กายเดียว จิตเดียว วันเดียว ของ ดร. ยงยุทธ พืชกมุทร

นัดพบ

"ผมเชื่อว่า คำตอบของความสุขในชีวิตมนุษย์โลก คือการดำเนินชีวิตอย่างมีสมดุลระหว่างวัตถุกับจิตวิญญาณ" คือสิ่งที่ ดร.ยงยุทธ พืชกมุทร อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยซึ่งปัจจุบันหันมาเอาดีทางด้านธุรกิจขายตรงเชื่อมั่น

วิถีชีวิตชนบทในวัยเด็ก บ่มเพาะความแข็งแกร่ง อดทน มุ่งมั่น ส่งผลให้ ดร.ยงยุทธกลายเป็นเด็กเรียนดี และมีความโดดเด่นทางด้านการศึกษากระทั่งจบปริญญาเอก แรกทีเดียวหมายมั่นปั้นมือจะอุทิศชีวิตและความรู้ทางด้านวิศวเกษตรทั้งหมดให้กับมหาวิทยาลัย นักศึกษา และงานวิจัย

พักใหญ่ๆที่ทุ่มเทและภาคภูมิใจกับการสอนหนังสือ เมื่อวันเวลาล่วงเลยไปมีบางสิ่งมิได้เป็นดั่งที่หวัง อาจารย์หนุ่มไฟแรงจากอยุธยาเริ่มเกิดคำถามขึ้นในใจว่า "ทำงานไปเพื่ออะไร ต้องการอะไรในชีวิต และเราน่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้" และเพื่อจะตอบคำถามทั้งหมดที่ตัวเองตั้งขึ้น ดร.ยงยุทธจึงเลือกที่จะลาออกจากราชการ และเริ่มออกแบบชีวิตตัวเองในแนว "อินดี้" โดยอิงไปกับธรรมะและธรรมชาติ

ในฐานะที่เป็นคนอยุธยา ภาพในอดีตของอยุธยาเมื่อเทียบกับปัจจุบันแตกต่างกันมากมั้ยคะ

ใช้คำว่าพอสมควรดีกว่า บ้านผมอยู่ไปทางอำเภอนครหลวง ที่หมู่บ้านผมทำมีดอรัญญิก เป็นแหล่งรับน้ำทีเดียวก็ว่าได้น้ำท่วมทุกปี ครอบครัวเราฐานะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ รับมีดอรัญญิกมาใส่ด้าม แล้วก็นำออกไปเร่ขายตามต่างจังหวัด ผมจึงไปนครศรีธรรมราชบ่อยมาก เพราะที่นั่นขายดี สมัยก่อนขั้นตอนค่อนข้างลำบากเพราะเครื่องไม้เครื่องมือยังมีไม่เท่าปัจจุบัน มีดอรัญญิกจึงเป็นงานทำมือเสียเป็นส่วนใหญ่ ตอนนี้ที่หมู่บ้านก็ยังยึดอาชีพนี้อยู่ เนื่องจากเป็นงานภูมิปัญญาชาวบ้านอันทรงคุณค่ายิ่ง ตัวผมเองก็ยังไปมาระหว่างอยุธยากับกรุงเทพฯ เดือนละประมาณ 1-2 ครั้ง แล้วแต่โอกาสจะอำนวย

ถ้าให้มองย้อนกลับไปในวัยเด็ก ผมว่าผมค่อนข้างช่วยตัวเองเยอะพอสมควร ครอบครัวเราไม่ได้มีฐานะ พ่อแม่จบ ป.4 ท่านจึงเห็นความสำคัญของการศึกษายอมที่จะเป็นหนี้เป็นสิน เพื่อส่งให้ลูกทุกคนเรียนจบปริญญาตรี ซึ่งผมเองก็เพิ่งมาทราบที่หลัง แต่การรู้จักช่วยตัวเองตั้งแต่เด็ก ก็ส่งผลดีไม่น้อยนะครับ เพราะมันทำให้เราแกร่ง สามารถเลือกทางเดินชีวิตของตัวเองได้โดยไม่เกรงเรื่องใดๆ โดยเฉพาะเรื่องการเรียน

