อาทิตยา กุลโมไนย สร้างด้วยการซ่อม

เมื่อกาลเวลาและสภาพแวดล้อมได้สร้างความเสียหายให้แก่ภาพเขียนชิ้นเยี่ยม จึงตกเป็นหน้าที่ของ "ช่างซ่อมภาพ"
สุขที่ใจรัก

 

เมื่อกาลเวลาและสภาพแวดล้อมได้สร้างความเสียหายให้แก่ภาพเขียนชิ้นเยี่ยม จึงตกเป็นหน้าที่ของ "ช่างซ่อมภาพ" ในการคืนชีวิตให้งานศิลปะที่ชำรุดกลับมาสวยงามดังเดิม แต่ในเมืองไทย วิชาการซ่อมแซมภาพเขียนยังไม่มีเปิดสอนในสถาบันการศึกษาแห่งใดทั้งสิ้น แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีผู้รู้ในศาสตร์นี้อยู่เลย...

 

"ตั้งแต่แรกไม่ได้ตั้งใจว่าจะทำเป็นงานจริงจังหรือไม่จริงจัง คิดแต่เพียงเป็นสิ่งที่เราสนใจ การได้มาทำงานด้านนี้เกิดขึ้นเพราะจังหวะและโอกาสที่พอดีกัน แต่ก็เป็นงานที่ทำแล้วมีความสุข เป็นความภูมิใจตอนที่เห็นงานศิลปะกลับมาอยู่ในสภาพดี เราได้อนุรักษ์งานที่มีคุณค่าเอาไว้ และส่งต่อให้คนรุ่นหลังได้เห็น"

ปัจจุบัน คุณอุ๊-อาทิตยา กุลโมไนย เป็นที่ปรึกษามูลนิธิหม่อมเจ้าหญิงมารศีสุขุมพันธุ์ บริพัตร ขณะเดียวกันยังรับหน้าที่เป็นผู้ซ่อมภาพจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ของท่านหญิงมารศี ซึ่งกำลังจัดแสดงอยู่ในนิทรรศการภาพเขียน "L'art de Marsi" เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ระหว่างวันที่ ๑๘ มกราคม-๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ถนนราชดำเนิน เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร อีกด้วย คุณอุ๊จบการศึกษาอักษรศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ ๒) วิชาเอกภาษาอังกฤษ วิชาโททัศนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวัฒนธรรมศึกษา (พิพิธภัณฑ์) มหาวิทยาลัยมหิดล และประกาศนียบัตรด้านกราฟฟิคดีไซน์จาก Le D?partement de Beaux Arts et Arts Appliqu?s La Centre d'art International de l'Alliance fran?aise ในอดีตเคยทำงานเป็นผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ Marsi Gallery วังสวนผักกาด จึงเป็นโอกาสให้ได้ทำงานใกล้ชิดกับท่านหญิงมารศี และได้รับพระเมตตาทรงฝากให้เธอได้เป็นศิษย์ของ ฌอง โบร์กองน์ นักซ่อมภาพเขียนมืออาชีพชาวฝรั่งเศสในเวลาต่อมา

