ต้มโคล้งปลาเกล็ดแก้ว

อาหารตาม (พ่อ) สั่ง

ขากลับยังมีแก่ใจแวะมาหาตะหลิวที่บ้านพร้อมกับปลาเกล็ดแก้วกรอบๆอีก 1 ถุงใหญ่ ทำเอาตะหลิวยิ้มแก้มแทบปริ น้ำตาเอ่อแทบร่วง เพราะซึ้งใจน้องๆ ที่ยังอุตส่าห์นึกถึงกัน คงเพราะรู้ว่าตะหลิวชอบทานปลาตัวเล็กๆกรอบๆ โดยเฉพาะปลาฉิ่งฉ่างนี่จะชอบมากเป็นพิเศษ จนตอนหลังคุณหมอฟันต้องบอกให้เปลี่ยนไปกินปลาเล็กๆอื่นแทน เพราะหมอเกรงว่าฟันจะหมดปากก่อนวัยอันควร ทั้งนี้เพราะตะหลิวบริโภคปลาแบบนี้เยอะเกินไปจนฟันสึกมากเลย

แหมก็ใครจะรู้ล่ะ เห็นตำราว่าไว้ว่าการทานปลาตัวเล็กๆ จะเป็นการเพิ่มแคลเซียมให้กระดูกและฟันตัวเอง แต่คุณหมอ (ฟัน) บอกกับตะหลิวว่า การทานของแข็งๆ กรอบๆ มากเกินไป นอกจากจะอร่อยแล้ว ฟันของเราก็ทำงานหนักด้วย ทางที่ดีเวลาจะทานพวกนี้ก็ให้แช่ในข้าวต้มให้นิ่มลงหน่อยนึงแล้วค่อยรับประทานก็จะดีไม่น้อย หรือไม่ก็เปลี่ยนไปทานปลากรอบแบบที่ไม่แข็งแทน งานนี้ตะหลิวก็เลยต้องเปลี่ยนวิธีการรับประทานปลาฉิ่งฉ่างจากเดิมหยิบจากถุงตรงเข้าปากแล้วเคี้ยวกรุบๆ ไปเป็นแช่ข้าวต้มจนนิ่มลงหน่อย แล้วค่อยรับประทาน หรือไม่ก็เปลี่ยนมาเป็นปลาเกล็ดแก้วแทน เพราะมันนิ่มกว่ากันเยอะ

หลังจากนั่งคุยกันอยู่พักใหญ่ราวกับว่าไม่ได้เจอหน้ากันมาเป็นปี ทั้งที่เจอกันแทบทุกวันเพราะอยู่หมู่บ้านเดียวกันแท้ๆ ตะหลิวก็เลยเสนอว่าจะทำต้มโคล้งปลาเกล็ดแก้วให้รับประทาน ซึ่งเครื่องปรุงส่วนใหญ่ตะหลิวก็จะมีอยู่แล้ว แต่อาจต้องออกแรงขุดข่า กับเด็ดยอดกะเพรา สอยใบมะกรูด เก็บยอดมะขามกันเท่านั้นเอง

และนี่คือสูตรต้มโคล้งปลาเกล็ดแก้วจ้ะ

สูตรอาหาร

ปลาเกล็ดแก้ว 1 กำมือ

หัวหอมแดง 3-5 หัว

ตะไคร้ 2-3 ต้น

พริกขี้หนูแห้ง 3-5 เม็ด

ใบมะกรูดฉีก 3-5 ใบ

ข่าอ่อนหั่น 6-8 แว่น

น้ำ 1 ลิตร

น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา

ใบกะเพรา 1 ช้อนโต๊ะ

มะขามเปียก 1 ปั้น ขนาด 1 กำ

ยอดมะขามอ่อน 1 กำมือเล็กๆ

น้ำปลา

สำหรับขั้นตอนการปรุง "ต้มโคล้งปลาเกล็ดแก้ว" แบบตะหลิวๆ ก็เริ่มขึ้นด้วยวิธีการที่แสนง่าย ดังนี้

1. อันดับแรกให้บุบหัวหอมแดง คือทุบนิดหน่อย แล้วนำไปคั่วให้หอมๆ หรือถ้าใครมีเตาถ่านจะนำไปย่างไฟอ่อนๆ ก็ได้