ผมเริ่มเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนวัดมเหยงค์ อำเภอนครหลวง ซึ่งเป็นคนละแห่งกับในเมืองนะครับ ทุกเช้าต้องเดิน 2 กิโล กว่าจะถึงโรงเรียน แต่ดีตอนเรียนก็ได้โอกาสจากคุณครูให้ช่วยด้านกิจกรรมอยู่เสมอ มักได้รับคำชมจากคุณครู ญาติพี่น้องอยู่เนืองๆว่าเป็นเด็กที่เรียนดี ซึ่งตรงนี้ต้องขอบคุณเพราะมันเป็นกำลังใจส่วนหนึ่งทำให้เราขยันเรียนเรื่อยมา ตรงนี้สำคัญมาก

พอจบชั้น ป.6 ก็เข้ามาเรียนที่โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย เพราะคิดเอาเองว่าการได้เรียนที่นี่จะทำให้มีโอกาสมากขึ้น เนื่องจากเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงของอยุธยา ผมจึงยอมแลกกับความลำบากในการเดินทาง ทุกวันต้องตื่นแต่เช้าเพื่อนั่งเรือออกมาขึ้นที่ตลาดหัวรอ แล้วก็นั่งรถสองแถวต่อไปยังโรงเรียน ทำให้ตอนหลังต้องตัดสินใจอยู่หอพัก

ยังเรียนอยู่ในเกณฑ์ดีอยู่มั้ยคะในชั้นมัธยม

ถือว่าดีครับ มาทราบทีหลังว่าสอบเข้าได้เป็นลำดับที่ 2 จากจำนวนนักเรียนนับพันคนเพราะครูบอก เท่าที่วิเคราะห์ตัวเองดูหลักๆ แล้วคือขยันกับอดทน เพราะเราอยากประสบความสำเร็จ อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น สมัยเด็กๆ อยากมีมอเตอร์ไซค์มาก ทั้งๆที่ขี่ไม่เป็น ที่ขี่ไม่เป็นเพราะเราไม่มีด้วย เห็นเพื่อนเล่นกีตาร์เราก็อยากมี ก็คิดแบบเด็กๆ ก็คือทำเอง

ความต้องการประสบความสำเร็จเป็นการกดดันตัวเองมากไปหรือไม่

ไม่เชิงนะครับ แต่เป็นคนทำอะไรแล้วมักจะเต็มร้อยกับทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการเรียน ซึ่งที่บ้านส่งเสริมอย่างมาก พ่อกับแม่จึงมีหนี้สินเยอะมาก เราไม่รู้มาก่อน เพราะตั้งหน้าตั้งตาเรียนเพียงอย่างเดียว เพราะฉะนั้นตอนที่เรียนต่อปริญญาโทได้ทั้งเงินทุนการศึกษา และเงินเดือนจากมหาวิทยาลัยเพราะเป็นอาจารย์สอน ก็ได้ออมเงินส่วนหนึ่งมาช่วยพ่อกับแม่ใช้หนี้สินที่กู้ยืมมา

ขณะที่เรียนมีเป้าหมายมั้ยคะว่าอยากเป็นอะไร

ถ้าตอบตามตรงคือยังไม่มี เพียงแต่เรียนให้ดีไว้ก่อนเด็กต่างจังหวัดมักจะคิดแบบนี้ จนกระทั่งใกล้จะสอบเอ็นทร้านซ์เข้ามหาวิทยาลัยก็เริ่มคิด แต่ก็ยังคิดไม่ออกอยู่ดี แต่หลักๆแล้วก็คงต้องเลือกเรียนในสาขาที่จบออกมาแล้วทำงานได้เลย ซึ่งก็คงไม่พ้น แพทย์ วิศวฯ สถาปัตย์ ด้วยความที่อ่านหนังสือไม่ทัน แต่มีครูแนะแนวที่ดี จึงเลือกสอบเข้าวิศวฯ ทิ้งวิชาชีวะไปเลย เพราะจะทำให้อ่านหนังสือน้อยลง ในที่สุดก็สอบติดที่วิศวฯเกษตร สาขาเครื่องกลเกษตร เพราะเรามาจากจังหวัดที่เป็นเกษตรกรรม เมื่อจบมาแล้วน่าจะมีช่องทางให้เราทำอะไรได้ สมัยที่เรียนปริญญาตรีก็วางแผนที่จะขอทุนเรียนต่อปริญญาโท