"หลังเรียนจบปริญญาโทด้านพิพิธภัณฑ์ ดิฉันได้ทำงานที่วังสวนผักกาด ทำให้มีโอกาสได้เข้าเฝ้าท่านหญิงมารศี และเป็นอาจารย์พิเศษปริญญาโทด้านพิพิธภัณฑ์ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ไปดูงานที่ประเทศฝรั่งเศส ท่านหญิงได้ทรงชวนให้ไปเที่ยวที่พระตำหนักในเมือง Annot ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ครั้งนั้นมีการจัดดินเนอร์ มีพระสหายมาร่วมโต๊ะเสวยหลายคนจากสเปนและสก๊อตแลนด์ ซึ่งท่านได้ทรงแนะนำให้รู้จัก และทรงเล่าต่อว่ามีเพื่อนชาวฝรั่งเศสอีกคนไม่ได้มา เขาเป็นช่างซ่อมภาพ พอดิฉันได้ยินก็สนใจ เพราะเรามีพื้นฐานด้านพิพิธภัณฑ์มา ชอบงานศิลปะอยู่แล้ว จึงทูลว่าเป็นเรื่องที่สนใจ ท่านหญิงได้ตรัสตอบว่า สนใจหรือ ถ้าอย่างนั้นจะถามเพื่อนให้ว่าเขาสนใจจะรับสอนไหม เพราะเขาไม่ได้เป็นอาจารย์โดยตรง แต่มีสตูดิโอรับงานซ่อมภาพอยู่ถัดจากตำหนักท่านไปไม่ไกลนัก หลังจากนั้นทิ้งช่วงไปประมาณครึ่งปี ตอนนั้นท่านหญิงยังเสด็จกลับเมืองไทยปีละครั้งในช่วงเดือนธันวาคมจึงได้ไปเข้าเฝ้าอีกครั้ง รับสั่งว่าพระสหายของท่านยินดีจะถ่ายทอดความรู้ให้ ให้หาเวลามาเรียน ความรู้สึกในตอนนั้น เนื่องจากมีความตั้งใจจริงอยู่แล้ว จึงรีบหาเวลาไปเรียน ก็ไปอยู่หลายปี ครั้งละ ๒- ๓ เดือน

ตอนแรกได้เจอกับอาจารย์ที่โต๊ะเสวยที่ตำหนักท่านหญิง อาจารย์บอกว่าทีแรกนึกว่าดิฉันจะอายุเยอะกว่านี้ เพราะท่านหญิงทรงเมตตาให้เราเป็นพระสหายของท่าน ตอนที่ทรงติดต่อว่ามีเพื่อนสนใจอยากเรียนซ่อมภาพ อาจารย์เลยเข้าใจว่าดิฉันจะเป็นผู้ใหญ่กว่านี้ แต่ถึงจะเด็กกว่าที่เขาคิดไว้ก็นับเป็นเรื่องดี เพราะการซ่อมภาพบางครั้งต้องมีการเดินทางและต้องทำงานต่อเนื่องหลายเดือน ด้วยความที่ตอนปริญญาตรี ดิฉันเรียนวิชาโทด้านทัศนศิลป์ ได้เรียนเรื่องประวัติศาสตร์ศิลป์ มีพื้นฐานด้านการวาดภาพมาก่อนเลยพอมีทักษะที่จะเรียนซ่อมภาพได้

อาจารย์เป็นคนที่เก่งมาก เคยซ่อมภาพในพระราชวังที่โมนาโค จนกระทั่งได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากเจ้าชายเรนิเยร์ที่ ๓ ตอนไปเรียนวันแรกๆ อาจารย์บอกไม่รู้จะสอนอย่างไรเพราะไม่ใช่ครู เอาเป็นว่าถ้าอยากรู้อะไรให้ถามมาแล้วกัน การเรียนของดิฉันจึงเป็นลักษณะเรียนจากของจริง คือเมื่อมีภาพมาให้ซ่อม อาจารย์จะอธิบายให้ฟังเป็นกรณีกรณีไป เพราะแต่ละภาพมีขนาด ยุคสมัย เทคนิคการวาด ลักษณะการเสื่อมสภาพไม่เหมือนกัน ดิฉันทั้งถาม ทั้งจด ทั้งถ่ายภาพ ตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่ พออาจารย์เห็นว่าเราตั้งใจจริงก็ดีใจและยินดีที่จะถ่ายทอดความรู้ให้หมดทุกอย่าง หลังจากฝึกอยู่หลายปีจนพอจะใช้การได้ อาจารย์ได้พาไปร่วมทีมอนุรักษ์กับสตูดิโอที่เมืองแวร์ซายส์ ซึ่งเจ้าของสตูดิโอเคยเป็นผู้ช่วยของอาจารย์มาก่อน คนนี้ก็เก่งมาก ตอนหลังเขาไปเปิดสตูดิโอของตัวเองอยู่ที่เมืองแวร์ซายส์ ได้ซ่อมงานในพิพิธภัณฑ์ต่างๆ และมีลูกสาวของเขาอีกคน รวมทั้งหมดทีมเรามีกันอยู่ ๔ คน

