ยิ่งเดินเล่น ก็ยิ่งรักกัน

แสงโสมยังเป็นหมาตัวเดียวในบ้านที่มีความชำนาญในการออกไปจากบ้าน เพื่อเดินเล่นยามเย็น
เรื่องเดินเล่น

เพราะรักกัน เราจึงยังคงเดินเล่นด้วยกัน...

ฉันว่าข้อความข้างต้นคือความจริงเสียยิ่งกว่าจริง เพราะการเดินเล่นสำหรับเราแล้วละก็ คือคำตอบของความรักที่มีต่อกันและช่วงเวลาของการเดินเล่น ฉันรับรู้ได้ถึงความเชื่อมโยงของจิตใจระหว่างเราอย่างลึกซึ้ง...

แสงโสมยังเป็นหมาตัวเดียวในบ้านที่มีความชำนาญในการออกไปจากบ้าน เพื่อเดินเล่นยามเย็น จนเสมือนเป็นกิจวัตรประจำวันไปเสียแล้ว แต่เป็นกิจวัตรที่รื่นรมย์ ทุกๆวันแปลกใหม่เสมอสำหรับแสงโสมและก็สำหรับฉันไปด้วยจริงๆค่ะ ยกเว้นวันไหนที่เราเห็นใจเจ้าเคาบอย เราก็ต้องเสียสละความสุขของเราในสถานที่ที่เราหลงรักไปบ้าง เพื่อทำให้เจ้าเคาบอยได้รื่นรมย์ในบางวัน

ข้าวก่ำ พี่อีกตัวของแสงโสม

ส่วนพี่ข้าวก่ำของแสงโสมล่ะ...ไม่ใช่เราไม่มีเรื่องพูดถึงข้าวก่ำหรอกนะเพราะข้าวก่ำก็มีเรื่องเล่ามากมาย...แต่เรื่องเล่าเกี่ยวกับการเดินเล่นของข้าวก่ำเป็นเรื่องส่วนตัวของข้าวก่ำเสียจนเราไม่ค่อยมีโอกาสได้รับรู้ความรู้สึกที่มีร่วมกับเราหรือแม้แต่กับหมาๆด้วยกัน แต่ฉันก็ยังแอบสังเกตเห็นว่า ข้าวก่ำก็ชอบเดินเล่น แต่เป็นการไปเดินเล่นเพียงลำพัง ไม่ยุ่งกับใครเลยแม้แต่เพื่อนหมาด้วยกัน ข้าวก่ำนิ่ง สงบจนดูคล้ายเมินเฉย และก็ไม่เกรงกลัวใครๆเอาเสียเลย ทุกๆวันข้าวก่ำจะขอออกไปจากประตูรั้วของบ้านในเวลาสายๆแล้ววิ่งไปตรงโน้น...ตรงนี้ วิ่งเลยไปฉี่ในป่าละเมาะใกล้บ้านบ้าง

บางวันข้าวก่ำก็กลับมาพร้อมเมล็ดพันธุ์ของดอกหญ้าเกาะตามขนเต็มเนื้อเต็มตัวไปหมด บางวันข้าวก่ำหายไปถึงทุ่งนาที่ถนนเล็กๆ ห่างบ้านออกไปเล็กน้อย แล้วก็ไปเจอะเจอกับเพื่อนๆหมาด้วยกัน แต่ดูแล้วข้าวก่ำก็ไม่ยอมรับนับเป็นเพื่อนเสียอีก ท่ามกลางหมาหลายๆตัว ข้าวก่ำจะออกอาการขนพอง ทำท่านิ่งๆและระแวดระวังอย่างไม่วางใจ แต่ข้าวก่ำก็มีนิสัยไม่ทำร้ายใครก่อนนะคะ ทุกอย่างจะดำเนินไปด้วยความสุขุม ดูสง่างาม นอกเสียจากมีหมาตัวใดทำตัวเป็นศัตรู ข้าวก่ำก็จะไม่ยอมนิ่งเฉย

