เมืองผจญภัย ถิ่นไทยชายแดน

ท่องเที่ยวทั่วไทย

1...นครนายก ปราจีน และสระแก้ว...เสมือนจังหวัดเกลอสนิท

กาลก่อนเมื่อสองสามปี เคยตะลอนเที่ยวอย่างประทับใจ ณ เขื่อนขุนด่านปราการชล อุทยานพระพิฆเณศ ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ นี่เป็น...ส่วนเล็กน้อยในจังหวัดนครนายก ส่วนพิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์ โบราณสถานเมืองศรีมโหสถ อุทยานแห่งชาติทับลาน นั่นเป็น...เศษนิดเดียวในจังหวัดปราจีน และอุทยานแห่งชาติตาพระยา โรงเรียนกาสรกสิวิทย์ ปราสาทเขาน้อยสีชมพู โน้นก็เป็น...เพียงย่อมย่อยในจังหวัดสระแก้ว

เป็น "ท่องเที่ยวทั่วไทย" ที่ให้สาระบันเทิงเพียบ

มาถึงการเพลิดเพลินคราวนี้ เป็นทริปแนวท้าทายที่ว่า เมืองผจญภัย ถิ่นไทยชายแดน แต่ก็ใช่ให้ตื่นเต้นไปเสียทั้งหมด ยังชะลอสัมผัสมนต์เสน่ห์ธรรมชาติ ศึกษาถึงคุณค่าแห่งโบราณสถาน หรือเรียนรู้เศรษฐกิจตามชายแดน

เส้นทางหลักๆในการสัญจร คือทางหลวงหมายเลข 33 ทอดตัวผ่านถึงสามจังหวัด ครั้นมาตามเส้นทางองครักษ์ราว 75 กิโลเมตร ห่างจากตัวจังหวัดนครนายก 14 กิโลเมตร ก็มาเข้าถึงตำบลพรหมณี อันเป็นที่ตั้งโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า สถานที่ศึกษาของผู้จะรับราชการ เป็นนายทหารสัญญาบัตรแห่งกองทัพไทย

ไม่ได้จะมาเพื่อสมัครเข้าเรียน หรือพบเพื่อนนักเรียนนายร้อย ด้วยพื้นที่ภายในกว้างถึง 19,290 ไร่ นอกจากมีแหล่งพึงควรเรียนรู้ ยังมีหลากหลายกิจกรรมให้เร้าใจ แต่ช้าก่อน...เราควรไปทำความเคารพต่อ นายด่านเมืองนครนายก ณ ศาลเจ้าพ่อขุนด่าน ที่มักบนบานขอให้สอบติด เป็นนักเรียนนายร้อยหรือทหาร แล้วมาแก้บนด้วยรูปปั้นม้า

ตามประวัติกล่าวว่า ขุนด่าน นายด่านเมืองนครนายก ในสมัยกรุงศรีอยุธยา รัชสมัยพระนเรศวรมหาราช เมื่อ พ.ศ.2130 ขณะที่ไทยกำลังติดพันศึกกับพม่า เขมรถือโอกาสบุกเข้ายึดเมืองปราจีนบุรีและนครนายก กวาดต้อนผู้คนนำกลับไปเขมร ขุนด่านรวบรวมชาวนครนายก ออกมาตั้งหลักที่เขาชะโงก แล้วยกกำลังพลเข้าขับไล่เขมร กระทั่งถอยร่นแตกทัพกลับไป ชาวบ้านชาวช่องนครนายก จึงสร้างศาลขึ้นให้เป็นที่ระลึก

ย่างออกจากชะง่อนหินเขาชะโงก อันเป็นที่ตั้งศาลเจ้าพ่อขุนด่าน แล้วมุ่งหน้าตรงไปที่พิพิธภัณฑ์อาคาร รร.จปร. 100 ปี โดยเมื่อ 5 สิงหาคม 2530 พลเอกหญิง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์ ซึ่งเป็นวันครบรอบ 100 ปี แห่งการสถาปนาโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า และเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารฯ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2533 อีกด้วย

สำหรับวัตถุประสงค์การเยือน ก็เพื่อทราบถึงที่มาของโรงเรียน จากระบบสื่อสารสนเทศ ในห้องบรรยายสรุปกิจการ ว่า เมื่อ 5 สิงหาคม 2430 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานกำเนิดโรงเรียนนายร้อยชั้นประถม เพื่อให้การศึกษาการวิชาและการทหาร แก่พระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึงบุตรข้าราชการ พระราชทานนามว่า โรงเรียนทหารสราญรมย์ ภายหลังมีการปรับปรุงหลักสูตร เปลี่ยนนามโรงเรียนนายร้อยเป็นระยะ ดั่ง พ.ศ.2440 นามว่า โรงเรียนสอนวิชาทหารบก หรือ พ.ศ.2441 นามว่า โรงเรียนทหารบก

