ไหมอีรี่ กลุ่มทอผ้าบ้านบึง อุทัยธานี

เส้นไหม ใยฝ้าย ลวดลายบนผืนผ้า
ช่างภาพ: 

ไหมอีรี่ เป็นแมลงสร้างรัง สายพันธุ์ที่กินใบมันสำปะหลังและใบละหุ่งเป็นอาหารค่ะ จึงเป็นแมลงที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจสูง เพราะเส้นใยธรรมชาติจากรังไหมอีรี่นำมาทำเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอต่างๆ และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าได้ เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังมีใบมันสำปะหลังที่เป็นของเหลือทิ้งมากมาย สามารถนำมาเลี้ยงไหมอีรี่โดยไม่ต้องลงทุนมาก

ประเทศไทยเริ่มเลี้ยงไหมอีรี่ ในปี 2517โดยกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่อมา ศ.ดร.สุธรรม อารีกุล และ รศ.ดร.สมนึก วงษ์ทอง จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้นำไหมอีรี่ไปเลี้ยงในโครงการวิจัยเกษตรที่สูง จังหวัดเชียงใหม่ แต่เลี้ยงไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร เนื่องจากขาดพืชอาหารที่สมบูรณ์ตลอดปี และอากาศหนาวเย็นเกินไป ต่อมา "มันสำปะหลัง" เริ่มมีบทบาทสำคัญต่อประเทศทั้งเป็นพืชอาหารสัตว์ และพืชพลังงานทดแทนที่สำคัญ ทำให้มีการปลูกมันสำปะหลังเพิ่มขึ้นในหลายจังหวัด โดยมีพื้นที่ปลูกรวม 7ล้านไร่ พืชอาหารของไหมอีรี่จึงมีอยู่เหลือเฟือ เพราะการเลี้ยงไหมอีรี่สองหมื่นตัว ต้องใช้ใบมันสำปะหลัง 600-700 กิโลกรัม สามารถทยอยเก็บได้จากพื้นที่ปลูกเพียง 2-5 ไร่ ดังนั้น การเลี้ยงไหมอีรี่ จึงมีศักยภาพสูงที่สามารถพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมได้

เส้นใยไหมอีรี่ เป็นเส้นใยสั้น (staple) ดึงเส้นใยออกจากรังด้วยการปั่นเรียกว่า ไหมปั่น (spun silk) ส่วนไหมหม่อนให้เส้นใยชนิดใยยาว (filament) ดึงเส้นใยออกจากรังด้วยการสาว ปัจจุบันไหมปั่นเป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมสิ่งทอทั่วโลก และมีประเทศผู้ผลิตไหมปั่นเพียงไม่กี่ประเทศ ดังนั้น การส่งเสริมการเลี้ยงไหมอีรี่ จึงช่วยให้ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตเส้นด้ายและสิ่งทอไหมปั่นป้อนตลาดโลกได้ และเป็นอุตสาหกรรมชุมชนที่เกษตรกรผลิตรังไหม และการปั่นเส้นด้ายด้วยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม เพื่อสร้างตลาดผ้าทอด้วยเครื่องจักรและสร้างผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมาย เช่น ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าผืนเพื่อการตัดเย็บเป็นเสื้อผ้า และของที่ระลึก มีการพัฒนาไหมอีรี่เข้าสู่อุตสาหกรรมด้วยกระบวนการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (green technology) เพื่อให้ผลิตภัณฑ์จากไหมอีรี่ เป็นผลิตภัณฑ์สะอาด (green product) ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ตลอดจนมีการเพิ่มมูลค่าไหมอีรี่ด้วยการนำมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและอาหารเสริมสุขภาพด้วย

กลุ่มทอผ้าบ้านบึง หมู่ 1 ตำบลบ้านบึง และตำบลทัพหลวง อำเภอบ้านไร่ และเครือข่ายผู้เลี้ยงไหมอีรี่ จังหวัดอุทัยธานี ได้ศึกษาและเรียนรู้กระบวนการผลิตไหมอีรี่ การเลี้ยงไหม การต้มลอกรัง การปั่นเส้นด้าย การย้อม การทอและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นทางเลือกให้กับกลุ่มทอผ้า โดยไหมอีรี่มีคุณสมบัติเส้นใยมีความนุ่ม เบา อุ่น ระบายอากาศได้ดี และตัวไหมอีรี่กินอาหารที่มีในท้องถิ่น เช่น ใบมันสำปะหลัง ทำให้สามารถส่งเสริม สนับสนุนกลุ่มเกษตรผู้ปลูกมันสำปะหลังได้อีกทางหนึ่ง

แต่เดิมนั้นชาวบ้านในตำบลบ้านบึง ตำบลทัพหลวง มีหลากหลายชนเผ่า มี ลาวพวน ลาวเวียง ลาวด่าน ลาวครั่ง ถูกกวาดต้อนช่วยรบในสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช และมาตั้งฐานรอรบกับทัพพม่า จนแม่ทัพแน่ใจว่าไม่มีทัพพม่าแล้ว จึงตั้งเป็นกองทัพสอดแนม ทัพใหญ่ก็ยกทัพกลับไปเหลือไว้แต่กองทัพสอดแนม จึงมีชนเผ่ามาจนถึงปัจจุบัน และมีวัฒนธรรมเกี่ยวกับการทอผ้าฝ้ายจกโบราณ ซึ่งทอเป็นลวดลายต่าง ๆ เช่น ลายขอกำ ลายขอขื่อ ลายขอหลวง ลายนาค ลายสร้อยสา ซึ่งแต่ละลวดลายจะมีที่มาของลายต่าง ๆ เป็นต้น โดยมีศูนย์วิชาการและเทคโนโลยีสิ่งทอพื้นบ้าน สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ ภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน พร้อมด้วยKBO จังหวัดอุทัยธานี เข้ามาช่วยร่วมมือกันในการพัฒนาศึกษาวิธีการเลี้ยงไหมอีรี่ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับครอบครัวของเกษตรกรและชุมชน แก้ปัญหาความยากจน ปัญหาการละทิ้งบ้านเกิด ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ช่วยให้ผู้สูงอายุมีกิจกรรมและรายได้ที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิต เสริมสร้างความมีคุณค่าทางจิตใจและความแข็งแรงของร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยปลูกจิตสำนึกให้เกษตรกรตระหนักถึงการดูแลรักษาสภาพแวดล้อมในชุมชน ด้วยการร่วมมือกันผลิตผลิตภัณฑ์จากไหมอีรี่ โดยใช้เทคโนโลยีสะอาด (Green technology) อีกด้วย