ฉันแอบตามดูความสุขและความเป็นไประหว่างเดินเล่นของข้าวก่ำอย่างเงียบๆและไม่ล่วงล้ำ เพราะข้าวก่ำสามารถเอาตัวรอดจากเพื่อนๆหมาเจ้าถิ่นได้เป็นอย่างดี

ข้าวก่ำนับเป็นหมาสีดำเพราะมีแผงสีขาวที่คอและเส้นเล็กๆที่หน้าเพียงเล็กน้อย เป็นหมาสายพันธุ์ผสมระหว่างบางแก้วกับพันธุ์อะไรฉันก็ไม่รู้ชัด เรารับข้าวก่ำมาจากตลาดสดแห่งหนึ่งในเมืองเชียงใหม่ ตั้งแต่ข้าวก่ำยังเป็นเจ้าลูกหมาตัวกลมๆน่ารักน่าเอ็นดู ยิ่งโตขึ้นใครๆรู้เพียงว่าข้าวก่ำรูปหล่อ และสมาร์ตมากขึ้นเรื่อยๆขนคอยาวเป็นแผง หางเป็นพวง ขาหน้าทั้งสองเหยียดตรง เวลาเดินสง่างาม แต่มีสิ่งหนึ่งซึ่งน่ากลัวสำหรับใครๆโดยเฉพาะคนแปลกหน้า ในดวงตาเล็กๆของข้าวก่ำคือแววตาที่ไม่เคยไว้ใจใครนอกเสียจากกับคนที่ข้าวก่ำรัก ข้าวก่ำจะมีแววตาอ่อนโยนให้เสมอๆ แล้วนี่ยังมีนิสัยไม่ชอบสุงสิงกับใครๆนอกจากจะขอนอนเล่นใกล้ๆคนที่ข้าวก่ำรักบ้าง แต่ก็เป็นเพียงบางเวลาเท่านั้นหรอกนะคะ

“เรา” หมายถึงฉันกับแสงโสม หวังไว้ว่า สักวันหนึ่งเราจะชวนข้าวก่ำไปเดินเล่นกับเรา ซึ่งแน่ละต้องไม่มีเจ้าเคาบอยและถ้าข้าวก่ำออกมาอยู่นอกกรง เคาบอยก็ยังต้องถูกขังอยู่ในกรงอีกด้วยไม่ว่าเวลาไหน เพราะไม่อย่างนั้นก็จะต้องเกิดสงครามขนาดย่อยๆอย่างแน่นอน...โดยที่ไม่รู้สาเหตุเหมือนกันว่า ทำไมเจ้าเคาบอยกับข้าวก่ำจึงเกลียดชังกันนักทั้งที่เติบโตมาด้วยกันและกินข้าวหม้อเดียวกันแท้ๆและฉันก็มองไม่เห็นเหตุผลที่ทั้งสองตัวจะต้องเกลียดกัน เพราะต่างก็กินอิ่มนอนหลับและได้รับความรัก ความเอาใจใส่เท่าๆกันเสียด้วย...แต่ช่างเถอะ! ถึงอย่างไรฉันคิดเอาเองว่า ความเกลียดชังของหมาก็คงไม่น่ากลัวและซับซ้อนเท่าความเกลียดชังของมนุษย์อย่างเราๆหรอกนะคะ

เวลา...กับการคิดถึง “ที่เดินเล่น”