ต่อมา พ.ศ.2445 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯสร้างโรงเรียนนายร้อยชั้นมัธยม ณ ถนนราชดำเนินนอก เสด็จฯไปทรงประกอบพิธีเปิด ในวันที่ 26 ธันวาคม 2452 ครั้งถึงรัชกาล พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้รวมโรงเรียน ชั้นประถม และชั้นมัธยม พร้อมเปลี่ยนนามโรงเรียนเป็น โรงเรียนนายร้อยทหารบก ต่อมาเพื่อการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานนามใหม่จาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2491 และ 29 กรกฎาคม 2529 ย้ายมาที่จังหวัดนครนายก

ออกจากห้องบรรยายชั้น 1 ชมวัตถุพิพิธภัณฑ์ของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม เครื่องแบบนักเรียนทหารนานาชาติ ส่วนห้องจัดแสดงชั้น 2 นำเสนอเกียรติประวัติของศิษย์เก่า ในฐานะผู้นำฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ รวมถึงเชิดชูเกียรติศิษย์เก่า ที่ปฏิบัติราชการสนามในสงคราม เป็นภารกิจในการรักษาอธิปไตย ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 กรณีพิพาทอินโดจีน สงครามมหาเอเชียบูรพา สงครามเกาหลี และสงครามเวียดนาม อีกทั้งมีจัดแสดงธงโบราณ ธงชัยเฉลิมพล เครื่องแบบนายทหาร และมุมจัดแสดงอาวุธโบราณ

แล้วพอเดินขึ้นไปชั้น 3 มีการจัดแสดงพระบรมรูปหุ่นเรซิ่น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ในฉลองพระองค์ชุดจอมพลทหารบก พร้อมพระราชประวัติโดยย่อ รวมถึงเรื่องราวการกำเนิด และวิวัฒนาการของโรงเรียน ที่สำคัญจัดแสดงวัตถุพิพิธภัณฑ์ สิ่งของพระราชทานจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

จากพิพิธภัณฑ์อาคาร รร.จปร. ประชาสัมพันธ์สาวของโรงเรียน นำพาสักการะกราบไหว้พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับนั่งบนพระเก้าอี้ ขนาดเท่ากับพระองค์จริง อยู่บริเวณหน้า อาคารกองบัญชาการ รร. จปร. เป็นอาคารคอนกรีตถือปูน ทรงสถาปัตยกรรมทันสมัย สีอิฐศิลาแลงสูง 3 ชั้น ฉากหลังเป็นเขาชะโงก ด้านหน้าพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 เป็นลานคอนกรีตใช้สวนสนาม

แล้วก็แห่ไปชื่นชมความงาม ด้านสถาปัตยกรรมของ ศาลาลม หรือศาลาวงกลม ต่อเมื่อมาถึงก็เข้ากราบบูชา พระพุทธเจ้าหลวง ด้วยการเริ่มว่า นะโม 3 จบ แล้วตามด้วยคาถาบูชา "พระสยามมินทร์โท วะโรอิติ พุทธะสังมิ อิติอะระหัง สะหัสสะ กายัง วะรังพุทโธ นะโมพุทธายะ" ว่าครบ 3 จบเป็นอันเสร็จสิ้นการคารวะ

ศาลาร่มเย็นที่ผมนั่งเล่นนี้ จอมพล สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ทรงดำริให้จัดสร้างขึ้น เป็นที่หย่อนใจแก่นักเรียนนายร้อย ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 มีพระราชหฤทัยรำลึกถึง องค์สมเด็จพระปิยมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างพระบรมรูปขนาดครึ่งพระองค์ จากต่างประเทศจำนวนหนึ่ง และโรงเรียนนายร้อยทหารบก รับพระราชทานพระบรมรูปมา 1 พระองค์

