ลูกอีสานตัวจริง ดร. บุญเฮียง พรมดอนกอย นักดัดแปลงพันธุกรรม

นัดพบ

"คุณเคยดูหนังเรื่องลูกอีสานมั้ย? ชีวิตในวัยเด็กของผมที่ลำปลายมาศ บุรีรัมย์แร้นแค้นไม่ได้ต่างจากกันเลย" ดร.บุญเฮียง พรมดอนกอย นักวิจัยอาวุโส หน่วยเทคโนโลยีทรัพยากรชีวภาพ ห้องปฏิบัติการวิศวกรรมจุลินทรีย์ ศูนย์พันธุวิศวกรรมเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) หนุ่มบ้านนาลูกอีสานตัวจริง เท้าความถึงชีวิตในวัยเด็กให้ฟัง

แม้ชีวิตในวัยเด็กจะยากจนอดมื้อกินมื้อ แต่ด็อกเต้อร์จากแดนอีสานผู้นี้กลับรู้สึกขอบคุณท้องไร่ท้องนาที่ช่วยหล่อหลอมให้เขากลายเป็นเด็กช่างสังเกตความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ และฝันอยากที่จะขี่จรวดออกไปคุยกับมนุษย์ต่างดาวเหมือนกับพระเอกใน "สตาร์วอร์" ความปรารถนาอันแรงกล้าบวกกับความใฝ่รู้อ่านทุกอย่างที่ขวางหน้า คือแรงผลักสำคัญ ทำให้เด็กน้อยจากอำเภอลำปลายมาศ พากเพียรอย่างหนักกระทั่งกลายมาเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพมือต้นๆ ของเมืองไทย

พื้นเพเดิมของด็อกเต้อร์เป็นคนจังหวัดอะไรคะ

ผมเป็นคนอำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ที่บ้านยากจนมากมีอาชีพทำนา สมัยก่อนบ้านผมกันดารมากถนนหนทางยังไม่มี จะเดินทางออกจากหมู่บ้านไปไหนแต่ละครั้งลำบาก เพราะอยู่หมู่บ้านนอกๆ ที่ห่างไกลตัวอำเภอออกไป

สิ่งที่ผมสังเกตเห็นตั้งแต่เป็นเด็กก็คือ ไม่ว่าบ้านเราจะขยันสักเท่าไหร่ ทุกคนก็ยังจนเหมือนเดิม ผมไม่อายที่จะบอกว่าชีวิตผมอดๆ อยากๆ มาตั้งแต่เด็ก แต่ผมถือเป็นความโชคดีที่เกิดมาเป็นลูกคนจน เพราะถ้าเราเกิดมาเป็นลูกคนรวยผมจะไม่ได้เห็นและสัมผัสกับสิ่งเหล่านี้ และคิดหาหนทางที่จะทำให้เราไม่อด ตอนเด็กเราก็คิดเพียงแค่นั้น

ความที่อยากเรียนหนังสือผมจึงออกจากบ้านมาตั้งแต่ 6 ขวบ โดยมาอาศัยอยู่กับลุงกับป้า ซึ่งมีบ้านอยู่ติดกับวัดบ้านโคกสะอาด ผมจึงคุ้นเคยกับวัดมาตั้งแต่เด็ก ในวัดจะมีหนังสือธรรมะให้อ่าน เพราะผมมีนิสัยชอบอ่านหนังสือมาก

สมัยเป็นเด็กผมอ่านหนังสือทุกชนิด ปัจจุบันนี้ก็ยังอ่านมากอยู่ การอ่านหนังสือของผมเหมือนกับการกินข้าว แต่ตอนนี้ต้องเฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น การงานบีบบังคับทำให้เราไม่สามารถอ่านหนังสือได้ทุกชนิดตามอำเภอใจ แต่จริงๆแล้วผมชอบหนังสือแนวธรรมชาติ เช่น เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิค แต่หลังๆมามีบางอย่างที่เราต้องอ่านเพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับงานที่ทำอยู่ สมัยเป็นเด็กผมจะอ่านหนังสือที่หนักไปทางแนวธรรมชาติ แนววิทยาศาสตร์ เพราะชอบดูหนังแอ็คชั่นไซไฟ

ทราบว่าแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งได้จากภาพยนตร์เรื่อง "สตาร์วอร์"

ใช่ครับ สมัยผมอยู่ชั้นประถม สตาร์วอร์ เอสพิโซด 3 ดังมาก ซึ่งผมได้ดูเมื่อหนังฉายในกรุงเทพฯ ผ่านไปแล้ว 2 ปี ( หัวเราะ) พระเอกเก่งมากมีดาบเลเซอร์ ชอบมากนึกอยากจะไปเที่ยวนอกโลก ซึ่งจะทำตามฝันได้ก็ต่อเมื่อเราต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์

