"อย่าเพ้อฝันแต่จงใฝ่ฝัน..."

เปิดสมุดเพลงแห่งชีวิตคนขายเสียง...๘๐ ปี สุเทพ วงศ์กำแหง
สัมภาษณ์พิเศษ
ช่างภาพ: 

สุเทพ วงศ์กำแหง นั่งอยู่หลังเอกสารและหนังสือกองใหญ่ที่ล้อมรอบโต๊ะทำงานตัวนั้น มือทั้งสองง่วนอยู่กับการเลือกหยิบภาพอดีตครั้งเก่าก่อนเพื่อบอกเล่าถึงคืนวันที่ผ่านมา มีทั้งภาพในวัยเด็ก วัยเรียน วัยหนุ่ม และภาพเกียรติประวัติแห่งชีวิตมากมาย

ถ้าภาพถ่ายทั้งหลายเหล่านี้จะบอกเล่าถึงเรื่องราวชีวิตของ สุเทพ วงศ์กำแหง ให้เห็นชัดเจนด้วย "ภาพ"...ก็คงไม่ผิดนักที่จะกล่าวว่าสมุดเพลงเล่มใหญ่สีเขียวที่ซ่อนตัวอยู่ในกองหนังสือนั้นก็คือสมุดบันทึกชีวิตนักร้อง-คนขายเสียงของ สุเทพ วงศ์กำแหงด้วย "ถ้อยคำ" แทบจะหมดทั้งชีวิตก็ว่าได้

บนหน้าปกสมุดเขียนไว้ว่า "ผลงานเพลงที่บันทึกเสียงขณะขับร้อง" สมุดเล่มนี้เล่มเดียวบันทึกบทเพลงเกือบ ๓,๐๐๐ เพลงที่ สุเทพ วงศ์กำแหง เคยร้องและได้รับการบันทึกเสียงไว้ ในสมุดได้บันทึกเนื้อร้อง ผู้แต่งทำนอง และผู้แต่งเนื้อร้องเอาไว้ด้วยลายมือ มีสารบัญค้นหาเพลงตามตัวอักษร ซึ่งผู้บันทึกบอกว่าส่วนใหญ่ถ้าเป็นเพลงที่ชอบจะจำได้หมด นอกจากบางเพลงที่ไม่ค่อยได้ร้อง จำไม่ได้ก็จะจดเอาไว้ โดยจะจดเนื้อเพลงทุกเช้า ทำให้สามารถจำเนื้อเพลงได้โดยอัตโนมัติ

นับถึงวันนี้ที่จะย่างเข้าสู่วัย ๘๐ สุเทพ วงศ์กำแหง ร้องเพลงบันทึกเสียงมามากกว่า ๕,๐๐๐ เพลง เมื่อถามว่าเพลงใดที่เป็นที่สุด เป็นคำถามที่ตอบได้ยากเพราะหลายบทเพลงนอกจากจะได้รับการบันทึกเสียงแล้ว ยังเป็นเสมือน "บันทึกชีวิต" ในหลายช่วงเวลา จึงมีความประทับใจในหลายบทเพลง แต่มีบทเพลงหนึ่งที่ สุเทพ วงศ์กำแหง ยกตัวอย่างไว้ว่าเป็นบทเพลงที่เกี่ยวข้องกับชีวิต และบอกเล่าถึงชีวิตของศิลปินนักร้องได้ดีที่สุดเพลงหนึ่ง นั่นคือ เพลง "คนขายเสียง" ที่แต่งคำร้องโดย ครูชาลี อินทรวิจิตร

"ปราชญ์ว่าอย่าเพ้อฝันแต่จงใฝ่ฝัน
เพราะความใฝ่ฝันให้คุณอนันต์เกินค่า
จึงขอฝันให้ตัวฉันเป็นขวัญใจประชา
ขายศรัทธาค้าเสียงเลี้ยงชีวิน...."

ก่อนจะเริ่มเดินบนเส้นทางของ "คนขายเสียง" สุเทพ วงศ์กำแหง ถือกำเนิดที่อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา เป็นบุตรคนสุดท้องของ อินทร์-สาหร่าย วงศ์กำแหง เขาเกิดในครอบครัวที่มีอันจะกิน แต่ภายหลังฐานะทางครอบครัวตกต่ำลง ทำให้มีชีวิตในวัยเยาว์ที่ค่อนข้างยากลำบาก แต่ก็เป็นแรงผลักดันที่ทำให้ต่อสู้อุปสรรคของชีวิตเมื่อเติบโตขึ้น

สุเทพ วงศ์กำแหง เริ่มเล่าเรื่องราวชีวิตแต่หนหลังสลับไปกับการเลือกภาพถ่ายในมือ ให้ดูภาพเมื่อครั้งยังเป็นเด็กชายตัวเล็กๆ ที่ต้องเดินวันละ ๒๐ กิโลเมตร เพื่อไปเรียนหนังสือในจังหวัดบ้านเกิด