ดอกเตอร์เป็นคนที่วางแผนชีวิตเสมอมา

ไม่ถึงขนาดนั้นครับ แต่กับเรื่องการเรียนจะตั้งใจมาก ตอนจบปริญญาตรีจึงได้เกียรตินิยม กระทั่งได้รับการทาบทามให้ไปเป็นอาจารย์ที่พระจอมเกล้าลาดกระบัง ซึ่งตอนนั้นเพิ่งเริ่มเปิดใหม่ๆ แต่ก่อนที่จะทำงานจริงๆ คิดวางแผนไว้สองแนว คืออย่างไรเสียก็ต้องเรียนต่อปริญญาโทออย่างแน่นอน ถ้าทำงานในบริษัทเอกชนก็จะเรียนต่อ MBA แต่ประมาณการดูแล้วว่าบั้นปลายก็คงไม่แตกต่างกันมาก เบื้องต้นราชการขั้นเงินเดือนอาจจะช้ากว่าเอกชน แต่มั่นคง แต่ก็ยังมองว่าการรับราชการเราน่าจะทำประโยชน์ให้กับสังคมได้มากกว่า สุดท้ายจึงเลือกที่จะไปเป็นอาจารย์ เพราะเขารับตั้งแต่จบปริญญาตรี

สอนอยู่ประมาณปีเศษๆ ก็ได้ทุนเรียนต่อ เพราะเงื่อนไขของการรับทุนคือต้องรับราชการก่อน 1 ปี การสอนหนังสือก็เป็นอีกช่วงชีวิตหนึ่งที่มีสีสัน สอนวิชาพื้นฐาน ตื่นเต้นพอสมควร คิดว่าเขาเป็นรุ่นน้องของเรา เตรียมตัวมาก ตอนนั้นสาขาวิศวฯเกษตรยังเพิ่งเริ่ม ยังไม่มีเครื่องจักรกลหนักเข้ามาทดแทน เพราะแรงงานของเรายังมากอยู่ เครื่องเกี่ยวข้าว เครื่องนวดข้าว ยังอยู่ในฝัน แต่ปัจจุบันเห็นอยู่ทั่วไป เพราะเราเริ่มมีปัญหาเรื่องแรงงาน ถ้าจำไม่ผิดเครื่องจักรกลทดแทนน่าจะเข้ามาบ้านเราเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วกระมัง ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ท่านจะพยายามส่งเสริมพัฒนาอย่างแข็งขัน เพราะการพัฒนาสิ่งเหล่านี้ควรต้องเป็นไปตามความเหมาะสม ปัญหาแรงงานทำให้เราต้องใช้เครื่องจักรกลเข้ามาทดแทน คูโบต้าเป็นยี่ห้อแรกๆ ที่เข้ามาในเมืองไทย วิชาพวกนี้จึงค่อนข้างท้าทายพอสมควร พอเรียนปริญญาโทก็ต่อยอดไปเป็นเรื่องของการพัฒนาเครื่องจักรกลหลังการเก็บเกี่ยว การแปรรูป การอบแห้ง เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับพืชผลทางการเกษตร แทนการส่งออกเป็นวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว พอจบปริญญาโทก็ได้ทุนต่อปริญญาเอกทันทีที่ AIT ของธรรมศาสตร์ ตอนที่เรียนปริญญาเอกในสาขาก็เรียนอยู่คนเดียว ผมจึงจบด็อก
เต้อร์ทางด้านวิศวฯ (D.ENG.) ซึ่งต่างกับ Ph.D ตรงที่ผมเน้นเรื่องการทำงานวิจัย แต่ Ph.D เน้นการเรียนจากตำรามากกว่า

อันที่จริงแล้วถ้าสมมติว่ายังสอนหนังสืออยู่ก็น่าจะมีงานวิจัยให้ทำหลากหลายมาก เพราะเราสามารถร่วมมือกับบริษัทเอกชนที่ต้องการผลงานวิจัยได้ไม่น้อย