แต่ความเข้าใจคำว่า "นักวิทยาศาสตร์" สมัยเด็กกับสมัยผู้ใหญ่แตกต่างกัน เมื่อโตขึ้นเราจะรู้อย่างถ่องแท้ว่านักวิทยาศาสตร์คืออะไร แต่...สมัยเด็กเรากลับคิดอีกอย่าง ตอนนั้นอยากขึ้นยานอวกาศ ขับจรวดส่วนตัวออกไปเที่ยวยังดวงดาวต่างๆ อยากคุยกับมนุษย์ต่างดาวเหมือนในสตาร์วอร์

ลักษณะนิสัยส่วนตัวของผมอีกอย่างคือ ผมชอบสังเกตธรรมชาติ สัตว์ พืช แมลงต่างๆ ความที่บ้านเรายากจนพอจบชั้นประถมก็ไม่ได้เรียนต่อชั้นมัธยมต้น ทั้งๆที่อยากเรียนมาก แต่เราต้องเข้าใจสภาวะตัวเอง บางวันข้าวยังไม่มีจะกินเลย ต้องกินข้าวเปล่าโรยเกลือ ต้องขุดกบขุดเขียดกินกันเลยว่างั้นเถอะ

อีสานบางแห่งมันแล้งมาก เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้วปลูกข้าวได้แค่ไหนก็แค่นั้น เพราะยังไม่มีระบบชลประทาน 1 ปีปลูกข้าวได้ครั้งเดียว ถ้าเคยดูหนังเรื่องลูกอีสาน ชีวิตในวัยเด็กของผมไม่ได้ต่างกันเลย พอจบชั้น ป.6 ผมช่วยที่บ้านทำนาอยู่ 1 ปีเต็มๆ ก็เริ่มรู้สึกไม่ไหว เหนื่อยมาก หนังสือก็ไม่ค่อยได้อ่าน ก็เริ่มคิดแล้วว่าถ้าอยากเรียนต่อต้องทำอย่างไร

วิธีเดียวคือต้องบวชเณร ครึ่งปีแรกผมอยู่วัดบ้านนอกจึงไม่ค่อยได้เรียนหนังสือตามที่ตั้งใจไว้ หลังจากนั้นผมจึงย้ายไปวัดอื่นที่มีการเรียนการสอนหนังสือซึ่งก็เต็มหมด สุดท้ายผมต้องไปอยู่วัดป่า ห่างจากตัวเมืองไม่กี่มากน้อย วัดแรกคือวัดหนองบัวโคก หลังจากนั้นก็ย้ายไปอยู่ศรีสะเกษ อยู่ในตัวจังหวัดก็จริงแต่ก็ต้องใช้เวลาเดินประมาณสองชั่วโมงกว่าจะถึงวัดที่มีการเรียนการสอน รวมแล้วผมบวช 3 ปีเต็มๆ จนกระทั่งสอบได้นักธรรมเอก

ระหว่างที่บวชอยู่ 3 ปี ผมเรียนปริยัติธรรมขณะเดียวกันผมก็เรียนศึกษาผู้ใหญ่หรือ กศน. ไปด้วย ซึ่งเมื่อเรียนจบแล้วก็จะได้วุฒิเทียบเท่าชั้นมัธยมต้นตอนนั้นอายุ 16 ผมรู้สึกว่าความรู้ยังไม่แน่น เพราะลึกๆ แล้วเรายังสนใจเรื่องวิทยาศาสตร์อยู่ ผมก็เลยสึกแล้วกลับมาอยู่บ้าน พร้อมทั้งสมัครเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนลำปลายมาศ

ผมเลือกสายวิทย์-คณิต ตอนที่คุณครูสัมภาษณ์เราก็ตอบอะไรไม่ได้สักอย่างเพราะเราเรียนมาน้อย ครูเขาแนะนำผมอย่างหนึ่งซึ่งผมจำได้จนบัดนี้เลยคือ แนะนำให้ผมไปเรียนสายศิลป์-ภาษาจะดีกว่า เพราะวิทย์-คณิต ยากมากไม่น่าจะเหมาะกับผมซึ่งพื้นฐานไม่แน่นพอ สุดท้ายผมได้เรียนวิทย์-คณิต เพราะลูกตื๊อบวกกับความตั้งใจอย่างแรงกล้าด้วย

แล้วลำบากจริงดั่งที่ครูบอกมั้ยคะ

ลำบากจริงๆครับ แต่ผมอาศัยถามครูนอกเวลาเรียนหากเกิดความสงสัย เวลาเรียนในห้องไม่กล้าถามมากกลัวเพื่อนรำคาญ คุณครูดีทุกคนเลยครับสอนผมจนเข้าใจได้นี่คือสิ่งที่ครูบ้านนอกมี สุดท้ายผมก็ทันเพื่อนและนำโด่งในตอนเรียนชั้น ม.5-6 เพราะเรามีความตั้งใจ ผมบอกกับตัวเองเสมอว่าเรารู้น้อย จึงต้องขยันมากกว่าเขาหลายเท่า พอขึ้นชั้น ม.5 ครูก็ให้ผมไปติวเด็กชั้น ม. 6 เพราะเมื่อขณะผมอยู่ชั้น ม.5 ผมอ่านตำราของ ม.6 จบหมดแล้ว