"ผมเป็นคนโคราช อำเภอสูงเนิน เข้ามาเรียนชั้นประถมที่โคราช จนกระทั่งจบประถม ก็มาต่อชั้นมัธยมที่อำเภอสีคิ้ว ห่างจากสูงเนิน ๑๐ กม. ตอนนั้นเป็นยามสงคราม รถไฟมีอาทิตย์ละเที่ยว ไปเที่ยวหนึ่งกลับเที่ยวหนึ่ง เช้าผมต้องเดินไปโรงเรียน ๑๐ กิโล เย็นก็กลับอีก ๑๐ กิโล เดินตามทางรถไฟ ทำไงได้ตอนนั้นเรายังเป็นเด็กเล็ก เราก็ต้องไปเพื่อการศึกษา

จริงๆแล้วบ้านเราไม่ใช่บ้านยากจนหรอก มีสตางค์เหมือนกัน แต่เขาชอบเล่นการพนันกัน เงินก็ค่อยๆร่อยหรอลงทีละเล็กละน้อย ทรัพย์สินก็หายไปในบ่อนการพนัน แต่คนที่ได้รับผลลัพธ์คือลูกหลาน ทำให้ผมก็ไม่ชอบเรื่องการพนัน ผมไม่เล่นการพนันเลย เพราะมันไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้น เมื่อก่อนบ้านเรามีรถไฟเล็กเข้าไปตัดฟืนในป่ามาขายรัฐบาล เพราะฉะนั้นฐานะเราใช้ได้ แต่พอพี่ป้า น้าอา เล่นไพ่กันหามรุ่งหามค่ำ ไม่ทำอะไรกิน ในที่สุดก็ค่อยๆหมดไป ตอนนั้นก็ลำบาก แม่ก็ต้องเดินทางมากับรถไฟเพื่อมาขายพลู"

แม้ฐานะครอบครัวจะยากลำบาก แต่โชคดีที่น้าสาวรับไปเลี้ยงดูจึงได้เรียนหนังสือที่โรงเรียนสีคิ้วสวัสดิ์ผดุงวิทยา จังหวัดนครราชสีมา และด้วยพรสวรรค์ด้านการวาดรูปที่เด่นชัด อาจารย์ด้านศิลปะจึงแนะนำให้ไปศึกษาต่อที่โรงเรียนเพาะช่าง "สุเทพ วงศ์กำแหง" จึงได้ไปอยู่กับน้า ซึ่งเป็นเจ้าของโรงพิมพ์แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่อาศัยกับน้า "สุเทพ วงศ์กำแหง" ขยันหมั่นเพียรทั้งทำงานบ้าน งานโรงพิมพ์ เพื่อเป็นรายได้สำหรับค่าขนมและค่ารถไปเรียนที่เพาะช่าง และในระหว่างเรียนทั้งความสามารถด้านวาดภาพและความโดดเด่นด้านการร้องเพลงต่างก็เป็นที่ยอมรับในหมู่ครูบาอาจารย์และเพื่อนๆ

"ผมเข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ เมื่อปี ๒๔๙๐ เรียนเพาะช่าง มาอยู่กับน้าสะใภ้ ซึ่งเป็นเจ้าของโรงพิมพ์อยู่แถวสี่แยกแม้นศรี เขาเป็นศิษย์เก่าเพาะช่างเหมือนกันก็เลยพาผมไปฝากที่เพาะช่าง ผมเป็นคนชอบเขียนรูปอยู่แล้ว ก็เลยเรียนเพาะช่างได้

ปี ๒๔๙๓ ผมก็เรียนจบ ยังเด็กมาก อายุ ๑๖-๑๗ จะไปทำงานที่ไหนก็ไม่ได้ ก็เลยขอเขาทำงานที่วงเวียน ๒๒ กรกฎา เป็นร้านบล็อกของนายห้างม็อกเส็ง ก็ไปทำงานให้เขาโดยได้ทำงานของน้าด้วย ทำพวกตรายาง งานบัตรแต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่ เราเคยทำกับน้ามาก่อนก็รู้งาน การทำงานให้นายห้างก็เลยเร็วมาก เขาก็เลยขึ้นเงินเดือนให้เร็วมากเหมือนกัน ได้เดือนละ ๒๕๐ บาท ถือว่าเงินเดือนดี ก็ส่งให้แม่เดือนละ ๑๐๐ ตัวเองใช้ ๑๕๐ ก็อยู่ได้ ก็เรียกว่าชีวิตผมเกิดมายากจน เพราะตอนนั้นเราคิดเอาเองว่ายากจน เราต้องดิ้นรนต่อสู้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงานต่างๆ

เหมือนว่าเส้นทางชีวิตของลูกจ้างโรงพิมพ์ไม่น่าจะมาบรรจบหรือแผ้วพานกับผู้คนในแวดวงศิลปิน หรือดนตรีได้ แต่แล้วชีวิตก็มาถึงจุดเปลี่ยนเมื่อต้องหันเหจากงานประจำมาสู่อีกงานหนึ่งที่เปลี่ยนชีวิตของผู้ชายที่ชื่อ "สุเทพ วงศ์กำแหง" ไปตลอดกาล