การซ่อมภาพจะมีอยู่ ๒ ลักษณะใหญ่ๆ คือ ภาพวาดบนผ้าใบหรือไม้ สามารถยกไปไหนมาไหนได้ อันนี้เราจะนั่งซ่อมกันในสตูดิโอ อีกลักษณะคือ ภาพเฟรสโก หรือภาพจิตรกรรมปูนเปียก ลักษณะภาพจะเก่ามากตั้งแต่ยุคโรมันก็มี เป็นภาพวาดบนผนังโบสถ์ เวลาซ่อมเราจะต้องเดินทางไปที่โบสถ์ ทำนั่งร้านขึ้นไป โชคดีที่ไม่ใช่คนกลัวความสูง บางครั้งต้องไปซ่อมภาพในโบสถ์ตอนฤดูหนาว ทุกคนใส่เสื้อผ้าจนตัวกลมเป็นเพนกวิน แล้วยังต้องมีเตาปิกนิกเอามาตั้งพ่นความร้อนใส่ประจำตัวอีก เป็นงานที่ไม่ง่ายเลยต้องอาศัยใจรักจริงๆ

ส่วนวิธีการซ่อมจะใช้คนละเทคนิค ถ้าเป็นภาพวาดบนผ้าใบจะเป็นงานในยุคหลัง แต่ของฝรั่งภาพอายุ ๑๐๐-๒๐๐ ปี เขายังไม่เรียกว่าเป็นของเก่า ส่วนมากที่เอามาให้ซ่อมมักจะเป็นมรดกตกทอดกันมาในครอบครัวเลยจะไม่ค่อยเสื่อมสภาพมากเท่าไหร่ อาจจะแค่เก่า มีสีแตก สีหลุด ร่อน เป็นรอย วิธีการซ่อมขั้นแรกต้องสำรวจ วิเคราะห์การเสื่อมสภาพของภาพก่อนว่าเป็นอะไรยังไง แต่การซ่อมภาพจะไม่มีการตัดสินใจคนเดียว เราต้องมาคุยกับทีมว่ากรณีนี้จะทำยังไง ลำดับขั้นตอน เตรียมอุปกรณ์เครื่องมือซึ่งมีเยอะมาก แต่โดยหลักสำคัญคนซ่อมจะต้องมีทักษะเรื่องสี และรู้ประวัติศาสตร์ศิลปะ ต้องรู้ว่าตรงจุดที่จะซ่อมเกิดจากสีอะไรผสมกับสีอะไร ต้องดูสีให้เป็น ถือเป็นงานที่ต้องมีทั้งศาสตร์และศิลป์อยู่ในตัวเอง แต่ดิฉันจะถนัดแค่ซ่อมภาพวาดอย่างเดียว เพราะที่จริงการซ่อมงานศิลปะยังมีอีกหลายอย่าง เช่น เซรามิค งานผ้า สิ่งทอ ฯลฯ แต่ภาพวาดจะต่างตรงที่เป็นงานที่ประกอบด้วยอินทรีย์วัตถุและอนินทรีย์วัตถุ หมายความว่าถ้าเป็นอย่างงานเซรามิคจะมีแต่อนินทรีย์วัตถุ คือพวกดินหินแร่ต่างๆ ส่วนอินทรีย์วัตถุจะเป็นผ้าเป็นสิ่งทอที่ทำจากพืชและสัตว์ แต่ว่างานจิตรกรรมจะประกอบด้วยทั้งสองอย่าง เพราะสีบางสีได้มาจากธรรมชาติ บางสีก็เกิดจากการสังเคราะห์ขึ้นมา และยังมีเรื่องของโครงไม้กับผ้าใบอีก แต่อย่างที่บอกว่าเราทำงานกันเป็นทีม ดังนั้น ช่างซ่อมจะถนัดงานกันไปคนละอย่าง บางคนเก่งเรื่องเคมี เพราะบางครั้งช่วงทำรีเสิร์ชต้องใช้อุปกรณ์ฉายรังสีดูว่าข้างใต้ภาพนี้เป็นภาพอะไร เนื่องจากบางทีศิลปินก็วาดภาพทับของเก่า แต่ตัวดิฉันจะถนัดเรื่องเพ้นท์ ซึ่งเป็นขั้นตอนหลังเทคนิคทางเคมีต่างๆ แล้ว แต่ก็ไม่ใช่คนเก่งในทีมนะคะ ยังต้องให้อาจารย์เป็นผู้แนะนำให้อยู่