วันวันหนึ่งเราใช้เวลาคิดถึงสถานที่เดินเล่นกันเสมอๆ...ฉันคุยกับแสงโสม...ฝนหยุดตกแล้วเราจะไปเดินเล่นกันที่ไหนกันบ้างดีนะ? อากาศดีจัง! แสงแดดสวยเหลือเกินเราน่าจะไปที่ทุ่งหญ้า...ช่วงใกล้หน้าร้อนนี้อย่างนี้ ดอกไม้ป่ากำลังผลิดอกสวยงาม เราน่าจะไปที่ริมเชิงเขากันดีกว่า หรือบางวันการงานอันมากมายของฉันกว่าจะเสร็จก็ใกล้มืดใกล้ค่ำ เราก็คงต้องใช้เวลาเดินเล่นกันแถวๆทางเล็กๆหลังบ้านนี่แหละนะ... แล้วยังบางวันที่หัวใจฉันมีเรื่องหน่วงหนักอีกล่ะ! และแสงโสมก็ไม่ได้สนใจว่าฉันจะเศร้าโศกเสียใจเรื่องใด เธอต้องการการมีชีวิตแท้ๆในแบบที่เธอต้องการเท่านั้น...แล้วเวลาอย่างนี้ฉันจะเลือกพาเธอไปที่ไหนดีหนอ...จิตใจฉันจึงจะคลี่คลายได้บ้าง...

 

...ที่เดินเล่นแห่งใหม่

วันหนึ่งฉันอยากให้แสงโสมได้สนุกสนานกับผู้คนบ้าง ได้เปิดหูเปิดตากับเรื่องราวใหม่ๆและจะได้เรียนรู้ที่จะเดินท่ามกลางผู้คนและสิ่งของ หรือเอาเข้าจริงๆอาจเป็นเพราะฉันต้องการไปตลาดแล้วแสงโสมก็ทำท่าอยากไปด้วยอย่างทุกครั้งอย่างเป็นปกติของเธอนั้นต่างหาก แล้วฉันก็อยากตามใจเธอ และนึกสนุกที่อยากลองเดินเล่นในตลาดกับแสงโสม เพื่อทดสอบการเรียนรู้ของแสงโสมเล่นๆไม่ได้จริงจังอะไรนัก ฉันจึงตัดสินใจพาเธอไปด้วย...

เราเลือกไปตลาดที่พลุกพล่านและไม่มีกฎระเบียบมากนักอย่างตลาดนัดค่ะ ตลาดนัดใหญ่วันอาทิตย์ใกล้บ้านเป็นที่ที่แสงโสมได้ลงไปเดินปะปนกับผู้คนแปลกหน้าจำนวนมากเป็นครั้งแรก และก็น่าแปลกที่แสงโสมไม่ได้แสดงความตื่นตกใจกับเรื่องราวตรงหน้าเลยสักนิด กลับดูสนุกสนาน เพลิดเพลินเดินตามฉันไปตรงโน้น ตรงนี้เรื่อยๆอย่างช้าๆเท่าๆกับที่ฉันเดิน และเดินด้วยความระมัดระวัง ไม่เหยียบหรือชนสิ่งของที่วางกับพื้นอย่างน่าชื่นชม และที่นี่...แสงโสมได้รับความสนใจและความเอ็นดูจากใครต่อใครมากมาย บางครั้งแม่ค้าก็เอ่ยปากร้องทักทาย บางคนเดินผ่านกันก็ยิ้มให้ฉันพร้อมทั้งมองแสงโสมด้วยแววตารักใคร่ ในบางขณะที่ฉันเดินไปแล้วเกิดสนใจอยากซื้อของ แสงโสมก็จะหยุดตามและนั่งคอยให้ฉันซื้ออย่างใจดี...

แสงโสมทำอะไรเนี่ย!...