การเรียนวิทยาศาสตร์มีข้อดีตรงที่ ถ้าคุณมีพื้นฐานดีก็สามารถอ่านตำราได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ต่างกับภาษาซึ่งต้องอาศัยคนแนะพอสมควร กอปรกับผมมีความชอบเป็นทุนอยู่แล้ว มันยิ่งกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นไปหมด เมื่อเรามีความชอบอยู่ในตัว ความยากมันคือความท้าทาย ถ้าเราทำได้คล้ายกับเราประสบความสำเร็จและชนะอะไรบางอย่าง

สมัยเรียนมัธยมปลายคุณเชื่อมั้ย? ผมยอมอดข้าวเที่ยงเพื่อเก็บเงินไว้ซื้อหนังสือมาอ่าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนังสือแนววิทยาศาสตร์ เพราะสมัยก่อนยังไม่มีอาหารกลางวันฟรี ต้องหามากินเองหรือซื้อที่โรงอาหาร ผมจึงต้องเลือกอดอาหารกลางวันเพื่อออมเงินไว้ซื้อหนังสือแทน เพราะเงินเรามีจำกัดต้องใช้อย่างประหยัด ผมรับจ้างทุกอย่างเพื่อส่งเสียตัวเองเรียน เสาร์-อาทิตย์คนอื่นเขาหยุด แต่ผมต้องออกไปรับจ้างหิ้วปูน ขุดดิน สร้างถนน ฯลฯ แบบแรงงานไร้ฝีมือเพื่อแลกกับค่าแรงวันละ 50 บาท เพราะตอนนั้นโครงการสร้างงานในชนบทกำลังมา

พอผมจบชั้น ม .6 มีโครงการหนึ่งที่ดีมากเป็นโครงการที่ให้ทุนสำหรับนักเรียนที่มีความสามารถทางวิทยาศาสตร์ (พสวท.) ได้เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น สมัยนั้นทุนมีน้อยมากเขาให้ภาคละ 5 คน กระจายไปตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศจำนวน 60 ทุน ที่อีสานมีแห่งเดียวคือที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น บังเอิญผมสอบได้ เพราะคนที่เก่งกว่าเรามากๆ เขาเลือกที่จะไปสอบแพทย์ ซึ่งเมื่อจบออกมาแล้วรายได้ดีกว่านักวิทยาศาสตร์อย่างแน่นอน พอเรียนจบปริญญาตรีจากคณะวิทยาศาสตร์ที่ขอนแก่น ผมก็เข้ามาเรียนต่อที่คณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล

การเรียนที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นยิ่งทำให้เราลึกซึ้งในทางวิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้น

ทำนองนั้นครับ ทำให้รู้ว่าเราเลือกไม่ผิด และเข้าใจวิทยาศาสตร์ที่เป็นจริงมากยิ่งขึ้น เพราะแก่นแท้คือการค้นหาความจริงที่มีอยู่ในธรรมชาติ ความรู้ในทางวิทยาศาสตร์มีอยู่ในโลกนี้อยู่แล้ว แต่คนสมัยก่อนยังไม่รู้เท่านั้นเอง ยิ่งเรารู้มากขึ้นเท่าไหร่ เรายิ่งจะนำมาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้นเท่านั้น นี่คือ "วิทยาศาสตร์"

เพราะฉะนั้นหน้าที่ของนักวิทยาศาสตร์คือ "ค้นหาความจริงจากธรรมชาติ" แล้วนำกฎเกณฑ์ทางธรรมชาตินั้นมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ ยกตัวอย่างเช่น วิธีการปราบยุง ซึ่งในทางธรรมชาตินั้นมีอยู่แล้ว สมัยก่อนทำไมยุงจึงไม่ระบาดเพราะธรรมชาติมีวิธีกำจัด

ปัจจุบันมนุษย์เราเป็นผู้ทำลายกระบวนการทางธรรมชาติจนแปรปรวนไปหมด ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เจตนาคือต้องการพัฒนาอีกอย่างหนึ่ง แต่เกิดผลกระทบกับอีกอย่างหนึ่ง เพราะเรารู้ไม่หมดว่ามีสิ่งเกี่ยวข้องใดบ้าง ในธรรมชาติทุกสิ่งล้วนโยงใยกันหมด ยิ่งเรารู้มากเราจะใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้นได้มาก และเกิดผลกระทบน้อยสุด นี่คือสิ่งที่ผมหวังว่าจะทำ ข้อดีของชีวิตนักวิทยาศาสตร์คือเราจะได้รู้สิ่งใหม่ไปเรื่อยๆ และรู้ก่อนคนอื่น

ผมเรียนที่นั่นจนจบปริญญาตรี แล้วจึงเข้ามาเรียนต่อที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพราะเราต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมกับอาจารย์ที่เชี่ยวชาญ ซึ่งจะทำให้โลกทัศน์เรากว้างขึ้นมาก เพราะแต่ละท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น ระดับแถวหน้าของประเทศ