จอมพล สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลก โปรดเกล้าฯให้ประดิษฐานพระบรมรูป ณ ศาลาวงกลม เพื่อนักเรียนนายร้อยทุกรุ่นเคารพบูชา ในฐานะพระผู้พระราชทานกำเนิดโรงเรียน ครั้น 5 สิงหาคม 2510 เป็นปีที่ 80 ของโรงเรียนนายร้อย จปร. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์พระองค์ใหม่ สร้างขึ้นแทนศาลาวงกลมเดิม ที่ชำรุดทรุดโทรมไปตามสภาพ พร้อมทั้งบูรณะพระบรมรูปองค์เก่า โดยสร้างองค์ใหม่ครอบเอาไว้ ต่อมาวันที่ 4 สิงหาคม 2530 อัญเชิญพระบรมรูปองค์เดิม ที่บรรจุอยู่ในพระบรมรูปองค์ใหม่ มายังโรงเรียนนายร้อย จปร. จังหวัดนครนายก และวันที่ 5 สิงหาคม 2530 เป็นวันที่โรงเรียนนายร้อย จปร. มีอายุครบ 100 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดศาลาวงกลมหลังใหม่ ซึ่งได้จำลองจากของเดิมมาทุกประการ

โรงเรียนนายร้อย จปร. เขตทหารที่เปลี่ยนป้ายจาก เขตทหารห้ามเข้า มาเป็น เขตทหารยินดีต้อนรับ สถานที่ท่องเที่ยวในรั้วสีเขียว เปิดประตูต้อนรับนักเที่ยวทั่วไป นอกจากสัมผัสบรรยากาศตามสถานที่ ยังเปิดมุมมองใหม่ในการผจญภัย ด้วยกิจกรรมสร้างประสบการณ์จริง จากกิจกรรมของทางทหาร อย่างยิงปืน ยิงธนู พายเรือแคนู กระโดดหอ ไต่หน้าผา รอกเลื่อนข้ามลำน้ำ สถานีทดสอบกำลังใจ หรือขี่จักรยานแรลลี่

เพื่อเป็นการเพิ่มพูนรสชาติ เติมเต็มกำไรให้กับชีวิต จึงกรูกันไปที่สนามกีฬายิงปืน เป็นสนามมาตรฐานระยะ 10 เมตร สำหรับปืนอัดลม สนามระยะ 25 เมตร สำหรับปืนสั้น และสนามระยะ 50 เมตร สำหรับปืนยาวหรือลูกซอง โดยเจ้าหน้าที่ประจำสนาม คอยควบคุมแนะนำ และดูแลความปลอดภัย อย่างใกล้ชิดและกันเอง

พี่เจ้าหน้าที่หล่อเข้ม สอนเทคนิคการยิงปืนสั้น ให้น้ำหนักตัวลงเท้าทั้งสองเท่ากัน เท้าห่างกันเท่าความก้าวไหล่ ยืนทำมุม 45-90 องศากับเป้า ส่วนเทคนิคการจับปืน ให้วางนิ้วชี้ตรงจุดที่ลูกศรชี้กับหน้าไกปืน รวบนิ้วกลาง นาง ก้อย กับด้ามปืนด้านหน้าให้กระชับ นิ้วหัวแม่มือปล่อยเหยียดสบายๆ จากนั้นจัดศูนย์หน้าที่มีลักษณะเป็นแท่ง ศูนย์หลังลักษณะคล้ายตัวยู จัดศูนย์หน้าชัดเพียงอย่างเดียว เล็งให้ปลายศูนย์หน้าจี้กลางวงกลมดำ แล้วเหนี่ยวนิ้วชี้มาหาแนวแขนเรื่อยๆ ไม่หยุดจนกระสุนออกไปอย่างไม่รู้ตัว

ปั๊งๆๆๆยิงไปหลายนัดอย่างมันส์ พอรอกไฟฟ้านำเป้ามาดู เฮ้ย!!!อายจัง...เข้าเป้าแต่วงนอกๆหมด กิจกรรมการยิงปืนคงไม่เหมาะ ขอไปต่อที่กิจกรรมการยิงธนู มีเจ้าหน้าที่สาวร่างอวบ บอกว่าการยิงธนูไม่ยาก เพียงต้องทำตามกฎกติกามารยาท คือธนูเป็นศาสตราวุธ พึงควรระลึกเสมอ ถึงกฎแห่งความปลอดภัย ห้าม Dry Fire โดยเด็ดขาด ต้องยืนคร่อมเส้น Shooting Line ขณะทำการยิงห้ามเข้าสนาม หรือขณะช่องยิงอื่นกำลังยิง

เย้!!! เข้าเป้ากลางได้เหมือนกัน แล้วก็ค้นพบตัวเองได้ว่า เหมาะกับการยิงธนูมากกว่า พอจะเริ่มการยิงชุดใหม่ ก็ถึงเวลาการเดินทางต่อไป

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า