"พอดีผมมีเพื่อนคนหนึ่งชื่อ บุญสร้าง เอกสุภาพันธุ์ เขาเป็นคนที่ทำให้ชีวิตเราผันแปรไป เพื่อนคนนี้เป็นคนชอบแต่งหนังสือ เขาอยากเป็นนักเขียน เขาก็พยายามแต่งเรื่องแล้วเขาก็เอาเราเป็นตัวละครในวิทยุ เราก็ต้องไปเล่นให้เขา ได้เป็นพระเอกละครวิทยุคณะเอกสุภาพันธ์ ที่สถานีวิทยุ ๑ ปณ. ตอนนั้นเราเล่นไปก็มีความสุขนะแต่เราก็ไม่รู้ว่าจะมีอะไรตอบสนองต่อเราหรือไม่ ก็เล่นสนุกไป จนกระทั่งเขาพาไปต่อเพลงกับคนที่เขารู้จักคือ ครูไศล ไกรเลิศ นั่นก็ทำให้ผมได้เข้าไปใกล้กับนักแต่งเพลงเป็นครั้งแรก

ครูไศลก็สอนว่าการร้องเพลงจะต้องทำยังไง แล้วก็ให้ผมไปช่วยเขียนโน้ตเพื่อให้ขายเพลงให้บริษัท ผมก็บอกว่าเขียนไม่เป็น แกบอกว่าไม่ได้ ต้องเขียนเป็น ผมก็เลยต้องทำให้แก พอทำให้แกมากๆเข้า เราก็ไม่มีเวลาทำงาน งานที่เคยทำให้เขาอย่างดี เรียบร้อย มันก็กลายเป็นว่ากลางคืนต้องไปเขียนโน้ตให้ครูไศลที่บ้านที่จุฬาฯ ซอย ๑๑ ตอนนี้เป็นสยามสแควร์ละ พอไปเขียนดึกๆดื่นๆ เช้าก็ตื่นไม่ไหว ในที่สุดก็เลยต้องทิ้งงานของเถ้าแก่ เดินเตะฝุ่นตามครูไศลอยู่หลายปี ก็อาศัยว่าไปร้องเพลงตามวันเกิด ขึ้นบ้านใหม่ งานแต่งงานบ้าง ส่วนใหญ่เป็นเพลงที่ครูไศลต่อให้ แล้วก็เป็นเพลงที่ คุณชรินทร์ นันทนาคร ร้อง ในที่สุดก็กลายเป็นนักร้องไปโดยปริยาย แต่ก็ไม่ได้อัดแผ่นเสียงสักที ก็ได้แต่ว่าร้องไก๊ด์ให้นักร้อง เราไม่ได้อัดจริงๆ

ก็เลยไปขอความช่วยเหลือจากครู ป.ชื่นประโยชน์ บ้านแกอยู่ใกล้วัดเอี่ยมวรนุช ผมอยู่ตรอกต้นไทร บางลำพู ก็เลยเดินไปหาแก บอกแกว่าให้ช่วยส่งเสริมเราบ้าง ให้เราร้องเพลงบ้าง แกก็เลยบอกว่า เอ้า ไหน ร้องให้ฟังสิ ผมก็เลยร้องให้ฟัง ผลสุดท้ายท่านก็เอาเพลงของท่านมาให้ร้อง และพาไปรู้จักกับนักแต่งเพลงคนอื่น เช่น ครูมงคล อมาตยกุล ครูเชาว์ แคล่วคล่อง ต่อมาก็ได้มาร้องเพลงสลับละครที่โรงละครเฉลิมไทย ได้รู้จักกับ ครูแจ๋ว-สง่า อารัมภีร ท่านก็เอ็นดูผม แล้วก็บอกกับ ครูสมาน กาญจนะผลิน ว่า
'หมาน หาเพลงให้เทพมันร้องคนละสองเพลงได้ไหม' พี่หมานแกเป็นคนใจดี แกก็บอกว่าเอาสิๆ จากนั้นก็เลยได้ร้องเพลงของ ครูสง่า อารัมภีร กับ ครูสมาน กาญจนะผลิน"

