"เฉลิม ยะวังพล" ฝ่านาวา...นายท้ายเรือ

มืออาชีพ
ช่างภาพ: 

แม้การเดินทางสัญจรของผู้คนในยุคนี้จะมีรถเครื่องต่างๆ เป็นปัจจัยหลักเพื่อความสะดวกรวดเร็วและคล่องตัว แต่พาหนะโบราณอย่างเรือที่คนไทยต่างคุ้นเคยกันมานานแสนนานด้วยความที่เป็นเมืองแห่งแม่น้ำ ก็ยังคงมีผู้ใช้บริการอยู่ไม่ขาดสาย และในบางครั้งอาจจะไปถึงจุดหมายได้เร็วกว่าบนท้องถนนอีกด้วย

"มืออาชีพ" ฉบับนี้ ขอพาไปทำความรู้จักกับผู้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนเรือด่วน นำพาผู้คนหลากหลายจากต้นทางล่องตามลำน้ำไปสู่ปลายทางที่ต้องการด้วยประสบการณ์และความชำนาญมากว่า ๒๐ ปี สำหรับ "เฉลิม ยะวังพล" กับตำแหน่งนายท้ายเรือแห่งบริษัทเรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด

ชีวิตการทำงานเริ่มต้นของเขาก็คงเหมือนคนต่างจังหวัดสมัยก่อนที่เดินทางเข้ามาทำงานในเมืองหลวง จากเด็กหนุ่มอายุ ๑๗ ปี ชาวสกลนครมาเป็นช่างเครื่องของบริษัทนี้ จวบจนกระทั่งปัจจุบันที่เขาได้กลายเป็นผู้ขับขี่เรือที่เรียกว่า "นายท้ายเรือ" ซึ่งมีความสำคัญมากที่สุดบนเรือ

"ผมตามพี่สาวซึ่งเคยทำงานเป็นคนเก็บค่าโดยสารเรือของที่นี่เข้ามาทำงาน แรกๆก็เป็นช่างเครื่องก่อนครับ ไม่ได้มีความรู้อะไรมาก หน้าที่ของเราคือ ทุกเช้าก่อนเอาเรือออก ต้องดูน้ำมันเครื่อง น้ำในหม้อน้ำว่าพอหรือเปล่า ขาดไปก็ต้องเติม ดูความเรียบร้อย ทำความสะอาดเรือ แล้วก็มีหน้าที่เป็นคนคล้องเชือกเวลาที่เรือไปถึงแต่ละท่าก็จะต้องนำเชือกไปคล้องกับเสาท่า...

พอเราคุ้นเคยกับเรือมากขึ้น ก็เริ่มขยับขึ้นมาฝึกหัดเป็นนายท้ายเรือ แต่ก็ใช้เวลาอยู่นานหลายปีครับ เพราะการจะขึ้นมาขับเรือนั้นไม่ใช่ว่าทำกันได้ง่ายๆ เราต้องชำนาญงาน ต้องเก่ง ต้องรับผิดชอบชีวิตผู้โดยสารให้ได้ก่อน ถึงแม้ว่าจะมีคนตรวจเครื่องบนเรือแล้ว แต่เราก็ต้องตรวจสอบอีกครั้งเพื่อความแน่ใจก่อนนำเรือออกรับส่งผู้โดยสารทุกครั้งครับ"

สิ่งหนึ่งที่เจ้าตัวบอกว่า ต้องใช้เวลาฝึกฝนอยู่นานก็คือ การจอดที่ท่าเรือ ซึ่งมีแต่คนขับเรือเท่านั้นจะทราบว่า ต้องทำอย่างไรจึงจะกะระยะได้พอดี

"การเข้าจอดที่ท่า ต้องดูว่าผู้โดยสารเยอะไหม เรือหนักหรือเปล่า ดูทิศทางกระแสลมจากปลายธงที่ปลิวสะบัด น้ำขึ้นหรือลงมากไหม และการจอดท่าข้างขวาจะแตกต่างจากการจอดท่าข้างซ้าย ถ้าสังเกตจะเห็นว่าจอดด้านซ้ายจะนิ่มมาก เพราะด้านซ้ายเป็นข้างดูดของใบจักร คือเรือที่ขับจะแบ่งเป็นเรือเครื่องยนต์เดียวกับเรือสองเครื่องยนต์ เรือเครื่องยนต์เดียวจะมีใบจักรดูดซ้ายทั้งหมด เวลาถอยหลังจอดเรือก็จะง่ายกว่าข้างขวาที่พอเรายิ่งถอย เรือจะยิ่งห่างออกไปจากท่า ซึ่งจะต้องใช้วิธีที่เรียกว่า ข้างเหวี่ยง คือกะระยะ เดินหน้าเรือ พอรู้ว่าจะกระแทก ก็ต้องถอย ท้ายเรือจะออก ใช้ความสามารถเฉพาะตัวล้วนๆเลย เพราะเรือไม่มีเบรกเหมือนรถ ต้องอาศัยการดูลม ถ้าจะจอดต้องใช้เกียร์เดินหน้าหรือถอยหลังเพื่อให้เกิดความสมดุล ต้องกะกันอยู่นานครับกว่าจะจอดได้พอดี แต่ถ้าเป็นเรือสองเครื่องยนต์ก็จะง่ายกว่าเรือเครื่องยนต์เดียว เพราะมีใบจักรดูดซ้ายกับดูดขวา มันจะดูดคนละข้างช่วยกัน สามารถถอยให้ตรงได้เหมือนรถ แรกๆก็กลัวครับ ต้องจอดทวนน้ำเพราะจะมีแรงหนืดมากกว่าช่วยการบังคับเรืออีกแรง หรือเวลาล่องเรือไปจะชอบล่องทวนน้ำ เพราะยังฝึกไม่แข็งเท่าไร แต่พอชำนาญมากขึ้นประกอบกับเราเองก็ชอบการขับเรืออยู่แล้ว ทีนี้ก็ล่องไปตามน้ำได้เลยเพราะมันเร็วกว่า ไม่ช้าเหมือนล่องทวนน้ำอีกแล้ว เวลาจอดก็จอดตามน้ำแล้วครับ"

เรือด่วนที่ล่องแม่น้ำแบ่งออกเป็น ๒ ชนิด คือ เรือด่วนเครื่องเดียวกับเรือด่วนสองเครื่องยนต์ บางลำก็วิ่งได้ ๔ เที่ยว และ ๖ เที่ยว เรือเครื่องเดียวบรรทุกผู้โดยสารได้ ๙๐ คน ส่วนเรือสองเครื่องยนต์จุได้ ๑๒๐-๑๕๐ คน แต่หากเป็นช่วงเวลาหนาแน่นคือ ช่วงเช้าและเย็น เรือเครื่องเดียวก็อาจรับจำนวนได้เท่ากับเรือสองเครื่องยนต์ และเรือสองเครื่องยนต์ก็จะบรรทุกได้ถึง ๒๐๐ คน

"สาเหตุที่เรือยังวิ่งไปได้อยู่ก็เพราะผู้โดยสารจะขึ้นลงท่าเรืออยู่ตลอดเวลา บางท่าอาจขึ้นไป ๓๐ คนลงมาอีก ๒๐ คน ซึ่งทำให้เรือไม่หนักจนเกินไป เรือช่วงกลางวันคนไม่มากก็จะใช้เรือเครื่องยนต์เดียว เป็นเรือธงส้ม แต่พอช่วงคนเยอะๆไปทำงานตอนเช้าสักหกถึงเก้าโมงเช้า กลับมาบ้านตอนเย็น สี่โมงเย็นถึงหนึ่งทุ่ม ช่วงนั้นก็จะระดมเรือทั้งสองแบบออกมาให้บริการหมดเลย และเรือจะต้องวิ่งด้านขวาของใครของมันเสมอครับตามหลักสากลการเดินเรือ"

นายท้ายเรือบอกว่า เขาเคยทำงานบนเรือด่วนที่ยังใช้ระฆังตีเป็นสัญญาณ มีเกียร์และคันเร่งคล้ายรถยนต์ ซึ่งปัจจุบันได้ปลดระวางไปแล้ว ตอนนี้เรือด่วนได้เปลี่ยนมามีแผงควบคุมบังคับไว้ที่ด้านหน้าเรือทั้งหมด คันเร่งกับเกียร์ก็อยู่ในที่เดียวกัน อาศัยมือบังคับเพียงอย่างเดียว ไม่ต้องใช้เท้าเหยียบอีกต่อไป แต่เขาก็บอกว่า ถึงอย่างไรก็ต้องพึ่งพาอาศัยเสียงนกหวีดอยู่ตลอดเวลาที่รับส่งผู้โดยสาร เรียกว่า ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้โดยสารและเวลาเป็นองค์ประกอบสำคัญ

"ก่อนจะออกจากท่าเรือ เราต้องดูผู้โดยสารก่อนว่าลงเรือหมดหรือยัง เรือที่วิ่งจะยาว ๓๐ เมตร คนขับข้างหน้าจะมองไม่เห็นท้ายเรือก็ต้องอาศัยเด็กท้ายเรือเป็นคนเป่านกหวีดเป็นสัญญาณที่รู้กันระหว่างคนขับเรือกับคนเป่า ถ้าเป่าสองครั้งคือถอยหลัง เป่าสามครั้งคือเดินหน้า แต่ถ้าเป่าปรี๊ดเดียวสั้นๆคือ หยุด ทั้งสองคนนี้จะทะเลาะกันไม่ได้เลย (หัวเราะ) บางทีถ้าผู้โดยสารวิ่งมา กำลังจะกระโดดลงเรือ ถ้าคนขับไม่ฟังเสียงนกหวีดแล้วออกไปก่อน ก็ทำให้เขาตกน้ำได้ แล้วก็จะจับคู่กันทำงานไปอย่างนี้ตลอดจนกว่าจะมีใครลาออก คนใหม่เข้ามาก็ต้องมาทำความคุ้นเคยกัน คอยช่วยเหลือกัน...

แล้วเราก็ต้องทำเวลาให้ผู้โดยสารด้วย เพราะส่วนใหญ่เขาหนีจากนั่งรถมาลงเรือ เราจะมีเวลาการเดินเรือที่กำหนดไว้ให้ผู้โดยสารรู้ว่า ถ้าคุณนั่งเรือธงเหลืองจากต้นทางท่าน้ำนนท์ฯ ไปปลายทางท่าสาทร คุณไปถึงได้ไม่เกิน ๔๕-๕๐ นาที ถ้าคุณนั่งเรือธงส้มซึ่งจะจอดที่ท่าน้ำบ่อยกว่าเรือธงเหลือง คุณก็จะไปถึงภายใน ๑ ชั่วโมง ช้าเร็วบวกลบไม่เกิน ๕ นาที ถ้าเกินกว่านั้น ผู้โดยสารจะรู้เลยว่าเกิดอะไรที่ผิดปกติหรือเปล่า"

ชีวิตย่อมมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอ อุบัติเหตุทางน้ำก็เป็นสิ่งหนึ่งที่นายท้ายเรือจะต้องพึงระลึกไว้เสมอ หากเกิดเหตุดังกล่าวขึ้นจะต้องพยายามทำสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อรักษาชีวิตผู้โดยสารไว้ได้ทันท่วงที

"เราต้องรู้วิธีการช่วยเหลือคนตกน้ำครับ ทางบริษัทจะให้พนักงานเข้าอบรมการช่วยเหลือคนตกน้ำ หรือไฟไหม้จากหน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น ตำรวจน้ำ กรมเจ้าท่า หน่วยกู้ภัย ในส่วนของคนตกน้ำ สิ่งแรกที่นายท้ายต้องรู้ก่อนคือ ผู้โดยสารตกฝั่งไหนของเรือ ถ้าตกซ้าย ต้องหันหัวเรือเข้าไปทางซ้ายเพื่อที่ท้ายเรือซึ่งมีใบพัดอยู่จะได้ออกห่างจากผู้โดยสารที่ตกลงไป ถ้าตกขวาก็หันหัวเรือไปทางขวาเช่นกัน เด็กช่างเครื่องก็ต้องบอกนายท้ายแล้วดับเครื่องยนต์ โยนห่วงชูชีพซึ่งมีทั้งแบบห่วงและแบบแบนให้ผู้โดยสาร และช่างเครื่องก็โดดตามลงไปพร้อมชูชีพอีกต่างหาก เพราะฉะนั้น นอกจากการเป่านกหวีดเสียงดังฟังชัดแล้ว ช่างเครื่องก็จะต้องว่ายน้ำเป็น และถูกฝึกให้กระโดดลงน้ำเสมอหากมีอุบัติเหตุ บางคนลงไปไม่หยิบชูชีพไปก็อาจจะโดนฉุดลงน้ำไปด้วย"

คุณเฉลิมบอกว่า จากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา นายท้ายเรือที่ดีนั้นมีอยู่ ๓ ข้อคือ สายตาดี หูฟังชัด และมีทักษะการขับเรือ ซึ่งแม้เขาจะทำงานมานานกว่า ๒๗ ปีแล้ว แต่ก็ต้องมีความระมัดระวังติดตัวอยู่ทุกครั้งเมื่อเดินเรือแต่ละเที่ยว

"เวลาขับเรือ เราต้องพยายามมองไปให้ไกลและกว้างที่สุดครับ สายตาของนายท้ายเรือจะมีการวัดกันทุกปี ถ้าคนไหนสายตาพร่าก็จะต้องตัดแว่น ยิ่งหากเราขับเรือช่วงหัวค่ำ เวลากลางคืน ยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังเพิ่มขึ้นกว่าตอนกลางวัน เพราะจะมีพวกเรือเล็กๆ มาหาปลา หากุ้ง หรือเรือแจวที่เขาไม่ได้ติดไฟไว้ด้านบนเหมือนเรือด่วนที่เรียกว่า ไฟเดินเรือ มาล่องในแม่น้ำด้วย ถ้าฝนตกตอนกลางคืนยิ่งต้องระวังมากที่สุด ลมแรงก็แทบจะมองไม่เห็นท้ายเรือเลย ละอองฝนทำให้เรามองเห็นสภาพไม่ชัด ก็ต้องให้เด็กท้ายเรือเป่านกหวีดให้เสียงดังเข้าไว้ พวกกอสวะ ผักตบ หรือขยะต่างๆ ก็มีผลต่อการเดินเรือครับ เวลาเรือวิ่ง เครื่องจะดูดพวกนี้เข้าไปอุดตันในเรือ ก็ต้องดึงออกตอนล้างเรือ บางทีมีขอนไม้ใต้น้ำไปโดนใบจักร ก็สร้างความเสียหายเหมือนกัน ต้องคอยตรวจให้ดี ลำไหนถ้าวิ่งเกิน ๑๐ ปีแล้ว ก็เตรียมตัวปลดระวาง อาจจะปรับเปลี่ยนไปวิ่งระยะสั้นแทน"

ตั้งแต่เป็นนายท้ายเรือ เขาได้รับความรู้หลายอย่างที่น้อยคนนักจะได้รับทราบ นั่นคือ การช่วยเหลือชีวิตคนในช่วงคับขัน เขายอมรับว่าถ้าไม่ได้ทำงานตรงนี้ก็อาจจะไม่มีวันรู้ได้เลยสำหรับคนคนหนึ่งที่จบการศึกษามาไม่มาก และสิ่งสำคัญที่เขาได้เกินคาดคิดก็คือ ตลอดระยะเวลาที่ขับเรือ เขาได้พบเจอผู้โดยสารหลายคนที่คุ้นหน้าคุ้นตากันจนเหมือนกับเป็นเพื่อนของเขาไปแล้วนั่นเอง

เป็นมิตรภาพที่เกิดขึ้นบนเรือ และคือความสัมพันธ์อันดีจากการทำงานที่เขารักมาโดยตลอดนั่นเอง