2. จากนั้นก็ทำการคั่วพริกแห้ง หรือจะไปย่างไฟก็ได้ พอมีกลิ่นหอมๆ ก็เทใส่ภาชนะเตรียมไว้ แล้วถ้าใครคิดจะคั่วพร้อมกับหัวหอม ก็ขอบอกว่าเลยจ้ะอย่าทำ มันสุกไม่พร้อมกัน กว่าหอมจะสุก พริกก็จะไหม้

3. หั่นข่าเป็นแว่นบางๆ (อ้อ ล้างให้สะอาดก่อนหั่นนะจ้ะ)

4. ตะไคร้ให้หั่นเป็นท่อนๆ ยาวประมาณ 1-2 นิ้ว แล้วทุบพอบุบๆ ทุกท่อน

5. ใบมะกรูดนี่ก็ฉีกเป็นชิ้น โดยให้ดึงเอาแกนใบออกด้วย

6. เด็ดกะเพราเป็นใบใส่ถ้วยพักไว้

7. เด็ดยอดมะขามอ่อนเป็นช่อสวยๆ ใส่ถ้วยพักไว้

8. คราวนี้ก็ตั้งเตาต้มน้ำ 1 ลิตรที่เตรียมไว้

9. ระหว่างรอน้ำเดือด ก็นำมะขามเปียกมา 1 ปั้น ขนาด 1 กำมือ มาแช่น้ำ ขยำๆๆๆ (นึกแค้นใคร ช่วงนี้คือเวลาเอาคืน ด้วยการขยำๆ)

10. พอน้ำเดือดก็ถึงเวลาใส่เครื่องปรุง โดยให้เริ่มใส่ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด หอมแดงคั่ว พริกแห้งคั่วเข้าไปเลยทั้งหมด

11. ปรุงรสด้วย น้ำมะขามเปียก น้ำปลา น้ำตาล ตามชอบ แต่ให้ออกรสจัดหน่อย เพราะปลาเกล็ดแก้วนั้นดูดรสได้ ถ้าปรุงรสพอดี พอใส่ปลาแล้วรสจะจางลง

12. สุดท้ายคือปลาเกล็ดแก้วจ้ะ ขออธิบายทางเลือกให้คุณผู้อ่านก่อนว่าชอบแบบไหน

เรื่องปลาเกล็ดแก้วนี่ ถ้าจะเอามาต้มโคล้ง เขามีอยู่กัน 2 ตำรา คือ

ถ้าใครชอบปลากรอบๆ ก็ให้เอาปลาเกล็ดแก้วใส่ชาม ตามด้วยยอดมะขามอ่อน แล้วเทน้ำต้มโคล้งลงไปแล้วยกเสิร์ฟได้เลย

ส่วนถ้าใครชอบปลาเกล็ดแก้วแบบไม่ต้องกรอบมาก แต่ออกไปทางนิ่ม และชุ่มฉ่ำน้ำต้มโคล้ง ก็ให้ใส่ปลาเกล็ดแก้วไปในขั้นตอนสุดท้าย แล้วต้มต่อจนเดือด

พอเดือดแล้วก็ตักใส่ชาม โรยด้วยยอดมะขามอ่อน แล้วยกเสิร์ฟได้เลย

สำหรับต้มโคล้งปลาเกล็ดแก้ววันนั้น ตะหลิวทำทั้ง 2 แบบเลย เพราะไม่แน่ใจว่าสมาชิกจะชอบแบบไหนกันบ้าง คือเอาปลาเกล็ดแก้วใส่ถ้วยไว้ 1 ชุด แล้วตักน้ำต้มโคล้งใส่ ส่วนที่เหลือก็เอาปลาเกล็ดแก้วใส่ลงไปต้มต่อ พอเดือดก็ตักใส่อีกชาม

ขอบอกว่าวันนั้นเป็นการบริโภคปลากเกล็ดแก้วที่อร่อยมาก นี่ถ้าไม่ติดว่า ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูดมันแข็งกระด้างเกินกว่าจะเอาเข้าปากได้ มันก็คงไม่รอดอย่างแน่นอน