ครูสง่า อารัมภีร และ ครูสมาน กาญจนะผลิน ได้แต่งเพลงให้ สุเทพ วงศ์กำแหง บันทึกแผ่นเสียงคนละ ๒ เพลง นั่นคือ เพลงรำพึงรำพัน และ เพลงรักลอยลม ของ ครูสง่า อารัมภีร ส่วน ครูสมาน กาญจนะผลิน ได้แก่ เพลงลูกกำพร้า และ เพลงนาฏกรรมชีวิต ทำให้ สุเทพ วงศ์กำแหง เริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากขึ้น และในที่สุดก็ได้เป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงโด่งดังเมื่อได้ร้องเพลง "รักคุณเข้าแล้ว" ของ ครูสุนทรียา ณ เวียงกาญจน์ และ ครูสมาน กาญจนะผลิน ด้วยอานิสงส์ของเพลงนี้ "สุเทพ วงศ์กำแหง" ได้รับราชการในกองดุริยางค์ทหารอากาศ และต่อมาได้แสดงเป็นพระเอกภาพยนตร์ ๓๕ มม. เรื่อง สวรรค์มืด ซึ่ง สุวัฒน์ วรดิลก หรือ รพีพร เป็นผู้สร้าง โดยแสดงคู่กับนางงาม สืบเนื่อง กันภัย หลังจากนั้นครูสง่าได้นำสุเทพมาร้องเพลง เปรียบเธอฟ้า คู่กับ สวลี ผกาพันธุ์ ทั้งสองจึงกลายเป็นคู่ขวัญในวงการเพลงที่โด่งดังที่สุดในยุคนั้น

"เพลงที่ได้จากครูแจ๋ว กับครูหมาน ทำให้เรามีชื่อเสียงมากขึ้น ท่านกรุณาให้เราอัดแผ่นเสียง เราก็เลยมีเพลงเพราะๆขึ้นมา แม้กระทั่งเพลงที่ฮิตที่สุดในช่วงหลังคือเพลง 'รักคุณเข้าแล้ว' ร้องเมื่อปี ๒๔๙๗ ผมร้องอัดแผ่นเป็นคนแรก พอดีปี ๒๔๙๘ ผมต้องโดนเกณฑ์ทหาร แต่ดีอยู่อย่างตรงที่เขาให้เราเลือกเหล่าได้ ผมก็เลยเลือกทหารอากาศเพราะทำให้เราได้มีโอกาสขึ้นเครื่องบิน แต่ความจริงก็ไม่ได้ขึ้นหรอก (หัวเราะ)

...แล้วก็มาได้ร้องเพลง 'มนต์รักนวลจันทร์' เมื่อตอนที่ละครจะหมดจากเฉลิมไทย ละครหลายคณะต้องหาทางย้าย คุณสุวัฒน์ วรดิลก ก็ไปได้โรงละครศรีอยุธยาผม ก็เลยต้องไปร้องสลับฉากที่นั่น ก่อนจะไปคุณสุวัฒน์เขาก็มีไอเดียว่าเปิดโรงละครที่นั่นแล้วก็มีการร้องเพลงก่อนเล่น เขาก็คิดว่าจะทำเป็นละครเพลงเรื่องมนต์รักนวลจันทร์ เพลงนี้ร้องคู่กับ คุณเพ็ญศรี พุ่มชูศรี เขาทำดีมาก ครูเอื้อ สุนทรสนาน เขียนทำนอง ครูสง่า อารัมภีร และครูทวีปวร เขียนเนื้อเพลง แล้วเขาก็ให้ผมไปซ้อมร้อง ก็ได้ผลมาก คนเริ่มรู้จักเรามากขึ้น แล้วก็ได้เพลงจากครูแจ๋ว และครูหมานมาเรื่อยๆ ก็กลายเป็นคนร้องเพลงมาก ต่อมามีการสร้างหนัง แต่ละบริษัทก็อยากให้เราร้องเพลงไตเติ้ลในหนังแต่ละเรื่อง ก็เลยได้ร้องเพลงมากขึ้นทุกทีๆ"

ในปี ๒๕๐๐ ชื่อเสียงของ สุเทพ วงศ์กำแหง เป็นที่ยอมรับในฐานะนักร้องชื่อดังแล้ว จนกระทั่งมาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้งที่ชีวิตศิลปินนักร้องที่ทำหน้าที่มอบความสุขให้แก่ผู้คนผ่านเสียงเพลงจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับ "การเมือง" และเป็นผลทำให้ต้องมีชีวิตระหกระเหินจากบ้านเกิดเมืองนอนอีกหลายปีนับจากนั้น

"ปี ๒๕๐๐ ท่านนายกโจวเอินไหลท่านก็ติดต่อทางเมืองไทยให้เราเอานาฏศิลป์ ดนตรี นักร้อง ไปแสดงที่เมืองจีน คุณสุวัฒน์ วรดิลก ก็ชวนครูสมาน คุณสุพรรณ บูรณะพิมพ์ คุณเพ็ญแข กัลย์จาฤก แล้วก็ผมไปเมืองจีนกัน ทั้งคณะไปทั้งหมด ๔๘ คน บินไปลงที่เกาลูน จากเกาลูนก็ไปขึ้นรถไฟที่สถานีโหล่หู รอนแรมไปปักกิ่ง มันเป็นทางยาว รถวิ่งไม่หยุด ๓ วัน ๒ คืน อากาศหนาว แต่เราก็ตั้งใจไปทำงานกัน ซ้อมกันดิบดี ท่านนายกโจวเอินไหลก็มาดู ช่วงที่มาดูท่านก็ชมคณะนาฏศิลป์ไทยว่างดงามแช่มช้อย ดนตรีไทยก็ดีเหลือเกิน ฟังแล้วชื่นใจมาก ท่านบอกว่าเสียงระนาดเหมือนเสียง 'ไข่มุกหล่นบนจานหยก' คนตีระนาดในครั้งนั้นคือ ครูบุญยงค์ เกตุคง ศิลปินแห่งชาติ