พอจบปริญญาโทก็สอบได้ทุนไปเรียนต่อที่เมืองนอกอีก ผมเลือกที่เคมบริจด์ เพราะหากทางด้านวิทยาศาสตร์เขาจะเป็นอันดับ ๑ ในอังกฤษ ยิ่งทางด้านชีวเคมีด้วยแล้วเขาโดดเด่นมาก เวลาเลือกอะไรผมมักจะเลือกสิ่งที่ที่สุดอยู่แล้ว

ตอนนั้นผมเลือกเคมบริจด์เป็นอันดับ ๑ ตามด้วยแมนเชสเตอร์ และซอสเซส ซอสเซสตอบรับมาก่อน ซึ่งผมก็ยังรีๆรอๆยู่ หลังจากนั้นแมนเชสเตอร์ก็ตอบรับมา ผมก็เลยนำเอาผลการตอบรับของมหาวิทยาลัยทั้งสองแห่ง แจ้งไปยังเคมบริดจ์ ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้นเขาตอบกลับมาว่ารับผมเข้าเรียนเลย ผมก็สละสิทธิ์สองแห่งนั้นไป

เกี่ยวกับแรงบันดาลใจในการอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์เกิดขึ้นจากตัวเอง

ใช่ครับ ผมมีความคิดนี้ตั้งแต่เด็ก เพราะวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่ท้าทายทำให้เรารู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน ผมมองว่าถ้าเรารู้ในสิ่งที่ใครก็รู้ถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าเรารู้ในสิ่งที่คนอื่นไม่รู้และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ยิ่งเป็นเรื่องยกกำลังสอง

แน่นอนว่าส่วนหนึ่งความอยากรู้เกิดขึ้นเพื่อสนองตัณหาตัวเอง อยากรู้ในสิ่งที่ไม่มีใครเคยรู้มาก่อน ซึ่งถือเป็นโชคชั้นที่ 1 โชคชั้นที่ 2 ก็คือถ้าหากความรู้ที่เราค้นพบนั้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์กับมนุษย์ได้ ผมมองว่ามันเป็นโบนัส สิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้เราทำงานอย่างมีความสุข เพราะเวลาทำงานเราไม่ได้หวังโปรโมชั่น ไม่หวังชื่อเสียงใดๆทั้งนั้น แต่เราทำเพราะเราอยากรู้

ซึ่งตอนนี้ผมกำลังศึกษาการควบคุมแมลงโดยชีวะวิธี ผมกำลังจะบอกว่าคนไทยบริโภคสารพิษทุกวัน เพราะเราใช้ยาฆ่าแมลงกันเยอะมาก สิ่งที่ตามมาคือเกิดผลร้ายต่อสุขภาพ โรคภัยไข้เจ็บที่ไม่เคยเป็นก็เป็น ถามว่าแล้วทำไมเราไม่หันกลับมาใช้วิถีทางชีวภาพ ซึ่งมันมีอยู่แล้วในธรรมชาติ นี่คืองานที่ผมทำมาเป็น 10 ปีแล้ว คือพยายามนำวิธีทางธรรมชาติมาควบคุมแมลง

โดยธรรมชาติสิ่งมีชีวิตทุกอย่างมักจะมีการจัดการซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นแมลงที่มาทำลายผลผลิตทางการเกษตร หรือแม้กระทั่งยุง ย่อมต้องมีศัตรูทางธรรมชาติ ซึ่งผมมองไปที่จุลินทรีย์เล็กๆ ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ธรรมชาติมีสิ่งนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเราต้องหาให้พบแล้วนำมาใช้ เพื่อทำให้แมลงเป็นโรคตาย เพราะจุลินทรีย์เหล่านี้มีความจำเพาะกับแมลง แต่ไม่เกิดอันตรายใดๆกับคน ตอนเรียนปริญญาเอกผมเรียนเรื่องนี้ คือการใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์เพื่อปราบแมลงศัตรูพืช

เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้นำมาใช้ประโยชน์อย่างไรบ้างโดยเฉพาะกับเกษตรกร

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์กว่าจะนำมาใช้ประโยชน์ได้ต้องใช้เวลานานนับ 10 ปี ใช่ว่าค้นพบแล้วจะนำไปใช้ได้เลย บางอย่างค้นพบปีนี้ในอีก 50 ปีข้างหน้าจึงจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ ยกตัวอย่างกล้องดิจิทัลถูกค้นพบเมื่อ 30 ปีที่แล้ว เพราะทุกอย่างต้องผ่านกระบวนการพัฒนามาในระดับหนึ่งจึงจะสามารถนำมาใช้งานได้ ขณะเดียวกันก็มีบางอย่างที่ค้นพบแล้วใช้ได้เลย