พอเรียนไปได้สักพักมีโปรเจ็คท์ซ่อมภาพในโบสถ์ซึ่งทางทีมอยากให้ไปช่วย บวกกับตัวเองเรียนแล้วก็อยากจะเรียนไปเรื่อยๆ เลยตัดสินใจลาออกจากงานไปทำงานกับอาจารย์ที่ฝรั่งเศส ช่วงปีใหม่ปี ๒๕๕๓ ถึงได้กลับมาซ่อมภาพจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ของท่านหญิงมารศี เหตุการณ์เริ่มจากช่วงสิ้นปีทุกปี ถ้าไม่ได้ไปเฝ้าท่านหญิง ดิฉันก็จะโทรศัพท์ไปทูลสวัสดีปีใหม่กับท่าน ปีนั้นดิฉันทำงานอยู่ที่โมนาโค พอโทร.ไปเลยได้ทราบว่าทางมูลนิธิฯที่เมืองไทยจะจัดนิทรรศการของท่านในเดือนกุมภาพันธ์ แต่เนื่องจากงานที่ขนจากฝรั่งเศสไปไทยชำรุด เขาเลยตามหาตัวดิฉันเพื่อจะให้ไปช่วยซ่อมภาพ ก็รับปากว่าจะไปทำงานถวายแล้วกลับเมืองไทยตอนเดือนมกราคม ตอนนั้นมีเวลาทำงานแค่เดือนเดียว การซ่อมจึงเป็นเรื่องการทำความสะอาดมากกว่า แต่เพราะมูลนิธิฯ มีภาพที่ท่านหญิงประทานให้ทั้งหมดร้อยกว่าภาพจึงยังทำต่อเนื่องจนถึงตอนนี้เสร็จไปประมาณ ๗๐% แล้ว โดยระยะแรกยังเป็นงานอาสา แต่ตอนหลัง คุณชายชิษณุสรร สวัสดิวัตน์ ประธานมูลนิธิฯได้ชวนมาช่วยงานมูลนิธิฯ ให้เป็นที่ปรึกษา เพราะมีโครงการจะจัดหอศิลป์แสดงงานถาวรของท่านในอนาคตด้วย

พูดถึงการซ่อมภาพ ปกติคนซ่อมจะไม่รู้จักศิลปิน เพราะเป็นภาพเก่ามาก เราต้องเสียเวลาทำรีเสิร์ชก่อน แต่กรณีงานของท่านหญิงมารศี ภาพที่เก่าสุดอายุประมาณ ๕๐ ปี และเราโชคดีที่เคยเห็นท่านตอนวาดภาพ เห็นว่าท่านใช้สีอะไร เราก็ไปซื้อร้านเดียวกันที่ท่านซื้อเลย การซ่อมจึงไม่ยากและไม่หนักใจ แต่ก็มีกรณีสืบเนื่องจากทรงเลี้ยงสัตว์ไว้เยอะ ในสตูดิโอจะมีนกตัวเล็กๆ สีเหลืองเป็นร้อยตัวบินไปมาได้อย่างอิสระทำให้มีมูลนกมาเปรอะที่ด้านหลังภาพวาด และมูลนกนี้เป็นกรดซึ่งจะส่งผลต่อภาพในระยะยาว กรณีอย่างนี้เราไม่เคยเจอเลยต้องอี-เมลไปปรึกษากับทีมที่เคยร่วมงานกันมา ทางโน้นก็ต้องไปค้นให้อีกที เพราะในประวัติศาสตร์การซ่อมภาพก็ไม่เคยมีกรณีแบบนี้มาก่อนเหมือนกัน กระทั่งได้ชื่อสารเคมีมาถึงไปหาซื้อเอามาใช้ทำความสะอาดภาพได้ พอจะจัดนิทรรศการครั้งที่ ๒ ตอนประชุมงานได้รับคำแนะนำจากคณะผู้จัดงานว่าเรามีความรู้อยู่น่าจะจัดกิจกรรมประกอบนิทรรศการด้วยเลยมีการจัดเสวนาและจัดเวิร์คช็อปซ่อมภาพ ซึ่งดิฉันยินดีที่จะสอนให้ ไม่ใช่ว่าเก่ง แต่เพราะเรามีประสบการณ์ อีกอย่างในเมืองไทยยังไม่มีวิชาเปิดสอน เพราะบ้านเราไม่มีภาพเขียนบนผ้าใบที่เก่ามากๆอย่างของฝรั่ง แต่งานศิลปะในเมืองไทยที่ดิฉันเป็นห่วงมากคือ ภาพจิตรกรรมฝาผนังซึ่งสวยมาก เป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทย อยากจะให้มีการสนับสนุนการศึกษาและอนุรักษ์เอาไว้

โดยส่วนตัว ดิฉันไม่ได้ตั้งใจว่าจะจริงจังหรือไม่จริงจังกับงานซ่อมภาพเขียน เพียงแต่เป็นสิ่งที่เราสนใจ ตั้งใจ อยากจะรู้จริง และเห็นคุณค่าในงาน ตอนที่ทำงานซ่อมภาพจะมีสมาธิมาก ไม่ได้คิดถึงเรื่องอะไรอื่นเลย จนเมื่องานเสร็จกลับมาอยู่ในสภาพดีแล้วถึงค่อยเกิดความภูมิใจว่างานนี้เป็นงานที่เป็นประโยชน์นะ เพราะว่าเราได้รักษางานที่มีคุณค่าให้คนรุ่นหลังได้เห็น เช่นงานของท่านหญิงมารศีซึ่งทรงเป็นเจ้านายที่น่ารักมาก ไม่ถือพระองค์ ทรงพระเมตตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมตตาต่อสัตว์ที่ทรงเลี้ยงไว้เยอะมาก ด้านความสามารถ ท่านก็ทรงมีพระอัจฉริยภาพหลายด้าน ไม่ว่าวรรณคดี ดนตรี ศิลปะ และภาษาที่สามารถตรัสได้ถึง ๕ ภาษา ทรงได้รับปริญญาเอกใบแรกเมื่อมีพระชันษา ๒๓ ปี ใบที่สองขณะพระชันษา ๒๘ ปี และถ้าพูดถึงในฐานะศิลปิน ท่านทรงศึกษาการวาดภาพด้วยพระองค์เอง ฝึกฝนตั้งใจต่อเนื่องจนเป็นงานที่มีการพัฒนาอย่างเป็นเอกลักษณ์ เวลาดู เราจะเห็นว่าภาพของท่านมีความรู้สึกเหมือนมีดนตรีคลอไปด้วย แต่เนื้อหากลับเกี่ยวกับสัจธรรมและชีวิตที่ถูกนำเสนอในมุมมองที่สวยงามมากซึ่งคนรุ่นหลังควรที่จะได้เห็น"