กลเม็ดลดการสูบบุหรี่

สำรับโลก

หลายสังคมพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้ประชาชนสูบบุหรี่น้อยลง ออสเตรเลียเป็นตัวอย่างที่ไม่เหมือนใคร เมื่อปลายปี ๒๕๕๕ กฎหมายออสเตรเลียบังคับให้ใช้รูปน่าเกลียดของการเจ็บป่วยจากโรคต่างๆ อันเป็นผลจากการสูบบุหรี่แทนที่ตรายี่ห้อบุหรี่ การกระทำเช่นนี้จะมีผลหรือไม่ต่อการสูบบุหรี่ของประชาชน

การสูบบุหรี่โดยแท้จริงแล้วเป็นสมบัติของมนุษยชาติ มนุษย์รู้จักการสูบบุหรี่ตั้งแต่ ๕,๐๐๐ ปี ก่อนคริสตกาลในหลายวัฒนธรรม ในตอนแรกนั้นการสูบบุหรี่เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมทางศาสนา สำหรับการสูบใบยาสูบเพื่อความสุขของคนสูบนั้นแพร่หลายไปทั่วโลกหลังจากการพบทวีปอเมริกาเมื่อ ๕๐๐ ปีก่อน

ในยุคสมัยก่อนการใช้ยาสูบ มนุษย์สูบกัญชา ใบกระท่อม ใบไม้ชนิดต่าง ๆ ส่วนการสูบใบยาสูบและฝิ่นได้กลายเป็นเรื่องปกติในหลายวัฒนธรรมในศตวรรษที่ ๑๙

ในทศวรรษ ๑๙๒๐ มีการผลิตบุหรี่กันเป็นกอบเป็นกำในยุโรป อย่างไรก็ดีผลเสียจากการสูบบุหรี่เริ่มเป็นที่รู้กันดี ในปี ๑๙๒๙ นักวิจัยชาวเยอรมันตีพิมพ์บทความแสดงความสัมพันธ์ระหว่างการสูบบุหรี่และมะเร็งในปอด กลุ่ม Nazi ในเยอรมนีมีแนวคิดต่อต้านการสูบบุหรี่ อย่างไรก็ดีเมื่อเยอรมนีพ่ายแพ้สงครามแนวคิดนี้ก็ตกไป

การสูบบุหรี่เป็นที่นิยมอย่างมากหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในปี ๑๙๖๔ ทางการของสหรัฐอเมริการายงานความสัมพันธ์ระหว่างการสูบบุหรี่และมะเร็งในปอดโดยมีหลักฐานที่แน่นหนามากขึ้น และในยุคทศวรรษ ๑๙๘๐ หลักฐานเหล่านี้ก็ชัดเจนยิ่งขึ้นทุกที

อัตราจำนวนผู้สูบบุหรี่ในสหรัฐอเมริกาลดลงจากร้อยละ ๔๒ ในปี ๑๙๖๕ เหลือร้อยละ ๒๐.๘ ในปี ๑๙๗๐ แต่จำนวนบุหรี่ที่สูบต่อวันเพิ่มจาก ๒๒ เป็น ๓๐ มวนต่อวันระหว่างช่วงเวลานี้

ในประเทศพัฒนาแล้วอัตราจำนวนผู้สูบบุหรี่ในประชากรลดลง ในขณะที่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาการสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ ๓.๔ ต่อปี ในปัจจุบันประเทศที่บริโภคยาสูบต่อหัวมากที่สุดคือรัสเซีย และไล่ลงไปตามลำดับคือ อินโดนีเซีย ลาว ยูเครน เบลารุส กรีก ออสเตรีย และจีน