ดอกเตอร์รับราชการเป็นอาจารย์อยู่กี่ปีคะ

อายุราชการประมาณ 12 ปีครับ

ในเมื่อรับราชการก็ดูท่าว่าจะดำเนินไปได้ด้วยดี ทำไมจึงลาออก

ชีวิตที่ผ่านมาผมถือว่าโชคดีนะครับ เพราะได้สนทนาธรรมะกับพระสงฆ์ที่ปฏิบัติดี สมัยเด็กๆก็ได้กราบหลวงพ่อแพ เพราะท่านมีกิจนิมนต์ไปแถวนั้นบ่อย ผมเลยสนใจเรื่องพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นเป้าหมายในชีวิตของผมคือ วางแผนเดินทางตามรอยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งใจศึกษาด้วยการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ เพื่อเข้าถึงอิสรภาพทางธรรมขั้นสูง ให้ได้ในชาตินี้ และถ้ามีบุญวาสนาสามารถเข้าถึงได้อย่างแท้จริง ผมคงสามารถช่วยเหลือผู้คนและสังคมได้อย่างยิ่งใหญ่ในอีกมิติหนึ่ง

ก่อนที่จะตัดสินใจลาออกก็คิดทบทวนพอสมควร แต่อันเนื่องมาจากครอบครัวเรามีรายได้น้อย มีหนี้สิน ทั้งๆที่เราก็เรียนมาตั้งเยอะ แต่คุณภาพชีวิตเรากลับไม่เป็นดังที่วาดฝันไว้ นักศึกษาจบใหม่ไปทำงานในบริษัทเอกชนได้เงินเดือนสูงกว่าดอกเตอร์ที่รับราชการเสียอีก เป็นเรื่องที่ผมน้อยใจมาก ตอนนั้นมีปัจจัยเข้ามาหลากหลายมาก

ตอนนั้นคิดทำหลายเรื่องมากเพื่อช่วยครอบครัว เช่น ตั้งบริษัทกับเพื่อน หางานวิจัยทำ เพราะยังไม่ได้ลาออกจากราชการ แต่สุดท้ายก็จบลงด้วยการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทขายตรงยี่ห้อหนึ่ง ศึกษาอยู่นานทีเดียวกว่าจะตัดสินใจทำเต็มตัว เพราะรู้สึกว่าสามารถตอบโจทย์ในชีวิตได้ทุกเรื่อง เพราะสุดท้ายชีวิตเราก็คงไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าการมีชีวิตแบบอินดี้ที่ออกแบบเองได้ มีอิสรภาพในการเลือกใช้ชีวิตแบบไม่ต้องตื่นแต่เช้ามืดไปทำงานและกลับบ้านพร้อมกัน ฝ่าวิกฤตจราจรทั้งไปและกลับ มีเวลารับส่งลูกไปโรงเรียน ไปดูแลบุพการีได้ตามต้องการทุกวัน โดยไม่ต้องยื่นจดหมายลากิจ หรือมีเวลามากพอที่จะไปออกกำลังกาย พักผ่อน ท่องเที่ยว และที่สำคัญที่สุดคือ มีเวลาศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้า

ก่อนหน้านี้มีมุมมองเกี่ยวกับธุรกิจขายตรงอย่างไรบ้าง

ไม่ชอบ รู้จักธุรกิจขายตรงเป็นครั้งแรกตอนมีคนเข้ามาขายประกันที่บ้าน พอหลังจากนั้นก็หายหน้าหายไป