ระหว่างเดินเล่นดูข้าวของอย่างเพลิดเพลินด้วยกันในตลาด เราเดินผ่านร้านรวงและผู้คนมากมาย และแสงโสมเองก็มีท่าทางภาคภูมิใจเสียด้วยที่ได้เดินเล่นให้คนทักทายมากมายขนาดนี้ บางคนขอจับเนื้อจับตัว แสงโสมก็แสดงความเต็มใจด้วยสายตาและท่าทีที่ฉันรู้สึกถึงรอยยิ้มทั้งปากและตาบนใบหน้าของแสงโสม แต่จู่ๆ ก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันค่ะ...มีเด็กชายคนหนึ่งถือไส้กรอกเสียบไม้เดินจับมือแม่มาอย่างมีความสุข และคงกำลังรอให้ไส้กรอกเย็นจึงจะกิน เด็กชายกับแม่กำลังเดินสวนทางกับแสงโสม ซึ่งทั้งสอง หมายถึงเด็กชายและแสงโสม ต่างมีส่วนสูงเท่าๆกัน ทันใดนั้น แสงโสมก็อ้าปากคว้าหมับที่ไส้กรอก แล้วก็เคี้ยวกินอย่างรวดเร็วทั้งที่ไม่ได้หยุดเดิน ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจนทุกคนตั้งตัวไม่ติด เด็กชายเจ้าของไส้กรอกก็ได้แต่งงและตกใจเล็กน้อยที่อยู่ๆไส้กรอกก็อันตรธานไปเหลือแต่ไม้อันเล็กๆในมือ ส่วนฉันก็ไม่ทันเอ่ยปากใดๆทั้งสิ้น ขณะที่แสงโสมก็กลืนไส้กรอกหายไปทันที แทบไร้ร่องรอย ไม่มีแม้กระทั่งกิริยาเลียปาก อีกอย่างเธอก็เดินไปด้วยตลอดเวลาทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เด็กชายคงทั้งตกใจและเสียดายไส้กรอก ส่วนฉันทั้งอายและเกรงใจจนทำหน้าไม่ถูก ทำไมแสงโสมจึงเป็นหมาแบบนี้ ได้แต่เอ่ยขอโทษขอโพยเด็กและแม่ของแกอย่างจริงใจและรู้สึกผิดจริงๆที่วางใจและไว้ใจแสงโสมเกินไป จนปล่อยให้เสียกิริยาขนาดนี้ พร้อมกับขออนุญาตซื้อไส้กรอกให้ใหม่ แต่แม่ของเด็กน้อยก็ไม่ยอมค่ะ พูดแต่คำว่าไม่เป็นไร...ไม่เป็นไร...ส่วนหนุ่มน้อยก็ทำหน้าตางงงวยไม่หาย โธ่! แสงโสมนะแสงโสม ช่างทำเรื่องขายหน้าให้แม่จนได้ เดี๋ยวใครๆว่าได้ว่าไม่ได้รับการสั่งสอน...

อย่างไรก็แล้วแต่การเดินในตลาดนับว่าเป็นการประสบความสำเร็จของฉันหรือของแสงโสมกันแน่ ฉันก็ไม่แน่ใจ แต่ที่ชัดเจนคือ เราต่างก็สนุกสนานไปด้วยกันมาก ถ้าไม่นับเรื่องน่าอายที่เกิดขึ้น แม้จะกลายเป็นสิ่งขบขันของใครๆแต่ก็ปะปนกับความอายของฉัน จนทำให้ฉันต้องนั่งคุยด้วยการกระซิบที่ริมหูของแสงโสมเบาๆว่า แสงโสมจะทำอย่างนี้อีกไม่ได้นะ แสงโสมก็นิ่งฟังพร้อมทำตาวิบๆคล้ายว่ารับรู้ โดยที่ฉันก็บอกแสงโสมด้วยประโยคต่อไปอีกว่า แล้วเราจะได้มาเดินเล่นแบบนี้ด้วยกันอีก...

แสงโสมกลับถึงบ้านแล้วก็รีบไปดื่มน้ำด้วยความกระหาย คงเพราะไส้กรอกที่ราดน้ำจิ้มไม้นั้น...ฉันแอบคิด จากนั้นเธอก็นอนหลับอย่างสบายใจ แล้วก็คงฝันถึงการเดินเล่นในวันต่อๆไปอย่างมีความสุข