การเดินทางไปครั้งนี้คนจีนชอบกันมาก เราไปเล่นกันหลายต่อหลายเมือง กวางตุ้ง หางโจว ฯลฯ ทั้งหมด ๑๐ หัวเมืองใหญ่ ไปอยู่ได้เดือนกว่าๆ ปรากฏว่าช่วงนั้นทางเมืองไทยมีการปฏิวัติโดย จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ปฏิวัติ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เราก็กลับบ้านไม่ได้ ทุกคนเคว้งคว้างกันอยู่เมืองจีน

ตอนนั้นอเมริกาเขาไม่ต้องการให้เรารับรองจีน แต่เหมือนว่าไทยเราส่งคณะนาฏศิลป์ไทยไปแบบนี้เหมือนกับเรารับรองจีนไปโดยปริยาย เราทนอยู่ที่เมืองจีนประมาณ ๓ เดือน จนกระทั่งพวกจีนเขาไปขอเช่าเรือของเนเธอร์แลนด์มารับพวกเรากลับเมืองไทย ตอนนั้นเราก็ไม่รู้ว่ากลับมาจะเป็นยังไง ลงเรือกลับมา ๗ วัน ๗ คืน พอเรือเข้ามาถึงเกาะสีชัง ตำรวจก็มาคอยอยู่แล้ว เพราะเขาถือว่าเราทำผิด เราไปเมืองนอกโดยเขาไม่อนุญาต แต่ คุณสุรัส พุกกะเวส ก็มาเป็นนายประกันให้ ทุกคนก็เลยได้ประกันตัวแต่ต้องมารายงานตัวทุกอาทิตย์ที่สันติบาล

ส่วนพี่อู๊ด-สุวัฒน์ก็ไปสมัครเป็นผู้แทน เราก็เพิ่งกลับมาจากเมืองจีน มันก็มีครหาอยู่ว่าพวกไปเมืองจีนคือพวกคอมมิวนิสต์ พี่อู๊ดไปสมัครผู้แทนอีก เขาหมั่นไส้อยู่แล้ว เขาก็เลยไปหาทางเอาผิดพี่อู๊ดจนได้ หลังจากพี่อู๊ดมีภัยอย่างนี้ ผมก็รู้ว่าเราเองก็อยู่ไม่ได้ ก็เลยหาโอกาสไปอยู่ญี่ปุ่นในปลายปี ๒๕๐๐ ขายของหมดทั้งบ้านเพื่อไปญี่ปุ่น ทั้งๆที่ไม่มีคนรู้จักอยู่ที่นั่นเลย หลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ท่านเป็นผู้ใหญ่ด้านการต่างประเทศ ท่านทำพาสส์ปอร์ตให้เราเรียบร้อยแล้วส่งเราไป แล้วก็มีข้อแม้ว่าให้อยู่ในความดูแลของสถานทูตไทย ตอนที่จะไป คุณชาลี อินทรวิจิตร ได้แต่งเพลงให้ร้อง ๑ เพลงคือ เพลงรักอย่ารู้คลาย ท่านบอกว่า 'เทพ มึงต้องร้องนะ ถ้ามึงไม่ร้อง คนไทยเขาลืมมึงแน่' แต่ร้องไปแล้ว กลับมาเขาก็ลืม" (หัวเราะ)

สุเทพ วงศ์กำแหง ตัดสินใจเดินทางไปเรียนวิชาวาดเขียนที่ประเทศญี่ปุ่นด้วยทุนส่วนตัว ชีวิตในต่างแดนย่อมไม่มีทางเหมือน "บ้านเรา" หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในประเทศญี่ปุ่นนาน ๓ ปี จึงได้เดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอน

"เราอยู่เมืองไทยเคยใช้เงินมือเติบ อยู่โน่นไปใช้เงินเดือนละ ๒,๐๐๐ บาท เท่านักเรียนไทย ก็อยู่ไม่ได้ หนี้สินรุงรังเลยตอนนั้น ยืมเพื่อน ยืมสถานทูต คุณครรชิต อินทชาติ เราก็ได้ท่านนี่แหละคอยช่วยเหลือ หลังๆท่านก็คงรำคาญเรา บอกว่า เทพ น่าจะกลับไปอยู่เมืองไทยดีกว่า เริ่มต้นสร้างชีวิตใหม่ อยู่นี่ไม่ไหวแน่ ท่านก็ให้เพื่อนของท่านซึ่งเป็นนักเขียนเรื่องท่องเที่ยวให้หาตั๋วการบินไทยขากลับเที่ยวเดียวมาให้เรา แต่มีข้อแม้ว่าเมื่อกลับมาแล้วต้องใช้หนี้ให้การบินไทย ต้องทำรายการทีวีให้การบินไทยเดือนละครั้ง ก็ทำใช้หนี้เขาจนหมด แต่ก็ขอบคุณที่ทำให้เราสามารถกลับมาได้