มองเห็นอะไรในธุรกิจขายตรง ทำให้ถึงกับกล้าลาออกจากราชการ ซึ่งสังคมบอกว่ามั่นคง

ถ้าเทียบกับวุฒิการศึกษาที่เราจบมาดูจะไม่น่าเสี่ยงเลยใช่มั้ยครับ แต่เผอิญเรารู้ว่าเป้าหมายชีวิตของคืออะไร ถ้าเราคิดว่าธุรกิจขายตรงตอบโจทย์ชีวิตเราได้ มันก็คุ้มค่าต่อการเสี่ยง เพราะชีวิตเราไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นอะไร เพราะฉะนั้นเราก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นวิศวกรไปตลอดชีวิต เพราะเมื่อลมหายใจออกจากร่าง จิตก็ล่องลอยไปแล้ว กอปรกับมองว่ามันเป็นเรื่องท้าทาย และน่าจะทำให้เรามีโอกาสทำสิ่งต่างๆได้อีกมากมาย เช่น การเขียนหนังสือเรื่อง "วิศวกรมนุษย์" และ "โรงเรียนสอนธุรกิจ"

จริงๆแล้วคนเราจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ มักจะเริ่มจากได้ทำในสิ่งที่รัก และเป็นที่ต้องการจึงจะมีโอกาส ถามว่าเสียดายมั้ยที่ตัดสินใจลาออกจากราชการ ตอบตามตรงคือ "เสียดายครับ" แต่ก็คิดว่าได้ทำประโยชน์พอสมควรแล้ว และสิ่งที่ผมทำไว้ เช่น การร่างหลักสูตร ก็ได้มีการนำไปต่อยอดกันได้ดี

สิ่งที่ผมได้จากการเรียนวิศวฯจริงๆคือมีอาจารย์ท่านหนึ่งชื่อ เสริมพล เบื้องสูง ท่านแนะว่าเวลาเรามีปัญหาให้พยายามคิดว่าเรากำลังลอยขึ้นไปอยู่บนท้องฟ้าแล้วลอยออกไปนอกโลก แล้วค่อยมองกลับมาที่ปัญหา เราจะพบว่ายิ่งไกลออกไปตัวเราจะเล็กลงเรื่อยๆ เช่นเดียวกับปัญหาถ้ายิ่งเราทำตัวไกลออกจากปัญหามากเท่าไหร่ ปัญหานั้นก็จะยิ่งเล็กลงเรื่อยๆ ในทางพระพุทธศาสนาบอกว่าเราไม่ได้เกิดมาเพื่อจะเป็นอะไร แต่เกิดมาเพื่อสร้างบุญบารมี ถ้าเราคิดบวกชาติหน้าเราก็จะจุติเป็นเทวดา เป็นพรหม ตรงกันข้ามถ้าเราคิดลบ เราก็จะตกอยู่ในภพภูมิของสัตว์เดียรัจฉาน ถ้าคิดกลางๆไม่บวกไม่ลบ เข้าใจความเป็นไปของธรรมชาติก็จะไปนิพพานโดยไม่ต้องเกิดอีก

หลวงตามหาบัวบอกว่า ดูซิกองกระดูกเป็นภูเขาเลากา เพราะมนุษย์เกิดมามากมายมหาศาล และเกิดมาเพื่อทุกข์ หนาว ร้อน หิว หาเลี้ยงชีพ ล้วนเป็นเหตุแห่งทุกข์ เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นวิศวกร แต่เราเกิดมาเพื่อทำประโยชน์ ทำสิ่งที่ดี ซึ่งคนเราจะเข้าใจตรงจุดนี้ได้ เราจะต้องศึกษาธรรมชาติอย่างเข้าใจ ปั้นปลายของผมจึงอยากจะสอนธรรมะ แต่นั่นหมายความว่าผมจะต้องแตกฉานมากกว่านี้ ซึ่งเกิดได้ด้วยการปฏิบัติไม่สามารถเรียนรู้ได้จากทฤษฎี

ดอกเตอร์น่าจะอ่านหนังสือธรรมะมากพอสมควรทีเดียว

นับถึงวันนี้หน้าจะนับร้อยเล่ม ส่วนใหญ่จะไปในสายของหลวงปู่มั่น หลวงตามหาบัว หลวงพ่อจรัญ หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ หลวงพ่อถาวร วัดปทุมวนาราม ซึ่งผมจะไปทำบุญที่วัดทุกวันพุธ ผมอ่านหมดเพราะพระเกจิเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีวัตรปฎิบัติที่ดีงามทั้งสิ้น

