หัตถศิลป์ล้ำค่า ผ้าทอยกดอกลำพูน

เส้นไหม ใยฝ้าย
ช่างภาพ: 

หัตถกรรมทอผ้าพื้นบ้านเป็นงานฝีมือที่เชื่อมโยงถึงศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีการดำรง ชีวิตของคนพื้นบ้านในแต่ละยุคสมัย ตามกาลเวลาและการหล่อหลอมให้เหมาะสมกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคม จนเป็นเอกลักษณ์ตามลักษณะของพื้นบ้านตน ภูมิปัญญาเหล่านี้สร้างขึ้นด้วยฝีมือเชิงศิลปะเพื่อถ่ายทอดและสะท้อนคุณค่าของชุมชนที่เป็นอยู่ลงในเนื้องานทั้งการบ่งบอกลักษณะที่ตั้งของชุมชนรวมถึงวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ที่แสดงออกมาอย่างประณีต สวยงาม นอกจากนี้ผ้าทอยังสะท้อนถึงตำแหน่งและฐานะของคนในสังคม ดังคำกล่าวว่า "ฝ้ายสำหรับชาวบ้านและไหมสำหรับเจ้านาย" ในชีวิตประจำวันผ้าฝ้ายเป็นผ้าที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง ส่วนผ้าไหมนั้นจะใช้กันเฉพาะคนชั้นสูง และเป็นผ้าทอที่ทอโดยผู้หญิงในราชสำนัก หรือคุ้มเจ้านาย มีลวดลายวิจิตร งดงาม เช่น ลายดอกไม้ และมักทอแทรกด้วยดิ้นเงิน ดิ้นทอง และในอดีต ผ้าบางประเภทห้ามมิให้สามัญชนสวมใส่ เช่น ผ้ายก ซึ่งเป็นผ้าที่ใช้ในราชสำนัก เป็นผ้าที่มีค่าหายาก ราคาแพง เพราะเป็นผ้าที่มาจากต่างประเทศ ถ้าทอด้วยเส้นลวดทอง เรียกว่า "ผ้าทอง" ถ้าทอเป็นดอก เรียกว่า "ผ้ายกทอง"

ชาวลำพูนทอผ้าใช้เองมาแต่อดีตอันยาวนาน แต่เดิมเป็นการทอผ้าฝ้าย มีลวดลายแต่ไม่วิจิตรนัก กระทั่ง พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้นำความรู้ที่เรียนรู้มาจากราชสำนักส่วนกลางขณะประทับ ณ วังหลวงในกรุงเทพฯ มาประยุกต์ใช้ในการประดิษฐ์ลวดลาย และได้ฝึกหัดคนในคุ้มเชียงใหม่ให้ทอผ้ายก โดยเพิ่มลวดลายลงในผืนผ้าไหมให้พิเศษขึ้น คือเพิ่มด้ายเส้นพุ่งพิเศษเป็นดิ้นเงิน ดิ้นทอง การเก็บลายจึงต้องใช้ตะกอเพื่อให้สามารถทอลวดลายที่สลับซับซ้อนประณีต งดงามได้เทคนิคการทอนี้ว่า "ยกดอก" เพื่อนำไปถวายเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ในภาคกลาง และทรงใช้ส่วนพระองค์ เนื่องด้วยทรงเป็นพระญาติกับเจ้าเมืองลำพูน จึงทรงถ่ายทอดความรู้เรื่องการทอผ้ายกที่มีลวดลายสวยงามแปลกตาและวิจิตรบรรจง ให้แก่ "เจ้าหญิงส่วนบุญ" พระราชชายาของ เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ (เจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์สุดท้าย) และเจ้าหญิงลำเจียก (พระธิดาเจ้าจักรคำ ขจรศักดิ์) ทั้งสองพระองค์จึงได้นำความรู้การทอผ้ายกมาฝึกคนในคุ้มหลวงลำพูน และชาวบ้านได้เรียนรู้การทอผ้ายกจากคนในคุ้ม จนมีความชำนาญและมีการเผยแพร่ทั่วไปในชุมชนต่างๆ