แต่สิ่งที่ผมทำอยู่ตอนนี้ถูกนำมาใช้และเริ่มออกฟิลด์แล้ว ไล่ไปจากสามโคก-ถึงอยุธยา เพื่อปราบแมลงศัตรูพืช เช่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ระบาดแต่ละครั้งต้นข้าวเสียหายมาก หรือแม้กระทั่งเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง มีอยู่ปีหนึ่งก่อให้เกิดมูลค่าความเสียหายประมาณสองหมื่นล้านบาท

ตอนนี้เราลงพื้นที่ประมาณสิบกว่าไร่ การทำงานในห้องทดลองปัจจัยทุกอย่างเราควบคุมได้ ผลที่ออกมาจึงเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่เวลาที่ออกหน้างานจริง มีปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้เต็มไปหมดผลที่ได้ก็จะแตกต่างกันออกไป เราลงแปลงมาประมาณ 2 ปีได้แล้วครับ

ปีแรกไม่ได้ผลเลยเพราะน้ำท่วมตายหมดตอนปี 54 วัดผลอะไรไม่ได้เลย พอปี 55 น้ำไม่ท่วมก็ได้ผลดีมาก มาปีนี้เรากำลังขยายสเกลให้ใหญ่ขึ้น ลงหลายพื้นที่มากทั้งนาข้าวและไร่มันสำปะหลัง เพื่อให้เกษตรกรเห็นจริงๆ ว่าได้ผลอย่างไร หากเปลี่ยนมาใช้วิธีทางธรรมชาติซึ่งปราศจากสารเคมี

ความยากคือเราต้องเปลี่ยนความคิดเกษตรกรบ้านเราให้ได้ก่อน ที่ผ่านมาเกษตรกรบ้านเราพึ่งสารเคมีจนเคยตัว พอเรานำวิธีการทางชีวภาพเข้าไปเขาจะเกิดคำถามขึ้นในใจทันทีว่ามันจะใช้ได้จริงหรือไม่?

หน้าที่ของเราคืออธิบายให้เกษตรกรฟังว่า ของเราเป็นสิ่งมีชีวิต วิธีการใช้อาจจะซับซ้อนกว่าสารเคมี แต่เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่ใช้ทำลายสิ่งมีชีวิตอีกตัวหนึ่ง เมื่อนำไปใช้ใช่ว่าจะเกิดผลทันทีต้องให้เวลาสิ่งมีชีวิตทำงานก่อนจึงจะเกิดผลตามมา ต่างกับสารเคมีที่ฉีดปุ๊บตายปั๊บ ถ้าเป็นเพลี้ยก็ประมาณ 7 วัน ถ้าเป็นหนอนก็ประมาณ 3 วัน เกษตรกรต้องยอมรับและมองเห็นผลที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว เพราะคุณจะไม่ต้องสัมผัสกับสารเคมีเลย ปลอดภัยทั้งคนปลูกคนใช้

แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นผมก็ไม่ได้หวังว่าเกษตรกร 100 คน ต้องเชื่อผมหมด ผมหวังแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว เมื่อไหร่ที่ 10 เปอร์เซ็นต์ ที่เชื่อผมประสบความสำเร็จ เมื่อนั้นความรู้นี้ก็จะค่อยๆ ขยายออกไปเองในที่สุด ธรรมชาติของมนุษย์สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น บางครั้งเราไปพูดให้ตายเขาก็ไม่เชื่อถ้าไม่ประจักษ์ชัดด้วยตาตัวเอง

หลังจากที่ผมไปลงที่อยุธยาแล้วประสบความสำเร็จ เกษตรกรอยากได้มาก ตอนนี้ปัญหาของเราคือไม่ใช่คนไม่เชื่อ แต่เราผลิตได้น้อยเพราะเราใช้ห้องวิจัยทดลองเป็นแหล่งผลิต

จุลินทรีย์ที่ใช้ปราบศัตรูพืชที่ว่าอยู่ในรูปของอะไรคะ

อยู่ในรูปของน้ำแบบทั่วไป แต่ปัญหาคือเราเป็นห้องแล็ปไม่ใช่โรงงานอุตสาหกรรม ตอนนี้เรากำลังขยายสเกลออกไปโดยคุยกับโรงงานอุตสาหกรรมที่จะมาผ่องถ่ายเทคโนโลยีจากเราไปผลิต แต่ผมก็ต้องบอกเขาให้ชัดว่าข้อมูลที่เราได้คือข้อมูลในแล็บ เมื่อไหร่ที่ต้องผลิตในปริมาณมากๆ หลายร้อยลิตร คุณภาพมันอาจจะต่างออกไป จึงต้องมีการปรับกระบวนการผลิตเพื่อรองรับ ตรงนี้ทางโรงงานต้องพร้อมที่จะพัฒนาไปกับเรา เราไม่สามารถรับรองได้ว่ามันจะได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ ตรงนี้เขาต้องยอมลงทุน เนื่องจากจุลินทรีย์เหล่านี้เป็นสิ่งมีชีวิต เมื่อไหร่ก็ตามเราปรับคอนดิชั่นได้ดีหลังจากนั้นเราจะทำซ้ำได้เรื่อยๆ ย่อมต้องได้ผล ตรงนี้คือสิ่งสำคัญที่เราต้องการพัฒนา