เมื่อกลับมาก็เริ่มต้นด้วยการร้องเพลงใหม่ ก็ได้เพลงดีๆมาร้อง เช่น เพลง 'บ้านเรา' ของ ครูชาลี อินทรวิจิตร แล้วก็ 'นางใจ' ของเนรัญชรา แล้วก็ไปเป็นนักร้องไนต์คลับ ได้เงินเดือนเราก็ส่งไปใช้หนี้ที่ญี่ปุ่น ค่าที่พักต่างๆ ค่าอาหาร จนกระทั่งปีต่อมาก็เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาเหมือนเก่า ฐานะความเป็นอยู่ก็ดีขึ้นมาก"

ในช่วงนั้น "วงสุเทพโชว์" ก็เกิดขึ้นจากการรวมตัวของ ๘ นักร้องมืออาชีพ ได้แก่ สุเทพ วงศ์กำแหง ทนงศักดิ์ ภักดีเทวา อดิเรก จันทร์เรือง ธานินทร์ อินทรเทพ นิทัศน์ ละอองศรี สุวัจชัย สุทธิมา อดุลย์ กรีน และ มนูญ เทพประทาน อีกทั้งยังมี รายการสุเทพโชว์ เป็นประจำทุกเดือนทางทีวีช่อง ๔ บางขุนพรหม และ ช่อง ๕ สนามเป้า ในเวลาต่อมา สุเทพ วงศ์กำแหง ก้าวขึ้นมาอยู่ในจุดสูงสุดของอาชีพเมื่อได้รับรางวัลอันทรงเกียรติเป็นเกียรติประวัติต่อตนเองและวงศ์ตระกูล โดยเป็นนักร้องคนแรกที่ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และได้รับรางวัลดังกล่าวนี้รวม ๕ ครั้ง จากเพลงในโลกแห่งความฝัน เพลงอาญารัก เพลงใจพี่ เพลงม่านประเพณี และ เพลงตัวไกลใจยัง

"เมื่อปี ๒๕๐๖ มีการจัดงานแผ่นเสียงทองคำเป็นครั้งแรก ผมได้รับแผ่นเสียงทองคำประเภท ก และ ข จากเพลง 'ใจพี่' และ 'ในโลกแห่งความฝัน' ทำให้เรามีกำลังใจขึ้นมาอีกนิดหนึ่งว่าเป็นนักร้องคนแรกที่ได้แผ่นเสียงทองคำ ก็มีความสุขขึ้น ต่อจากนั้นก็ได้มาร้องเพลงที่โลลิต้าที่ถนนราชดำเนิน ตอนนั้นมีชื่อเสียงมาก ก็ถือว่าเป็นยุคเฟื่องฟูอีกช่วงหนึ่ง"

หลังจาก สุเทพ วงศ์กำแหง กลับมามีชื่อเสียงอีกครั้ง ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่มีนักแต่งเพลงใหม่เกิดขึ้น เช่น จงรักษ์ จันทร์คณา (ผู้แต่งเพลง จงรัก เหมือนคนละฟากฟ้า คนพิการรัก ฯลฯ) อาจารย์กวี สัตโกวิท (ผู้แต่งเพลง รักข้ามขอบฟ้า ฟ้ารำลึก หยดหนึ่งของกาลเวลา ฯลฯ) ประยูร เวชประสิทธิ์ (ผู้แต่งเพลงน้ำตาคลอ รักสุดหัวใจ ขวัญดาว ฯลฯ) ในยุคนั้นถือว่า สุเทพ วงศ์กำแหง เป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงและได้รับความเชื่อถือจนสามารถส่งเสริมนักแต่งเพลงรุ่นใหม่ให้ก้าวขึ้นมาอยู่ในวงการได้

"นักแต่งเพลงที่เขาอยากให้ผลงานเขาบันทึกเสียง ตอนนั้นก่อนที่ทางบริษัทแผ่นเสียงจะรับไปบันทึก เขาต้องให้ผมการันตีก่อนว่าจะร้อง บริษัทแผ่นเสียงถึงจะรับไปบันทึก ต้องให้สุเทพเป็นคนเซ็น เริ่มตั้งแต่ เนรัญชรา เพลงจะคอยขวัญใจ นางใจ จากนั้นก็เป็นจงรัก จันทร์คณา อาจารย์กวี มนัส ปิติศานต์ นักแต่งเพลงรุ่นนี้เป็นรุ่นหลังครูแจ๋ว ครูหมาน