วันนี้ผมอยากจะบอกว่าศาสตร์ของตะวันออกและตะวันตกจะแตกต่างกัน ทางพุทธศาสนาจะเน้นเรื่องจิต ถ้าอ่านหนังสือเรื่อง "ไอน์สไตน์พบพระพุทธเจ้าเห็น" จะเข้าใจมากยิ่งขึ้น ทางตะวันตกเขาจะเน้นความสุขอยู่ที่วัตถุ มีรายได้เข้ามาก็ให้ความสำคัญกับการสร้างวัตถุ เขาจึงเป็นกลุ่มชนที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของวัตถุนิยม ซึ่งปัจจุบันบ้านเรากำลังถูกครอบงำด้วยสิ่งเหล่านี้ เรากำลังตกเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตก แต่ในทางพุทธศาสนาเราเชื่อว่าความสุขอยู่ที่ "ใจ"

เท่าที่ทราบข้อมูลมา บิลล์ เกตส์ เขาให้ลูกใช้คอมพิวเตอร์น้อยมาก นัยว่าวันธรรมดาแทบจะไม่ให้ลูกแตะต้องคอมพิวเตอร์เลย ลูกถึงกับถามพ่อว่าเมื่อไหร่จะเล่นได้มากกว่านี้ บิลล์ เกตส์ ตอบว่า "เมื่อยูดูแลรับผิดชอบตัวเองได้" ต่างกับเมืองไทยที่เสรีอย่างมาก

อยากทราบถึงวิธีปฏิบัติธรรมเบื้องต้นของดอกเตอร์ค่ะ

ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า 24 ชั่วโมง เราสามารถปฏิบัติได้หมด ถ้าเก่งแล้วแม้ขณะที่เราคุยกันก็สามารถมีสมาธิในระดับต้นๆได้ การทำสมาธิไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการหลับตาเพียงอย่างเดียว แต่ถ้าเราต้องการไปในญาณสูงๆ ก็อาจจะต้องใช้วิธีการหลับตา

พิจารณาตัวเองบ้างมั้ยคะว่าจู่ๆ หันเหชีวิตมาทางนี้ได้อย่างไร

คนเรามักจะพูดว่า ถ้าไม่เห็นทุกข์ก็จะไม่เห็นธรรม ถ้ามัวเพลินอยู่กับความสุขทางโลกก็คงไม่เห็นตรงจุดนี้ แต่บังเอิญว่าผมได้สัมผัสเรื่องด้านนี้มาตั้งแต่วัยเด็ก ได้พบเจอครูบาอาจารย์มากมายหลายท่าน สมัยชั้นประถมก็เรียนโรงเรียนวัด ในต่างจังหวัดทุกวันพระเราก็จะตามพ่อแม่ไปวัด ไปกินข้าวก้นบาตรซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ แล้วผมเป็นที่ชอบอ่านหนังสือ เท่าที่จำได้หนังสือที่อ่านโดยที่ไม่เกี่ยวข้องกับวิศวฯเลยน่าจะประมาณ 500 เล่ม ผมชอบอ่านทุกแนว เช่น บริหาร การตลาด จิตวิทยา การบริหารเวลา เรื่องความเป็นผู้นำ ฯลฯ ซึ่งเอื้อต่องานที่เราทำอยู่ ถ้าเฉพาะหนังสือพระก็น่าจะราว 100 กว่าเล่ม ก่อนหน้านี้ก็ไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือ

การอ่านหนังสือช่วยทำให้โลกกว้างขึ้น

กว้างมากเลยครับ แต่น่าเสียดายที่สื่อบ้านเราไม่ค่อยให้ประโยชน์กับผู้เสพสักเท่าไหร่ สิ่งที่ผมอยากจะฝากคืออยากให้บ้านเราเน้นเรื่องการศึกษา ทำอย่างไรจะให้ครูบาอาจารย์มีรายได้อย่างเพียงพอ เพื่อที่จะให้คนที่เก่งและดีอยากจะมีอาชีพครู สมัยก่อนเราเป็นหนึ่งในอาเซียนแต่ปัจจุบันกลายเป็นว่าประเทศเพื่อนบ้านพากันแซงหน้าเราไปกันหมดแล้ว สิงคโปร์ล้ำหน้าเราไปรู้กี่ขุมแล้ว บ้านเราคงมีอิสรภาพมากเกินไปละกระมัง เพราะเราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใคร คนที่มีโอกาสก็จะมุ่งแต่จะกอบโกยเพียงอย่างเดียว