สำหรับไทยนั้นอัตราการสูบบุหรี่ในหมู่ประชากรผู้ใหญ่ลดลงเป็นลำดับ กล่าวคือ ในปี ๒๕๓๔ มีผู้สูบบุหรี่ร้อยละ ๓๒ ของประชากรอายุ ๑๕ ปีขึ้นไป ในปี ๒๕๕๔ ตัวเลขดังกล่าวเหลือเพียงร้อยละ ๒๑.๔ ในระหว่าง พ.ศ. ๒๕๓๓-๒๕๓๖ มียอดจำหน่ายบุหรี่เฉลี่ยปีละ ๒,๐๐๐ ล้านซอง (!) ในขณะที่ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๓๗ -๒๕๔๔ ยอดขายเฉลี่ยปีละ ๒,๑๐๐ ล้านซอง และระหว่าง ๒๕๔๕-๒๕๕๖ ยอดขายเท่ากับ ๑,๙๓๓ ล้านซองต่อปี

ออสเตรเลียแก้ไขปัญหาสูบบุหรี่ตามสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมได้ค้นพบ นั่นก็คือมนุษย์ไม่กลัวสิ่งที่อยู่ห่างตัวออกไป แต่จะกลัวสิ่งที่ทำให้เห็นผลในปัจจุบันมากกว่า

การเอารูปน่าเกลียด เช่น รูปปอดที่เป็นมะเร็ง รูปแผลในปาก รูปถุงลมโป่งพอง ฯลฯ อันเนื่องมาจากการสูบบุหรี่มาแสดงไว้บนซองบุหรี่อย่างเต็มที่นั้น ทำให้เสมือนกับเห็นผลเสียที่เกิดขึ้นจากการสูบบุหรี่อย่างทันใจ การบอกกล่าวด้วยตัวอักษรว่าการสูบบุหรี่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายด้วยการเป็นโรคต่างๆนั้นไม่เป็นผลเท่ากับการแสดงรูปที่เห็นผลเสียชัดๆ

รูปภาพเช่นนี้อาจทำให้เกิดความกลัวการสูบบุหรี่ขึ้นมาทันที โดยเฉพาะในกรณีที่ ภาพน่าเกลียดบดบังตรายี่ห้อบุหรี่ทั้งหมดจนทำให้ลดการปลุกเร้าความซื่อสัตย์ที่มีต่อยี่ห้อของบุหรี่ลง นักสูบยอมรับว่าการปิดปังตรายี่ห้อด้วยภาพดังกล่าวทำให้เกิดปฏิกิริยาที่เป็นลบต่อยี่ห้อที่ตนเป็นทาส มานาน และนี่คือสิ่งที่นักต่อสู้การสูบบุหรี่ต้องการ

การกระทำเช่นนี้ของภาครัฐออสเตรเลียก่อให้เกิดฟ้องร้องจากต่างชาติในเรื่องการประกอบการค้าที่ไม่เป็นธรรม แต่รัฐบาลก็ไม่ย่อท้อเพราะเชื่อว่ากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องให้แก่สังคม ออสเตรเลียโดยอยู่บนพื้นฐานของวิชาการ

เป็นที่ทราบกันดีว่าการบรรจุหีบห่อ (packaging) มีผลกระทบต่อการบริโภค การบังคับให้มีหีบห่อที่น่าเกลียดน่ากลัวคู่ขนานไปกับราคาบุหรี่ที่แพงระดับโหดเหี้ยมเพราะภาษี (ราคาบุหรี่ซองละ ๔๔๐ บาท) น่าจะช่วยลดภาระที่บุหรี่มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนลงได้ในระดับหนึ่ง

เวลาจะเป็นตัวตัดสินว่าการออกกฎหมายบังคับเช่นนี้จะมีผลหรือไม่ในการลดการสูบบุหรี่ของประชาชน

คนสูบบุหรี่ตระหนักดีถึงผลเสียของการสูบบุหรี่ เพียงแต่ยังไม่อยากเลิกสูบบุหรี่ เพราะเชื่อว่าเขาสามารถเอาชนะความป่วยไข้ได้ หรือไม่ก็คิดว่าจะเลิกได้ในอนาคตอันใกล้ ระหว่างนี้ก็ขอสูบไปก่อน และขอบอกว่าจะๆๆๆเลิกในอนาคตอย่างแน่นอน