วิธีการที่จะดูว่าเราจะร้องเพลงไหนหรือไม่ก็คืออ่านเนื้อ อ่านเนื้อเพลงดูก็รู้ เพราะผมเป็นคนชอบอ่านโคลงกลอนอยู่แล้ว เมื่อประทับใจเราก็เอา ไม่รู้ว่าทำนองจะเป็นยังไง เราก็ตัดสินใจได้ บางคนเราก็สงสาร นักแต่งเพลงหนุ่มบางคนน่าสงสาร เราก็ช่วยหลายคน บางคนก็เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมา

หรืออย่างตอนนี้ก็มีเพื่อนเก่าคนหนึ่งที่เป็นนักแต่งเพลงสมัยก่อน เราช่วยเหลือเขาตั้งแต่เขายังหนุ่มแน่น ตอนหลังเขามาทำเกี่ยวกับฉนวนกันความร้อน แล้วก็มาทำทีวีช่อง ๖๖ เฉลิมกรุงทีวี เวลานี้งานของพวกเราก็ถูกเผยแพร่ทางช่องนี้ คนนี้เป็นนักแต่งเพลงโนเนม เขาอยากให้งานเขาได้อัดเสียง ครูแจ๋วบอกว่าต้องให้ผมการันตี เขาก็เอางานมาให้ผม แล้วก็เอามาเก็บไว้ที่โลลิต้าแล้วก็ให้เงินเขาไป เขาบอกว่าชีวิตเขาเกิดได้เพราะสุเทพ และเงินจำนวนนั้น พอเขาทำฉนวนได้ เขาก็คิดว่าทำยังไงเขาจะมีเพลงของครูเพลงเหล่านี้ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นอานิสงส์ทำให้เราไม่อับจน พอสะดุดก็เหมือนกับมีคนคอยประคองไว้ ไม่ถึงกับอับจน"

อาจกล่าวได้ว่าบนเส้นทางชีวิตของคนขายเสียงนั้น ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดในแวดวงเดียวกันก็คือครูเพลง ซึ่งจังหวะชีวิตของนักร้องมีความเชื่อมโยงของครูเพลงตรงที่ในบางครั้งครูเพลงก็เอาชีวิตของนักร้องมาแต่งเป็นบทเพลง ซึ่งทำให้นักร้องสามารถถ่ายทอดบทเพลงนั้นได้อย่างมีอรรถรส สื่ออารมณ์ไปถึงผู้ฟังได้อย่างเต็มที่

"ในชีวิตของการเป็นนักร้อง คนใกล้ชิดเราคือครูเพลง ครูสง่า ครูสมาน ครูชาลี เนรัญชรา มนัส ปิติศานต์ จงรัก จันทร์คณา อาจารย์กวี คนเหล่านี้อยู่ใกล้ชิดเราทั้งหมด บางทีเขาจะเอาชีวิตของนักร้องมาคิด อย่างเพลงคนขายเสียง ครูชาลีเขาประทับใจกับการเป็นนักร้อง และผมก็ยอมรับความคิดของครูชาลีมาเป็นเสียงของเรา?

มีอยู่หนหนึ่ง ผมอกหัก ผู้หญิงเป็นลูกสาวของคนใหญ่คนโต เขาก็ขออนุญาตไปแต่งงาน ผมก็ให้ไปแล้วก็บอกพี่แจ๋วว่าผมอกหัก ก็เลยเป็นที่มาของเพลง 'เสียสละรัก' อย่างนี้เป็นต้น"

ด้านชีวิตครอบครัว สุเทพ วงศ์กำแหง สมรสกับ ผุสดี อนัฆมนตรี เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๐ โดยมี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นเจ้าภาพงานมงคลสมรส และในปีเดียวกันยังได้เป็นนักเขียนคอลัมน์มีบทความในนิตยสารฟ้าเมืองไทยรายสัปดาห์ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ประชาชาติ และ บ้านเมือง ทั้งยังได้นำบทความนั้นๆมารวมเล่มใช้ชื่อว่า เฉือนออกมาจากหัวใจ เฉือนจนหมดหัวใจ และ กรีดหัวใจ

และนอกจากบทบาทชีวิต "คนขายเสียง" "สุเทพ วงศ์กำแหง" ยังได้ก้าวเข้าไปสู่แวดวงการเมืองอย่างเต็มตัว โดยลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวม ๖ ครั้ง ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรวม ๒ ครั้ง ที่จังหวัดนครราชสีมา เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๒ และที่กรุงเทพมหานคร เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๑ หลังจากนั้นอีก ๒ ปี คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) กระทรวงวัฒนธรรม ได้ประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติประจำปี ๒๕๓๓ สาขาศิลปะการแสดง (เพลงไทยสากล-ขับร้อง)

ในปีหน้า สุเทพ วงศ์กำแหง เจ้าของตำนาน "นักร้องเสียงขยี้แพรบนฟองเบียร์" จะมีอายุครบ ๘๐ ปี นับเป็นวันเวลา ๘๐ ปีของชีวิตคนคนหนึ่งที่มีความหมายอย่างยิ่งในฐานะ "คนขายเสียง" ที่ร้องเพลงกล่อมโลก สร้างสุนทรียะ จรรโลงจิตใจแก่ผู้คนมายาวนานตลอดมา และจะยังเป็นเช่นนั้นอยู่ต่อไป ด้วยเหตุนี้ในเร็วๆนี้ จึงได้มีการจัดงานคอนเสิร์ต "ตามรอยแพร บนฟองเบียร์ สู่ปีที่ ๘๐ สุเทพ วงศ์กำแหง" นับเป็น คอนเสิร์ตครั้งสำคัญที่ได้คัดสรรบทเพลงพิเศษในทุกช่วงเวลาของชีวิต สุเทพ วงศ์กำแหง มาขับร้องรวมกว่า ๔๐ บทเพลง นอกจากนี้การแสดงคอนเสิร์ตจะถ่ายทอดและเรียงร้อยเรื่องราวชีวประวัติของ สุเทพ วงศ์กำแหง ผ่านภาพประวัติศาสตร์ชีวิตที่แฟนเพลงไม่เคยเห็นมาก่อน

ในตอนท้ายของการสนทนา สุเทพ วงศ์กำแหง ร้องเพลง "คนขายเสียง" ให้ฟังจนจบด้วยน้ำเสียง "ขยี้แพรบนฟองเบียร์" ที่เจ้าตัวบอกว่าเสียงร้องมีเปลี่ยนไปบ้างตามวิถีทางของมัน แต่สิ่งที่ "คนขายเสียง" คนนี้ยังมีอยู่ครบถ้วนคือแทคติคในการร้องเพลงที่ได้มาด้วยประสบการณ์ยาวนาน

"เสียงมันก็เปลี่ยนบ้างไปตามวิถีทางของมัน อายุมากแล้ว เส้นกราฟมันก็ลงมา แต่แทคติคการร้องเรามี แทคติค ไม่ใช่เทคนิค เทคนิคคือตอนแรกที่ร้องเพลง เราจะใช้เทคนิค แทคติคคือประสบการณ์การร้องเพลง เราอ่านดูเนื้อปั๊บเราก็รู้ว่าจะร้องยังไง จะใส่อารมณ์ไปยังไง แทคติคของผมคือความรู้สึก เราเหมือนจิตรกร เราเขียนรูปไปด้วยความรู้สึก จากตาที่เห็น จากหัวใจที่ชอบ มือที่อยากเขียนให้ตรงตามความรู้สึกของเรา สีอย่างนี้ ทีแปรงต้องตวัดอย่างนี้ เช่นเดียวกัน การร้องเพลงเราใช้อารมณ์ในการร้องเพลงแทนเขียนรูปให้เห็น เพราะฉะนั้นอารมณ์ที่ใช้ ต้องใช้ถึงที่สุด เจ็บก็ให้เจ็บจริงๆ ถ้ามันอาลัยก็ให้อาลัยจริงๆ สนุกสนานก็ให้สนุกสนานจริง คนที่จะเป็นนักร้องที่ดีต้องทำจุดนี้ให้ได้ เราจะใช้วิธีการอย่างไรให้คนฟังเกิดความรู้สึกคล้อยตามไปกับเพลงที่เราร้องด้วย แล้วมันจะทำให้เรามีความสุขมาก และคนฟังก็มีความสุขด้วย

...ถ้าถามผมถึงความสุขในชีวิต ผมมองความสุขเบื้องหลัง ว่าอดีตที่ผ่านมาเราก็เคยมีความสุข และเราจะใช้มันต่อสู้ชีวิตได้ดีขึ้น แต่ขณะเดียวกันผมก็มองความเป็นไปของชีวิตเบื้องหน้า ชีวิตก็ต้องก้าวไปข้างหน้า"

หลายคนรู้จักรักชอบ สุเทพ วงศ์กำแหง เพราะประทับใจในเสียงร้อง "ขยี้แพรบนฟองเบียร์" บางคนหัวเราะ ร้องไห้ ซึ้งใจกับหลากหลายบทเพลงของเขา แต่แท้จริงแล้ว เบื้องหลังสมุดเพลง ท่วงทำนอง เนื้อร้องแห่งชีวิตที่ สุเทพ วงศ์กำแหง เขียนขึ้นเองนี้ บ่งบอกว่า เส้นทางชีวิต ๘๐ ปีของศิลปินนักร้อง "คนขายเสียง" คนหนึ่งไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เพราะความมุ่งมั่นใฝ่ฝันที่จะ "ขายศรัทธา ค้าเสียง เลี้ยงชีวิน" จึงเดินทางมาถึงจุดที่ยืนอยู่ในฐานะนักร้องชื่อดังตลอดกาลเช่นทุกวันนี้

"ปราชญ์ว่าอย่าเพ้อฝันแต่จงใฝ่ฝัน เพราะความใฝ่ฝันให้คุณอนันต์เกินค่า" คล้ายว่าเสียงร้องนุ่มๆของ สุเทพ วงศ์กำแหง แว่วมาเป็นบทสรุปถึงความหมายอันงดงามของความใฝ่ฝันไว้เช่นนี้...