จากการศึกษาเอกสารเกี่ยวกับผ้ายกลำพูน พบว่าผ้ายกลำพูนมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไป เช่น ผ้ายก ผ้ายกลำพูน ผ้ายกดอก ผ้าไหมยกดอก และผ้าไหมยกดอกลำพูน ทั้งนี้ ปรีชาเกียรติ บุณยเกียรติ อธิบายว่า ผ้าทอในประเทศไทยนั้น มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปแต่ละท้องถิ่น เช่น ภาคอีสาน เรียกผ้าที่ทอด้วยเทคนิคการ "ยกดอก" ว่า การ "ขิด" นอกจากนี้ยังมีการเรียกผ้ายกตามชื่อท้องถิ่นที่ทอผ้า เช่น ผ้ายกลำพูน ผ้ายกพุมเรียง ผ้ายกเมืองนคร ซึ่งทั้งหมดก็คือผ้ายกทั้งสิ้น ส่วนจังหวัดลำพูนในปัจจุบัน การทอผ้ายกมีทั้งผ้าฝ้ายและผ้าไหม แต่ผ้ายกที่มีชื่อเสียงของลำพูน คือผ้ายกที่ใช้เส้นไหม จนได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์(Geographical Indicator-GI) ดังนั้น การเรียกชื่อ "ผ้าไหมยกดอก" เพราะทอจากเส้นไหม เช่นเดียวกับคำว่า "ผ้าไหมยกดอกลำพูน" เพื่อบ่งบอกถึงจังหวัดที่ผลิต ส่วนคำว่า "ผ้ายกดอก" มาจากการใช้เทคนิคการทอที่เรียกว่า "การยกดอก" เพื่อให้เกิดลวดลายในการทอ ซึ่งใช้ได้ทั้งการทอ ยกดอกในฝ้าย และการทอยกดอกในไหม นอกจากนี้ การเรียก "ผ้ายกดอก" นั้น สืบเนื่องจากลวดลายที่ใช้ในการทอผ้ายกลำพูนส่วนมากเป็นการทอลวดลายดอกไม้ ซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของผ้ายกลำพูน เช่น ลายดอกพิกุล เป็นต้น

สำหรับเทคนิคการทอผ้าไหม คือการดึงไหมยืนให้ตึง จะทำให้ได้เนื้อผ้าที่เรียบและแน่น การกระทบไม้กระทบให้ลงน้ำหนักมือพอดี เนื้อผ้าจะไม่หนา จึงทำให้ผ้ายกลำพูนใส่สบาย ไม่ร้อน นอกจากนี้ ในขณะทอต้องสังเกตลวดลายที่ทอด้วย เพราะบางครั้งอาจทอซ้ำตะกอดอก ทำให้ลวดลายผิดไป ผ้าทอจะมีตำหนิ การต่อเส้นไหมก็สำคัญ เพราะหากเส้นไหมยืนขาดแล้วไม่ต่อเส้นไหมให้ถูกต้องลวดลายจะผิดเพี้ยนด้วยเช่นกัน เมื่อต่อเส้นไหมขาดเสร็จแล้ว ให้ดึงปลายและปมเส้นไหมที่ต่อเข้าเก็บไว้ด้านในผืนผ้า สำหรับการทอผ้ายกดิ้นนั้น ต้องระวังไม่ให้เส้นดิ้นพันกัน เพราะจะทำให้ลวดลายที่ยกขึ้นไม่เรียบเสมอกัน ผ้ายกจะไม่สวย เทคนิคที่ช่วยให้เส้นดิ้นไม่พันกันขณะทอ คือการกรอดิ้นเข้าหลอดเล็ก ต้องไม่ดึงเส้นดิ้นตึงเกินไป เพราะจะทำให้เส้นดิ้นยืด เมื่อนำมาทอเส้นดิ้นจะขดตัวพันกันได้ง่าย นอกจากนี้ การกระทบไม้กระทบต้องลงน้ำหนักพอดี จึงจะได้เนื้อผ้าที่เรียบสวย

****************

ขอขอบคุณร้านโสภา ผ้ายกดอกลำพูน สาขาหน้าวัดพระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน