หมู่บ้านรถไฟ

เรือน/ชาน/บ้านเก่า

เรือนพักอาศัยของข้าราชการในสังกัดต่างๆ ทั้งที่เป็นพลเรือน ทหาร ตุลาการ และอัยการ ที่เป็นเรือนสมัยแรก ค่อยๆ หายไป เมื่อส่วนราชการนั้นๆ ได้งบประมาณมาก่อสร้างอาคารใหม่

ยกเว้นก็แต่ศาลากลางจังหวัด ที่มักเปลี่ยนการใช้งานไปเป็นพิพิธภัณฑ์

เรือนชุดหนึ่งที่น่าจะรอเวลาถูกรื้อเพราะเหตุเดียวกัน คือสถานีรถไฟ และเรือนพักของข้าราชการกรมรถไฟสมัยโน้น (หรือพนักงานการรถไฟ สมัยนี้)

และเมื่อการรถไฟมีดำริทำโครงการพัฒนาย่านมักกะสันบางส่วนเป็นศูนย์การค้าเพื่อหารายได้ แนวโน้มยิ่งชัดเจน

แต่ละคนมองมักกะสันจากมุมที่ต่างกัน

สำหรับผู้เขียน เห็นมักกะสันจากมุมสูง

นั่งรถไฟจากสถานีพญาไทไปสนามบินสุวรรณภูมิ มองเห็นเรือนยอดของต้นไม้ปกคลุมเป็นพืดไป เหมือนมีป่ากลางกรุง ดูแล้วสบายตา สบายใจ

ต้นไม้จำนวนมากช่วยฟอกอากาศให้กรุงเทพมหานครได้อย่างดี แถมยังมีบึงใหญ่เป็นที่รับน้ำในฤดูฝนอีกด้วย

หลังคาโบกี้รถไฟ และอาคารที่ทิ้งร้างโผล่ขึ้นมารำไร ท่ามกลางพรมธรรมชาติสีเขียว แฝงความลึกลับจนคิดว่าน่าจะทำเส้นทางเดินป่าเหลือเกิน

มองแบบโรแมนติคแบบนี้ คนที่อยู่บนดินคงไม่ชอบใจนัก เพราะความรกร้างมักมากับอันตรายที่ป้องกันยาก

อย่างไรก็ตาม ตรงนี้ยืนยันว่า "ขอเพียงมนุษย์หยุดทำลายต้นไม้สักพักหนึ่ง ป่าธรรมชาติก็จะค่อยๆ คืนมา"

การพัฒนาที่ดินให้เป็นศูนย์การค้า หมายความว่าพื้นที่รองรับน้ำและพื้นที่สีเขียวจะหายไปจากกรุงเทพฯ อีกหย่อมใหญ่ และการจราจรจะติดขัดยิ่งขึ้น

ทางโครงการรับรู้ความกังวล และวางแผนจะคงพื้นที่สีเขียวไว้เป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้เปอร์เซ็นต์และอันที่จริงส่วนที่จะพัฒนาไม่ใช่ทั้งหมดแต่เป็นบางส่วนเท่านั้น

ทว่าเสียงทักท้วงยังมีอยู่

ทั้งสองฝ่ายยังต้องปรับคลื่นความคิดให้ตรงกัน และสร้างความไว้วางใจในกันและกันให้มากขึ้น

คำว่า "พื้นที่สีเขียว" ให้ความหมายที่ต่างกันไปในใจของแต่ละคน

บางคน "เขียว" เพียงเปลือก คือจำกัดบริเวณของต้นไม้ด้วยลานซีเมนต์และคอกล้อม มีหญ้าฉาบประดับประดาบนผิวดิน ลึกลงไปใต้ผิวดินและต้นไม้ที่ล้อมมาปลูก คือที่จอดรถ

บางคน "เขียว" ทั้งแท่ง คือ ๑. ปลูกต้นไม้แต่เล็ก ให้ค่อยๆ เติบโตตามธรรมชาติ ๒. พื้นที่เอื้อให้ต้นไม้หยั่งรากลึก เพื่อเติบโตเป็นไม้ใหญ่แข็งแรง ให้ร่มเงายาวนานเป็นร้อยปี ๓. ปลูกต้นไม้พื้นถิ่น ที่เหมาะกับภูมิอากาศบ้านเรา

ลึกลงไปในความคิดนี้ก็คือ การคงผืนดินไว้ให้น้ำซึมลงไปได้ และการไม่ฝืนธรรมชาติ ซึ่งจะประหยัดพลังงานทุกขั้นตอน

เรื่องพื้นที่สีเขียวและการออกแบบภูมิสถาปัตย์ให้คงความเป็นธรรมชาตินี้ ชวนให้นึกถึงการถกเถียง (นอกเวที) ที่สถาบันแห่งหนึ่งในการสร้างหลักสูตรที่จะได้ใบประกอบวิชาชีพภูมิสถาปัตย์ หลักสูตรที่อาจจะเป็นได้คือ landscape architecture (ภูมิสถาปัตยกรรมศาสตร์) กับ environmental landscape design (การออกแบบภูมิทัศน์และการจัดการสิ่งแวดล้อม)

ฝ่ายแรกเน้นสถาปัตย์ เพราะ "ที่ไหนๆ ก็ทำแบบนี้ทั้งนั้น งานออกแบบต้องเป็นหลัก"

อีกฝ่ายอยากให้คิดใหม่ทำใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการของสังคมสมัยใหม่ ที่ต้องการอยู่กับธรรมชาติมากขึ้น งานออกแบบต้องไม่ฝืนธรรมชาติ

ฝ่ายหลังได้ใจคนที่เคยเห็นผลงานน่าสยองของสถาปนิกบางคนที่แปลงผืนดินดีๆ เป็นลานซีเมนต์หลากลาย เพราะต้อง "ออกแบบ" แล้วเสริมลานซีเมนต์ด้วยการเนรมิตต้นไม้มาประดับประดาแบบโตแล้วเรียนลัด

ความจำเป็นที่ผู้ออกแบบจะต้องรู้เรื่องพืชพรรณมีมากขึ้น เมื่อการใช้ต้นไม้เป็นหนึ่งในหัวใจหลักที่ลูกค้าต้องการจากนักออกแบบด้านภูมิทัศน์

โดยนัยนี้ ภูมิสถาปัตย์ควรเป็นเรื่องของการจัดวางความสัมพันธ์ที่กลมกลืนระหว่างดิน น้ำ ต้นไม้ ความลาดชันของพื้นที่ ฯลฯ ความรู้เรื่องต้นไม้และสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติจึงจำเป็นไม่น้อยไปกว่า หรือมากกว่างานออกแบบสิ่งปลูกสร้าง

แต่เราไม่จำเป็นต้องชี้ขาดว่า "ถ้าไม่เอาแบบนี้ก็ต้องแบบโน้น" (either.. or..) หรือแม้แต่เลือกสร้างหลักสูตรแบบจับบวกสอง (both ... and...) ด้วยการให้ทำเป็นสหสาขาวิชา

วิธีการที่น่าจะเกิดขึ้นคือ เปิดโอกาสให้นักศึกษาเป็นผู้เลือก ว่าจะเลือกเรียนเน้นแบบไหนก็ได้

ความเป็นสหสาขาวิชา หรือการเลือกผสมหลักสูตรเอง ดีแน่ ถ้านักศึกษาเลือกผสมวิชาเองได้ ภายในเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนด

แต่ถ้าในมหาวิทยาลัยขาดการร่วมแรงร่วมใจกัน และมุ่งแย่งกันเด่น แข่งกันในทางลบ ก็เป็นกรรมของนักศึกษา...และสังคมไทย

ในสังคมที่เปิดกว้างแบบเมืองไทย คงไม่นานเกินจะรอดูผลจากทางเลือกที่สถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งเลือกเดิน

ถ้ามหาวิทยาลัยไม่สร้างบัณฑิตที่สนองตอบความต้องการของสังคมดีพอ ก็จะมีต่างประเทศเข้ามาแย่งงานไปเอง

 

นำโจทย์เรื่องภูมิสถาปัตย์วกกลับมามองเรือนไม้เก่าของการรถไฟ และมองแบบร่างของ "ว่าที่" ศูนย์การค้ามักกะสัน เท่าที่เห็น เกิดคำถามในใจว่า ไม่มีทางออกที่ดีเลยหรือ ระหว่างการต่อต้านการสร้างอะไรๆ ทั้งหมด กับการสร้างแบบมีสีเขียวไปงั้นๆ

ในฐานะชาวกรุงเทพฯคนหนึ่ง บอกได้ว่าตัวเองอยากเห็นการรถไฟกันพื้นที่ออกเป็น ๓ ส่วน

๑. ส่วนอาคารสูงสมัยใหม่ พร้อมที่จอดรถสำหรับทั้งบริเวณ เป็นพื้นที่หนาแน่นแนวตั้ง ในส่วนนี้สิ่งปลูกสร้างและรถเป็นใหญ่ กำไรที่เป็นตัวเงินเป็นประเด็นหลัก

๒. ส่วนสวนธรรมชาติของต้นไม้ไทย ส่วนนี้ต้นไม้กับคนเดินเท้าเป็นใหญ่ จักรยาน (รถถีบ) จะเข้ามาผสมโรงด้วยก็ได้ ส่วนนี้สิ่งแวดล้อมเป็นใหญ่ ประโยชน์ต่อสังคมเป็นประเด็นหลัก

๓. ส่วนพื้นที่การค้าแนวราบ เป็นพื้นที่กึ่งหนาแน่น โดยต้นไม้ คนเดินเท้าที่มารถสาธารณะ กับร้านค้า ได้สัดส่วนกันอย่างเหมาะสม

บ้านเก่าทั้งที่นิคมมักกะสันและที่อื่นๆ ตลอดจนสำนักงาน และสถานี ที่ไม่เหมาะกับการใช้งานอีกต่อไป อาจจะถูกยกย้ายมารวมกันไว้ที่มักกะสันในส่วนที่ ๓ นี้

ผลก็คือ เราจะได้หมู่บ้านเก่าของจริง ที่เปลี่ยนประโยชน์ใช้สอยจากที่พักอาศัยหรือสถานีรถไฟ เป็นร้านค้า ร้านอาหาร เรือนแรม โรงแรมเล็กๆ ชั้นดี ฯลฯ

การจัดสรรปันผ่านงานออกพื้นที่เช่นนี้ น่าจะเป็นการคงพื้นที่สีเขียวที่น่าเชื่อถือมากกว่าแบบที่ต้นไม้แค่แทรกแซม และมีโอกาสจะถูกโค่น เพื่อทำอาคารร้านค้าต่างๆ เพิ่มเติมในอนาคต เมื่อกระแสการเรียกร้องอ่อนแรงลง

ทางออกอื่นๆ ที่ได้ดุลยภาพระหว่างการสร้างอาคารสูง กับการรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมน่าจะมีอีกหลายทาง ขอเพียงมีผู้มีอำนาจตัดสินใจ และนักออกแบบที่ "ใจ" กับสีเขียว

คือตั้งใจจริง เข้าใจจริง และจริงใจจริงๆ