทรงรับเป็นประธานองค์การกุศลมากกว่าร้อยองค์การ ทรงทำพระองค์ใกล้ชิดกับราษฎร จึงทรงเป็นเจ้านายที่ราษฎรรักเป็นพิเศษ พระองค์ไม่โปรดแต่งพระองค์ด้วยสีดำหรือสีทึมๆแบบปารีสแต่มักทรงฉลองพระองค์สีสดใสทุกสีเช่น ชมพู ฟ้าอ่อน เหลือง เขียวอ่อน และไม่ทรงเครื่องเพชรมากมาย

เมื่อพระองค์มีพระชนมายุได้ร้อยพรรษาประเทศอังกฤษได้จัดเฉลิมฉลองให้พระองค์อย่างเต็มที่ และพระองค์ก็ทรงฉลองพระองค์สีชมพูสดใสมาทรงพระสรวลรับเสียงไชโยของราษฎร พระนางเอลิซาเบธ พระราชมารดาทรงเป็นกุหลาบอังกฤษที่ราษฎรรักและเทิดทูนมาก