ตามความคิดของผม สวทช. ไม่สมควรที่จะต้องลงเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะถ้าประสบความสำเร็จประโยชน์ทั้งหมดจะไปตกแก่โรงงานอุตสาหกรรม เราไม่คิดที่จะตั้งโรงงานอุตสาหกรรมอยู่แล้วเพราะเราเป็นหน่วยงานวิจัย หน้าที่ของเราคือทำวิจัยเพื่อถ่ายทอดให้ภาคเอกชนนำไปต่อยอด เพราะฉะนั้นเราจึงควรลงมือร่วมกัน แต่เอกชนส่วนใหญ่ที่เข้ามาคุยคือเขาต้องการให้เราลงทุนทั้งหมดแล้วเขารอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เพียงอย่างเดียว ผมว่าเป็นเรื่องที่เอาเปรียบกันเกินไป ทั้งๆที่ในแง่ของความรู้ บุคลากร เราพร้อมที่จะเป็นพี่เลี้ยงให้เขาไปจนจบสิ้นกระบวนการ ซึ่งจะต่างกับเอกชนเมืองนอกที่เขาพร้อมจะลงทุนทุกอย่างโดยที่หน่วยงานภาครัฐไม่ต้องลงทุนใดๆ เลย

แต่ก็ไม่แปลกที่ภาคอุตสาหกรรมจะคิดแบบนี้ เพราะเราเคยชินกับการซื้อสูตรสำเร็จ สังเกตว่าบ้านเรามีโรงงานผลิตสิ่งต่างๆ มากมาย แต่ถามว่าผลิตขึ้นจากเทคโนโลยีของตัวเองมั้ย ไม่ใช่เลย ซื้อมาจากต่างประเทศทั้งนั้น บ้านเราผลิตรถยนต์ส่งออกเป็นอันดับ ๑ ของเอเชีย แต่ไม่มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเองสักชิ้น เราประกอบเพียงอย่างเดียว

เทคโนโลยีที่ผมคิดค้นเกี่ยวกับเรื่องการปราบแมลง ถ้าเราขยายสเกลออกไปแล้วประสบความสำเร็จทุกอย่างจะเป็นของเราล้วนๆ เลยนะครับ สามารถส่งออกเมืองนอกได้เลย เพียงแต่ในช่วงแรกต้องอาศัยการลงทุน

ผมอยากให้เอกชนบ้านเราหันมาลงทุนทางด้านนี้บ้าง ยกตัวอย่างเช่น ปตท. ได้กำไรปีละนับแสนล้านบาท ผมขอแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์เพื่อมาลงทุนกับงานวิจัย เพื่อสร้างเทคโนโลยีของตัวเองซึ่งไม่น่าจะกระทบ ในแง่นักวิทยาศาสตร์ผมมองว่ามันเล็กน้อยมากๆ เมื่อเปรียบเทียบกับ เกาหลี ญี่ปุ่น เขาให้เป็นสิบเปอร์เซ็นต์จากกำไร

บ้านเราไม่ได้ด้อยเรื่องบุคลากรแต่ด้อยเรื่องเงินลงทุนวิจัย

มีอุปสรรคสองอย่าง คือเงินทุนสนับสนุน และบุคลากรที่มีคุณภาพ ไม่ต้องอื่นไกลสาขาชีวเคมีแบบผม ขาดแคลนมาก เพราะผู้เรียนวิทยาศาสตร์บ้านเราเรียนแบบท่องจำ เรียนจบคณะวิทยาศาสตร์ก็จริงแต่ 90 เปอร์เซ็นต์ ใช้ไม่ได้ คนที่จบมาแบบศักยภาพพอที่จะทำงานได้แทบจะไม่มีเลย การเรียนวิทยาศาสตร์เราเรียนเพื่อศึกษาค้นคว้าในสิ่งที่ไม่รู้ แต่การเรียนแบบท่องจำคือเรียนในสิ่งที่เรารู้มาหมดแล้ว ซึ่งโทษใครไม่ได้นอกจากโทษระบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย

เมื่อไหร่ก็ตามที่ข้อสอบเราเปลี่ยนมาเป็นให้ผู้เรียนสังเคราะห์ความรู้และคิดไปข้างหน้า วิธีการนี้จะทำให้เราได้คนมีคุณภาพ เวลาไปสอนที่ไหนผมมักจะออกข้อสอบแบบนี้ ผมไม่ห้ามด้วยถ้าคุณจะขนหนังสือ หรือตัวช่วยอื่นๆเข้าไป เพราะคุณไม่มีวันหาคำตอบเจอ เนื่องจากผมถามถึงความรู้ที่มันไปข้างหน้า ผมเคยรับคนที่มีเกรดเฉลี่ย 3.98 กับคนที่มีเกรดเฉลี่ย 2.2 มาฝึกงานกับผม 2 เดือน ปรากฏว่ามั่วพอกัน ตราบใดที่เรายังออกข้อสอบแบบท่องจำล้วนๆ เราจะไม่มีวันผลิตนักวิทยาศาสตร์เก่งๆ ออกมาได้เลย เพราะคนเรามีข้อจำกัดเรื่องความจำ