การเป็นผู้อ่านมากเอื้อต่อชีวิตอย่างไรบ้าง

โลกกว้าง รู้เท่าทันซึ่งขึ้นอยู่กับว่าเรามีตรรกะในเรื่องใดบ้าง ผมว่าถ้าแนวตะวันออกของเรามันจะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์ได้ เพราะวัฒนธรรมตะวันตกเขาครอบเราหมดแล้ว เพราะเขามาจากตรรกะที่ใช้วัตถุเป็นหลัก คนก็จะวิ่งไล่เพื่อจะหาเงินมาซื้อวัตถุ วันนี้เราจึงกลายเป็นวัตถุนิยม ความภาคภูมิใจในตัวเองจึงน้อยลง เพราะเรามัวไปหลงใหลได้ปลื้มกับฝรั่ง ญี่ปุ่น ตอนนี้ก็พ่วงเกาหลีเข้ามาด้วย เราคิดไม่ได้นอกจากไหลไปตามกระแสเพียงอย่างเดียว แม้กระทั่งเรื่องการเรียนนี้เราใช้ตำราฝรั่งเกือบหมด ผมจึงมีความคิดว่าเป็นไปได้หรือไม่หากจะนำตะวันออกตะวันตกมาผสมกัน ประยุกต์วัตถุกับจิตใจผสมกันให้ได้

วิธีคิดแบบนี้ทำให้เรามีความสุขมากยิ่งขึ้นมั้ยคะ

มีความสุขครับ บางวันก็อยากอยู่เงียบๆ ไม่อยากคุยกับใคร เพราะชีวิตเราเป็นอิสระแล้ว เพราะผมค่อนข้างไปทางธรรมะพอสมควรแล้ว ติดอยู่ที่ลูกยังเล็กอยู่เท่านั้น ตอนนี้ก็พยายามทำตลอด 24 ชั่วโมง นึกได้เมื่อไหร่ก็จะทำ จะพุทโธ ยุบหนอ พองหนอ สัมมาอะระหัง ก็สุดแล้วแต่เพราะเหล่านี้เป็นคำที่ช่วยให้เราเกิดสมาธิ อย่ายึดว่าเป็นตัวกูของกูเพียงอย่างเดียว บุญสูงสุดคือ "อภัยทาน" จิตเราจะมีพลัง แล้วเอาจิตที่มีพลังมาพิจารณาชีวิตในเรื่อง เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีอะไรเป็นของเรา อยู่กับวัตถุได้แต่ไม่ยึดติด เหมือนที่หลวงตาบัวยกตัวอย่างว่า "น้ำกลิ้งบนใบบัว"

เราคิดแบบนี้ได้เพราะเรามีความพร้อมในระดับหนึ่งแล้ว

มันอาจจะสะสมมาตั้งแต่ชาติที่แล้วก็ว่าได้ เพราะมีเหตุจึงมีผล

ทราบว่าดอกเตอร์เป็นผู้ที่เดินทางมากพอสมควร ได้อะไรบ้างจากการเดินทาง

นับเป็นกำไรอย่างยิ่ง นอกจากความสนุกสนานเพลิดเพลิน ตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศที่สวยงามสดชื่น ทำให้เรารู้ว่าจริงๆ เราเล็กนิดเดียว ได้รู้ว่าในโลกมันมีคำว่า "แตกต่างแต่อยู่ร่วมกันได้" แต่คำตอบสุดท้ายที่ผมได้คือ รู้สึกรักประเทศเรามากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วประเทศไทยมีข้อดีกว่าทุกประเทศที่ผมไปมา โดยเฉพาะเรื่องของศิลปวัฒนธรรม อย่างอเมริกาไม่มีอะไรเลย จึงอยากให้คนไทยรักกัน รักชาติ ภูมิใจในวัฒนธรรมความเป็นไทย และศรัทธาคนไทยกันให้มาก อย่าดูถูกกันเอง แล้วไปศรัทธาคนต่างชาติ ยุคโลกาภิวัตน์โลกไร้พรหมแดนเราต้องมีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้ให้ได้ รับสิ่งใหม่ วัฒนธรรมใหม่ได้แต่อย่าลืมความเป็นไทยของเรา

