ค่ายเยาวชนใฝ่ดี ที่ "ดอยตุง"

อิ่มใจได้บุญ
ช่างภาพ: 

"ต้นไม้นี่มันก็คล้ายๆกับคน... ต้องดูแลใส่ปุ๋ยเสมอ ต้องคอยรดน้ำพรวนดินบ่อยๆ ต้องเอาหญ้าและต้นที่ไม่ดีออก เด็ดดอกใบที่เสียๆทิ้ง คนเราก็เหมือนกัน ถ้ามีพันธุ์ดี เมื่อเป็นเด็กก็แข็งแรงฉลาด เมื่อพ่อแม่คอยสั่งสอน เด็ดเอาของที่เสียออก และหาปุ๋ยที่ดีใส่อยู่เสมอ เด็กคนนั้นก็จะเป็นคนที่เจริญและดีเหมือนต้นและดอกบานชื่นเหล่านี้" สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระราชดำรัสไว้ด้วยทรงเชื่อว่า คนทุกคนมีคุณค่าและศักยภาพ ไม่มีใครอยากเป็นคนไม่ดี แต่ไม่มีโอกาสและทางเลือกที่ดีมากกว่า

ปัจจุบันนี้สังคมไทยและสถาบันครอบครัวอยู่ในสภาวะอ่อนแอ เยาวชนขาดต้นแบบในการทำความดี จึงอาจละเลยที่จะตระหนักถึงหน้าที่และความรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยเหตุนี้ ศูนย์การค้าเมกาบางนา ศูนย์การค้าแนวราบระดับภูมิภาคแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มุ่งมั่นที่จะเป็นองค์กรที่รับผิดชอบต่อสังคมและชุมชน จึงได้ร่วมกับ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ฯ จัดทำ "ค่ายเยาวชนใฝ่ดี" โดยมอบเงินทุนสนับสนุนจำนวน 500,000 บาท และร่วมสนับสนุนกิจกรรมเข้าค่ายเพื่อสร้างกลุ่มผู้นำเยาวชนที่มีคุณภาพในพื้นที่ดอยตุง จ.เชียงราย เพื่อเป็นกำลังหลักในการถ่ายโอนการพัฒนาสู่มือของชุมชนดอยตุงอย่างสมบูรณ์ตามแผนการพัฒนา 30 ปีของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ เป็นการปลูกฝังให้เยาวชนในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ เชียงราย ให้มีโอกาสเข้ามาเรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของดอยตุงและสามเหลี่ยมทองคำ เกิดความภาคภูมิใจในบ้านเกิดของตน ทั้งเกิดแรงบันดาลใจในการทำความดีและมีจิตสำนึกในหน้าที่ความรับผิดชอบต่อสังคมต่อไป

ฐิติรัตน์ เจริญยิ่งวัฒนา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัทเอสเอฟ ดีเวลอปเมนท์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้าเมกาบางนา กล่าวถึงการสนับสนุนกิจกรรมในครั้งนี้ว่า "เมกาบางนาได้กำหนดนโยบายชัดเจนในการสนับสนุนช่วยเหลือสังคมโดยมุ่งเน้นที่เด็ก เยาวชน และครอบครัว ทั้งในด้านการศึกษาและการพัฒนาคุณภาพชีวิต เนื่องจากสอดคล้องกับแนวคิดของศูนย์การค้าเมกาบางนาในฐานะที่เป็นศูนย์การค้าครบวงจร มุ่งตอบสนองความต้องการของสมาชิกทุกคนในครอบครัว การให้ความสำคัญกับเด็ก เยาวชน และสถาบันครอบครัว ถือเป็นสถาบันพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของสังคม ไม่ว่าเยาวชนเหล่านั้นจะอยู่ที่ใดก็ตาม"

พิมพรรณ ดิสกุล ณ อยุธยา ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า "มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนาคน โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนดังกล่าวข้างต้นในสภาวะเช่นนี้ โดยจะน้อมนำแนวพระราชดำริของสมเด็จย่าที่ว่า "ช่วยเขาให้ช่วยตัวเอง" คือสนับสนุนสิ่งที่เขาขาดและมุ่งพัฒนาศักยภาพของเขา เพื่อให้เขาสามารถยืนได้ด้วยตัวเองอย่างมีศักดิ์ศรีและเป็นคนที่มีคุณภาพในสังคม และพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเรื่อง "ระเบิดจากข้างใน" ซึ่งหมายถึง สื่อสารทำความเข้าใจ และกระตุ้นให้เยาวชนลุกขึ้นพัฒนาตนเองและทำประโยชน์ด้วยความพร้อมมาเป็นแนวทางในการดำเนินการค่ายเยาวชนใฝ่ดีต่อไป"