ผมบอกได้เลยว่าตราบใดที่ครูออกข้อสอบโดยใช้พื้นฐานของระบบความจำ เราจะไม่มีวันได้คนที่คิดไปข้างหน้า ซึ่งเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของนักวิทยาศาสตร์ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เราเรียนแต่เฉพาะความรู้เดิมๆ ซึ่งเรารู้อยู่แล้ว ความรู้มันก็จะลดลงไปเรื่อยๆ โลกก็จะเจริญลงเจริญลง สิ่งสำคัญที่สุดคือนำความรู้ที่มีอยู่ประกอบแล้วมองไปข้างหน้าได้มั้ย ซึ่งตรงนี้ต้องผ่านการปลูกฝังตั้งแต่ชั้นอนุบาล ธรรมชาติของเด็กคือความคิดเขาจะเปิดทุกอย่าง แล้ววิธีการสอนก็คืออย่าสอนตามหลักสูตร ผมถึงบอกว่าโชคดีที่ผมไม่ได้ถูกตีกรอบให้เรียนตามหลักสูตร เด็กอนุบาลเราต้องพาเขาออกไปสัมผัสธรรมชาติ ต้นไม้ใบหญ้า แมลง อธิบายจากของจริงเลย ยกตัวอย่าง เช่น วิชาฟิสิกส์ สามารถใช้ปรากฏการณ์อธิบายได้ ทำไมมะม่วงเวลาหล่นจากต้นกระทบพื้นดิน ลูกนั้นแตกเยอะ แต่ลูกนี้แตกนิดเดียว เพราะมันหล่นลงมาจากความสูงที่แตกต่างกัน เป็นเรื่องง่ายๆ ที่เราสามารถอธิบายได้เลย ปรากฏผลด้วยเพราะเขาเห็นของจริง

แล้วที่สำคัญข้อสอบในมหาวิทยาลัยต้องไม่ใช้วิธีกากบาท หรือยังจะยืนวิธีนี้อยู่ก็ได้แต่ต้องไม่ใช่วิธีท่องจำ ต้องเชื่อมโยงความรู้ให้ได้ คำตอบในแต่ละข้ออาจจะถูกมากกว่าหนึ่ง หรืออาจจะไม่มีคำตอบที่ถูกเลย เท่ากับข้อนั้นก็ว่างไว้เพราะไม่มีคำตอบ วิธีการที่ออกข้อสอบให้คนคิดนั้นมันทำได้ คะแนนที่ได้ออกมาก็จะเป็นคะแนนจริง เด็กที่สอบเข้าไปเรียนได้ก็จะถูกคัดกรองอย่างแท้จริง แล้วเด็กจะไม่ชอบปรนัยอีกเลยถ้าออกข้อสอบอย่างที่ผมว่า ถามว่าทำไมกระทรวงศึกษาจึงไม่คิดที่จะออกข้อสอบแนวนี้ เพราะจะช่วยให้เขาได้ผู้เรียนตัวจริงในทุกสาขาวิชา เสียดายที่ผมอยู่กระทรวงวิทยาศาสตร์ดีที่สุดก็คือเผยแพร่ความคิดออกไป เพราะวิธีการออกข้อสอบแนวนี้จะทำให้เด็กไทยมีความคิดไปข้างหน้า คนที่มั่วก็จะหมดสิทธิ์ โรงเรียนติวทั้งหลายแหล่จะไม่ได้เกิดเลย หรือก็ต้องปรับตัวแทนที่จะสอนให้จำก็ต้องเปลี่ยนมาสอนในเชิงวิเคราะห์

เพราะฉะนั้นผลการสอบวัดผลทั่วประเทศจึงต่ำกว่ามาตรฐานหมด แต่เรื่องที่น่าเศร้ากว่าคือ ข้อสอบที่ออกมาไม่ได้มาตรฐาน บางข้อคำเฉลยก็ไม่ตรงคำตอบ ตำราเป็นเพียงความรู้พื้นฐาน ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มันเปลี่ยนได้ตลอดเวลา เพราะเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นอยู่เสมอในโลกใบนี้ ความรู้ที่ว่าใหม่ในวันนี้ ในอีก 10 ปีข้างหน้ามันอาจจะเก่าก็ได้ เราต้องมองบริบท ณ เวลานั้น