ชีวิตทุกวันนี้ตอบโจทย์คำว่า "อินดี้" แล้วหรือยังคะ

ก็ถือว่าได้แล้วกระมัง เพราะเรามีอิสรภาพทุกอย่างฐานะทางด้านการเงินก็มั่นคง ไม่มีหนี้สิน ได้เลือกในสิ่งที่เราอยากทำ เก็บออมบางส่วนไว้ให้ลูก

มองว่าตัวเองประสบความสำเร็จแล้วหรือไม่

ขึ้นอยู่กับว่าเรานิยามคำว่า "ความสำเร็จ" ไว้อย่างไร โดยส่วนตัวแล้วผมพอใจ ถ้าชีวิตในทางโลกมันก็เหมือนเราอยู่บนทางสามแพร่ง ทางนี้ก็อยาก ทางนี้ก็ท้าทาย เราสามารถเติบโตทางธุรกิจได้อีก และช่วยคนอื่นให้เติบโตไปพร้อมกับเราด้วย แต่ในทางธรรมพระอริยสงฆ์บางท่านก็ว่า กายเดียว จิตเดียว วันเดียว

กายนี้ เมื่อตายแล้วก็ไม่รู้ว่าจะไปเกิดเป็นอะไร คนเราเลือกเกิดไม่ได้แต่เราเลือกสร้างได้ เลือกทำได้ เลือกเป็นได้ ในทางพุทธเชื่อว่าสร้างได้ตอนเป็นมนุษย์ได้มากที่สุด

ส่วนวันเดียวอย่าคิดว่าเราจะมีชีวิตรอดถึงวันพรุ่งนี้ ให้คิดว่าวันนี้คือวันสุดท้ายของชีวิต เมื่อเราคิดเช่นนี้เราจะทำอย่างเต็มที่โดยเฉพาะการปฏิบัติทางจิต เมื่อจากกายนี้ไปแล้วจิตนี้ยังอยู่แต่กายไม่มีแล้ว ข้อนี้จะทำให้เราไม่ใช้ชีวิตอย่างประมาท ตอนนี้ว่างเมื่อไหร่ผมจะปฏิบัติทันที คนก็ไม่ต่างกับมดที่ออกจากรัง

ถ้าเลือกได้ดอกเตอร์อยากทำอะไรมากที่สุด

อยากศึกษาธรรมะให้สูงขึ้นเรื่อยๆ และสอนธรรมะครับ แต่ยังไปได้ไม่สุดเพราะกระแสโลกยังดึงอยู่

สุดท้ายแล้วชีวิตคนเราจะมีความสุขได้ดอกเตอร์คิดว่าประกอบด้วยเรื่องใดบ้าง

วันนี้ที่เราเรียนแต่เฉพาะเรื่องนอกตัว ซึ่งที่จริงเราควรจะเรียนรู้จิตของตัวเองก่อน ในเมื่อมีศาสตร์หลายอย่างแต่ทำไมเราเลือกที่จะเรียนรู้เฉพาะศาสตร์ตะวันตก ทำไมเราไม่ลองศึกษาศาสตร์ทางด้านตะวันออกของเราดูบ้าง หรือเรียนแบบผสมผสาน เพราะความสุขที่แท้จริงล้วนเกิดจากข้างในครับ ความจริงแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดครับ

"สุขอยู่ที่ใจ" ทุกสรรพสิ่งในโลกล้วนอนิจจัง ดร.ยงยุทธ พืชกมุทร จึงเตรียมออกแบบชีวิตในบั้นปลายไว้แล้วว่า "จะใช้ชีวิตอย่างสงบ ปฏิบัติธรรมะ และเผยแผ่ธรรมะของพระศาสดาตามกาล"