สำหรับ "ค่ายเยาวชนใฝ่ดี" จัดมาแล้วด้วยกันถึง 2 ครั้ง โดยมีรูปแบบและหัวข้อการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกฝัง ค่านิยมที่ดี เช่น การประหยัด อดออม รู้จักพอเพียง และเข้าใจประวัติความเป็นมาจากการได้รู้จักบ้านเกิดของตนดีขึ้น และเกิดความภาคภูมิใจในบ้านเกิดของตน เข้าใจหลักการทรงงานของสมเด็จย่า รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ รู้จักตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม เล็งเห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆรอบตัวมากขึ้นให้กับเยาวชน โดยใช้เวลาทั้งหมด 4 วัน แบ่งเป็นกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ วาดภาพ "สิ่งที่ฉันรักที่สุดเกี่ยวกับดอยตุง" และดูขุมทรัพย์ทางโอกาสในพื้นที่โครงการฯ เป็นการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าผลผลิตในพื้นที่และการสร้างทักษะที่เกี่ยวกับการประกอบอาชีพ เช่น การดูงานที่โรงงานแมคคาเดเมียนัท โรงงานกระดาษสา ศูนย์หัตถกรรม ไร่กาแฟและโรงคั่วกาแฟ เรียนรู้ข้อมูลอดีต ปัจจุบันของดอยตุง โดยฟังคนรุ่นพ่อแม่ ลุงป้า เล่าเรื่องเก่า อย่าง เรื่องการปลูกและเสพฝิ่น การค้าลำเลียงอาวุธ เส้นทางชีวิตความเป็นอยู่ของคนห้วยน้ำขุ่นสมัยก่อน รวมทั้งการได้ดูพื้นที่เขาหัวโล้น และเรียนรู้เรื่องแนวกันไฟ รู้จักแม่ฟ้าหลวงผ่านพระตำหนักดอยตุงและหอแห่งแรงบันดาลใจ ชวนให้มองอนาคตของตนเองใน 25 ปีข้างหน้า และทบทวนการใช้กล้องถ่ายภาพและอุปกรณ์การถ่ายภาพ หัวข้อเฉพาะของค่ายครั้งนั้น คือ "ช่างภาพน้อยดอยตุง" เยาวชนกลุ่มหนึ่งที่เรียนวิชาถ่ายภาพอยู่ในโรงเรียน จึงถือโอกาสใช้ค่ายนี้ต่อยอดทักษะฝีมือการถ่ายภาพไปในตัว และยังได้ผลิตผลงานออกมาเป็นหนังสือ "มองบ้านเพดานดาว" ถ่ายทอดเรื่องราวของพระตำหนักดอยตุงได้อย่างลึกซึ้ง

ส่วน "ค่ายเยาวชนใฝ่ดี" ครั้งที่ 2 มีเป้าหมายโดยรวมเช่นเดียวกันกับค่ายครั้งแรก แต่มีหัวข้อเฉพาะคือ "การพัฒนามัคคุเทศก์น้อยดอยตุง" เพื่อให้เยาวชนสามารถนำความรู้ ความเข้าใจ และทักษะที่ได้จากค่ายไปสร้างประโยชน์ให้กับตนเอง คนรอบข้าง และชุมชนของตนได้จริง โดยมีกิจกรรมเพื่อเตรียมความพร้อมมัคคุเทศก์น้อยสู่ประชาคมอาเซียน และพาสำรวจพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯผ่านการเรียนรู้เรื่องราวของดอยตุงในอดีต พามัคคุเทศก์น้อยสำรวจพื้นที่ผ่านการเรียนรู้เรื่องราวของดอยตุงในปัจจุบัน และอบรมการจัดการข้อมูลสู่การนำเสนอที่น่าสนใจ สุดท้ายเป็นกิจกรรมปฏิบัติการลงพื้นที่พานักท่องเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ

นอกจากกิจกรรมค่ายฯ ที่สร้างการเรียนรู้และรักถิ่นเกิดให้กับเด็กๆ แล้วยังทำให้เราได้รู้จักและได้เรียนรู้ถึงชีวิตคน 3 รุ่นบนดอยตุงแห่งนี้ ว่าพวกเขาเหล่านั้นมีความผูกพันและความรักในดอยแห่งนี้มากแค่ไหน อย่าง ลุงพิชัย วิเศษพุทธศรี หรือ อาพล่อ ชาวอาข่ารุ่นลุงที่มาตั้งรกรากในไทย ทำหน้าที่ดูแลสวนรุกชาติแม่ฟ้าหลวงที่เล่าถึงความประทับใจต่อสวนที่เขาหวงแหนและดูแลมาโดยตลอดว่า สมเด็จย่าท่านเป็นคนรักต้นไม้มาก เมื่อมีการตัดถนนผ่านบนดอยแห่งนี้ ท่านยังดำริให้นำต้นไทรทั้ง 15 ต้น ขนใส่รถบรรทุก 18 ล้อ ขึ้นมาปลูกในสวนแห่งนี้ เพื่อเป็นสวนป่าต้นน้ำ และนำพันธุ์ไม้ป่านานาชนิดมาปลูกเพื่อคนรุ่นหลานจะได้รู้จัก ส่วนหญิงกลางคนที่ชาวบ้านรู้จักกันเป็นอย่างดีและมักเรียกกันว่า "แม่หลวงสาย" เป็นชาวอาข่ารุ่นแรกที่มีบทบาทในการผลักดันให้ชาวบ้านเลิกเสพและค้าฝิ่น หันมาประกอบอาชีพสุจริต และช่วยเหลือให้ชาวเขาได้มีบัตรประชาชนอย่างถูกกฎหมาย และทุกวันนี้เธอยังมาช่วยทีมงานให้ความรู้และถ่ายทอดประสบการณ์แก่เด็กๆในค่าย