นี่คือความสนุกประการหนึ่งของคนที่เรียนวิทยาศาสตร์

ใช่ครับ เพราะวิทยาศาสตร์ล้วนมีที่มาที่ไป คนเรียนวิทยาศาสตร์ต้องรู้จักการวิเคราะห์ ไม่ได้อาศัยความจำ ฝึกให้คิดเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งตรงนี้หลักพระพุทธศาสนาช่วยได้มาก โชคดีที่ผมเรียนธรรมะมาเยอะ ในทางพระพุทธศาสนาทุกอย่างเกิดจากเหตุ ถ้าเรารู้เหตุเราจะคาดหวังถึงผลได้ ถ้าเราไม่อยากให้ผลเสียเกิดเราก็ต้องระงับที่เหตุ ถ้าเราตัดเหตุได้ผลมันก็จะไม่เกิด พุทธศาสนาจึงสอนว่าทุกอย่างเกิดจากเหตุทั้งนั้น เพราะฉะนั้นวิทยาศาสตร์กับพระพุทธศาสนาจึงสอนเหมือนกันทุกประการ วิทยาศาสตร์ถ้าเรารู้จริงมันจะสนุกมาก จะทำให้เรารู้จักคิดเป็นเหตุเป็นผลโดยไม่เครียด ถ้าใครบ่นว่าเครียดเพราะเป็นนักวิทยาศาสตร์ ผมจะบอกเลยว่าให้เปลี่ยนอาชีพ แสดงว่าคุณมาผิดทางแล้ว

ความสนุกของการเรียนวิทยาศาสตร์คือได้ทำในสิ่งที่เราไม่รู้ โดยนำเอาความอยากรู้มาเป็นแรงกระตุ้น ในระหว่างการศึกษาค้นคว้ามันมีบันไดเล็กบันไดน้อยให้เราตื่นเต้นไม่มีที่สิ้นสุด ความสุขของเราจึงเกิดขึ้นได้ทุกวัน สำหรับอาชีพนี้ เมื่อไหร่ที่เข้าห้องแล็บผมจะมีความสุขมาก ตอนนี้ห่างออกมา เพราะเราต้องไปช่วยสอนคน เป็นกรรมการ ประชุม ช่วงนี้งานในห้องแล็ปผมจึงเหลือแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ เห็นจะได้ แต่ใจผมผมอยากจะอยู่ในห้องทดลองมากกว่า

จริงๆ แล้วนักวิทยาศาสตร์ควรจะอยู่ในห้องแล็บใช่มั้ยคะ

ควรจะอยู่ทุกที่มากกว่าครับ เพราะหน้าที่หลักอย่างหนึ่งคือต้องไปจุดประกายให้กับเด็กรุ่นหลัง เพราะเราไม่ได้มีชีวิตอยู่เป็นอมตะ เราทำคนเดียวเราก็ได้แค่แรงเดียว การที่เราไปปลุกกระแสให้คนเกิดแนวความคิดอยากจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ เราก็จะมีแนวร่วม แต่เมื่อไหร่ที่เราหมกตัวอยู่แต่ในห้องทดลองวันหนึ่งความรู้ต่างๆ มันก็จะดับไปกับเรา

แต่ถ้าเรายอมเสียเวลาส่วนหนึ่งออกไปบรรยายจนผมถูกล้อว่าเป็นฝ่ายหลอกเด็ก (หัวเราะ) มีคนที่คิดเหมือนเราแต่ยังไม่มีใครไปจุดประกายให้เขาเท่านั้นเอง ผมไปคุย 10 คน ประสบความสำเร็จแค่หนึ่งคนถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว ผมไม่ต้องการทั้งหมด

สุดท้ายแล้วเคยได้มองย้อนกลับไปมั้ยคะว่าตัวเองมาไกลได้ขนาดนี้เพราะอะไร

ผมคิดว่าผมยังมาไม่ไกล ชีวิตผมเพิ่งจะเริ่มต้น ผมบอกได้อย่างเดียวเลยคืออยู่ที่ใจ และทำในสิ่งที่ชอบ ชีวิตมันจะตื่นเต้นตลอดเวลา ที่ผ่านมา 10 ปี ผมยังไม่เบื่อเลยสำหรับอาชีพนักวิทยาศาสตร์ ยังอยากที่จะทำสิ่งต่างๆ อีกมากมาย แต่เบื้องต้นนี้คือต้องการส่งเสริมการควบคุมแมลงทางชีวิตภาพให้สำเร็จก่อน เพราะตอนนี้รู้สึกว่างานวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้วครับ

ธรรมะคือวิทยาศาสตร์ ดร.บุญเฮียง พรมดอนกอย สรุปให้ฟัง สำหรับผู้ที่มีความฝันอยากจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่ขาดโอกาสทางด้านการศึกษา ชีวิตของด็อกเต้อร์ลูกอีสานผู้นี้น่าจะเป็นตัวอย่างในเรื่องของความเชื่อที่ว่า โอกาสดีๆมีเข้ามาในชีวิตเสมอ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองเห็นและคว้าเอาไว้หรือไม่ และหากคนเราทำในสิ่งที่ชอบและทำให้ดีที่สุดแล้วชีวิตจะมีความสุข