นอกจากนี้คนรุ่นพี่อย่าง พี่รัตนา สุขนภาสวัสดิ์ ที่ใช้ชีวิตอยู่ศูนย์หัตถกรรมของโครงการฯ ร่วม 17 ปี และสมาชิกในครอบครัวล้วนผูกพันกับงานเย็บผ้าของโครงการฯ ที่ทุกวันนี้เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว เริ่มต้นชีวิตตั้งแต่งานทอผ้าจนปัจจุบันพัฒนาการตัดเย็บเป็นแพทเทิร์นต่างๆ และส่งออกต่างประเทศ ทำรายได้ให้ครอบครัว โดยไม่จำเป็นต้องเข้าเมืองเพื่อไปหางาน สำหรับคนรุ่นหลังอย่างเยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ อย่าง ด.ญ.สุรีย์ เขียวแหล่ จากโรงเรียนอนุบาลแม่ฟ้าหลวง เล่าถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเข้าค่ายครั้งนี้ว่า "ไม่เคยรู้ว่าก่อนเลยว่า ณ ที่แห่งนี้เคยเป็นพื้นที่ป่าหัวโล้น ทุกวันนี้ทำให้หนูรู้สึกขอบคุณสมเด็จย่าและคนรุ่นแรกที่ทำให้พื้นที่ที่เคยแห้งแล้งกลับเขียวขจี และยังช่วยสร้างรายได้ต่างๆ ให้กับคนในพื้นที่อีกมากมายด้วย"

จากการกิจกรรมค่ายเยาวชนทั้งสองครั้งนี้ ทางเมกาบางนาและมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ฯ มุ่งหวังที่จะเห็น "ต้นกล้าในวันนี้...ไม้ใหญ่ในวันหน้า" และช่วยเสริมสร้างให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเยาวชนในพื้นที่มากขึ้น และเป็นเวทีหนึ่งที่ทำให้คนสามรุ่นบนดอยตุง ได้มารู้จักและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ในปีที่ผ่านมาเมกาบางนายังมีอีกหนึ่งกิจกรรมเพื่อตอบแทนสังคม ภายใต้ชื่อโครงการ "Happiness of Sharing" แบ่งสุขสานฝัน ร่วมสร้างสรรค์ โดยคัดสรรร่วมกับคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหกสาขา ได้แก่ รศ.ดร.สายฤดี วรกิจโภคาทร ผู้อำนวยการผลิตรายการโทรทัศน์ "รักลูกให้ถูกทาง" วัลลภ ตังคณานุรักษ์ (ครูหยุย) กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก มีสุข แจ้งมีสุข พิธีกรรายการผู้หญิงถึงผู้หญิง ดุจดาว วัฒนปกรณ์ บุญใหญ่ นักจิตบำบัดด้วยศิลปะการเคลื่อนไหว รตยา จันทรเทียร ประธานกรรมการ มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร และ ฐิติรัตน์ เจริญยิ่งวัฒนา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัทเอสเอฟ ดีเวลอปเมนท์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้าเมกาบางนา และได้มอบเงินทุนสนับสนุนจำนวน 1,000,000 บาท โดยแบ่งออกเป็นจำนวน 5 ทุน มูลค่าทุนละ 200,000 บาท ให้แก่ 5 โครงการที่ให้การช่วยเหลือเด็ก สตรี และครอบครัวภายในประเทศไทยที่ต้องการเงินทุนสนับสนุนเพื่อนำไปพัฒนาต่อไป ได้แก่ โครงการสอนนักเรียนตาบอดถ่ายภาพปี 2555 ค่าย "หัวใจถ่ายภาพ เล่าเรื่องสื่อสังคม" บ้านเด็กเร่ร่อน มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก ศิลปะร่วมสมัยเพื่อเด็กพิการทางหู (ละครใบ้คนใบ้) และโครงการอาสาเลิกให้ โดยโครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน โดยมูลนิธิกระจกเงา ซึ่งเมกาบางนาได้มีการติดตามผลการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด