ท่านผู้หญิงดุษฎีมาลา มาลากุล ณ อยุธยา

สตรีไทยผู้มีชีวิตอยู่ ๕ แผ่นดิน
ห้องสมุดสกุลไทย

"ไทย" เป็นชาติอารยะ มีวัฒนธรรม ประเพณีอันดีงามมาแต่โบราณกาล ความดีงามดังกล่าวได้หล่อหลอมชนในชาติให้เจริญรุ่งเรืองโดยลำดับตลอดทุกยุคสมัย แต่ความเจริญรุ่งเรืองของวัฒนธรรมจักไม่ปรากฏ และมิสามารถดำรงอยู่ได้หากปราศจากผู้เกื้อหนุนผลักดัน โดยเฉพาะ "สตรีไทย" มีบทบาทสำคัญช่วยนำพาให้วัฒนธรรมประเพณีที่ดีของไทยยืนหยัดทัดเทียมสากลได้ตราบจนถึงปัจจุบัน สตรีไทยกอปรด้วยความสามารถ คล่องแคล่ว อุตสาหะ รักงาน มุ่งปฏิบัติภารกิจเพื่อสังคม และประเทศชาติ สตรีท่านหนึ่งดำรงคุณสมบัติดังกล่าวข้างต้น ทั้งยังมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์แห่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ทุกพระองค์สืบมาตลอดชีวิตอันยาวนานถึง ๕ รัชกาล จนอาจกล่าวขานกันว่า "สตรีห้าแผ่นดิน" สตรีท่านนั้นคือ "ท่านผู้หญิงดุษฎีมาลา มาลากุล ณ อยุธยา"

ท่านผู้หญิงดุษฎีมาลา มาลากุล ณ อยุธยา สกุลเดิมคือ "ไกรฤกษ์" เกิดในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปีมะโรง วันที่ ๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๔๗ ณ ตำบลตึกแดง ใกล้ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งธนบุรี เป็นบุตรีคนที่ ๒ ของเจ้าพระยามหิธร  (ลออ ไกรฤกษ์) ขณะได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "พระยาจักรปาณีศรีศีลวิสุทธิ์" และ ท่านผู้หญิงกลีบ มหิธร มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๑๒ คน บิดาตั้งนามบุตรและธิดา ๕ คนแรกตามราชทินนามที่ได้รับพระราชทานในขณะนั้น โดยแยกราชทินนามออกแต่ละคำคือ "จักร" "ปาณี" "ศรี" "ศีล" "วิสุทธิ์" และนำชื่อเหรียญตราที่ได้รับพระราชทานมาตั้งนามของบุตรีอีก ๒ คน คือ "ดุษฎีมาลา" และ "รัตนาภรณ์" โดยเฉพาะเหรียญดุษฎีมาลาเข็มศิลปวิทยาเป็นเหรียญที่ท่านได้รับพระราชทาน เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๐ ก่อนท่านผู้หญิงดุษฎีมาลากำเนิด ๗ ปี เพราะสอบได้เนติบัณฑิตชั้นที่ ๑ คนแรกของประเทศไทย ด้วยเหตุนี้บรรดาญาติสนิทและผู้ใกล้ชิดจึงเรียกท่านผู้หญิงดุษฎีมาลาว่า "คุณเหรียญ"

เมื่อเยาว์วัยบิดามารดาได้เลี้ยงดู ท่านผู้หญิงดุษฎีมาลา มาลากุล ณ อยุธยา อย่างสมัยใหม่ อาทิไม่ได้โกนผมไฟเช่นเด็กทั่วไป ทั้งตามใจจนเป็นเด็กดื้อ มารดาจึงให้เข้าโรงเรียนพร้อมพี่สาว คือ คุณหญิงศรี ไชยยศสมบัติ เมื่ออายุไม่เต็ม ๔ ปี เป็นนักเรียนชั้นมูลคืบ โรงเรียนราชินี ครูผู้สอนอ่านเขียนระยะแรกคือ คุณหญิงภรตราชา แต่เพราะดื้อและเยาว์วัยจึงไม่สนใจเรียนเหมือนเด็กทั่วไป อย่างไรก็ตามท่านยังได้ร่วมแสดงชุด "รำธงช้าง" ถวายสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ ในงานประจำของโรงเรียน

เมื่อศึกษาในโรงเรียนได้ปีเศษ เกิดเหตุจำเป็นในครอบครัว บิดาจึงให้ยุติการเรียนในโรงเรียนระยะหนึ่ง และให้เรียนที่บ้านกับ นายเปล่ง ดิษยบุตร (หลวงนัยวิจารณ์) เลขานุการส่วนตัวของบิดา จนถึง พ.ศ.๒๔๕๔ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเข้าศึกษาต่อ ณ โรงเรียนราชินีอีกครั้งหนึ่ง ในฐานะนักเรียนในพระองค์สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ พระพันปีหลวง เนื่องจากได้ถวายตัวเป็นข้าหลวงเรือนนอกในพระองค์ฯ

ท่านผู้หญิงดุษฎีมาลา มาลากุล ณ อยุธยา ได้ศึกษาชั้นมูลคืบ ค ข ก เป็นเวลา ๓ ปี แล้วจึงศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา มี หม่อมเจ้าหญิงศรีคทาลัย เทวกุล และ หม่อมเจ้าหญิงอัจฉราฉวี เทวกุล เป็นครูประจำชั้นมูลคืบ ค และประถมศึกษาปีที่ ๑ ตามลำดับ นอกจากนั้นเมื่อศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ขณะนั้นคือ มัธยมศึกษาปีที่ ๗-๘) จึงได้ศึกษาวิชาต่างประเทศ เรียนเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส มีหลวงเรี่ยมวิรัชพากย์เป็นครูสอนฝรั่งเศส และ มิสซิสเบรียลี่ มิสซิสแคมเบล เป็นครูสอนวิชาภาษาอังกฤษจนสำเร็จหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พ.ศ.๒๔๖๖

ท่านผู้หญิงดุษฎีมาลา มาลากุล ณ อยุธยา ยังได้ศึกษาขนบประเพณีไทยกับ คุณท้าวนารีวรคณารักษ์ (แจ่ม ไกรฤกษ์) ผู้เป็นป้า ซึ่งถวายตัวเป็นเจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และอยู่ในราชสำนักสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ อย่างไรก็ตามประสบการณ์ที่ท่านผู้หญิงดุษฎีมาลาได้รับขณะนั้น ทำให้ท่านมีทัศนคติในการสืบทอด อนุรักษ์ และจรรโลงขนบประเพณี และวัฒนธรรมอันดีงามของไทย ประจวบกับการเจริญรอยตามพระราชนิยมในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่โปรดการแสดงละคร ทำให้ท่านผู้หญิงดุษฎีมาลารักและสนใจการแสดงอย่างมาก จนเป็นพื้นฐานให้ท่านจัดแสดงละคร โดยตั้งคณะละคร "สโมสรละครสมัครเล่น" เพื่อแสดงละครการกุศล และริเริ่มจัดประกวดมารยาทของนักเรียน นักศึกษา ตลอดจนเขียนตำรับตำราอันเกี่ยวเนื่องกับมารยาทอันเป็นขนบประเพณีวัฒนธรรมของไทยที่เด็กไทยพึงปฏิบัติในสมัยต่อมา

ชีวิตในวัยทำงาน ท่านผู้หญิงดุษฎีมาลี มาลากุล ณ อยุธยา เริ่มเรียนรู้งานจากบิดา ระยะแรกเป็น "เสมียน" เขียนหนังสือตามคำบอก พิมพ์ดีดตามที่ได้รับมอบ ตลอดจนให้รับใช้ติดสอยไปตามสถานที่ต่างๆ ระยะต่อมาจึงเป็น "เลขานุการ" ส่วนตัวของบิดา เช่น แปลข่าว บทความในหนังสือพิมพ์บางกอกไทมส์ สยามออบเซอเวอร์เป็นภาษาไทยทุกวัน มีหน้าที่ถอนฝากเงิน ณ ธนาคารทุกวัน ควบคุมเงินใช้จ่ายในบ้าน นอกจากนี้ยังปฏิบัติหน้าที่ผู้ช่วยราชเลขาธิการในเรื่องราชการ และเรื่องที่เป็นความลับต่างๆ ทำให้ท่านผู้หญิงดุษฎีมาลามีประสบการณ์ และความรู้รอบตัวกว้างขวางกว่าบุคคลทั่วไป

ในรัชกาลที่ ๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ ท่านผู้หญิงดุษฎีมาลา มาลากุล ณ อยุธยา เป็นนางพระกำนัล (Maid of Honour) ในสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เพื่อตามเสด็จไปในงานพระราชพิธีต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ

๒๔๖๘ (นางพระกำนัลที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งมี ๔ คน คือ หม่อมราชวงศ์พันธุ์ทิพย์ เทวกุล ประยงค์ สุขุม ดุษฎีมาลา ไกรฤกษ์ (ท่านผู้หญิงดุษฎีมาลา มาลากุล ณ อยุธยา) และ โพยม ณ นคร และโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนางสนองพระโอษฐ์ ๒ คน คือ หม่อมพร้อย กฤดากร ณ อยุธยา และ หม่อมหลวงคลอง ไชยันต์)

ครั้นถึงวัยสมควรมีครอบครัว ท่านผู้หญิงดุษฎีมาลา มาลากุล ณ อยุธยา ได้รับหมั้นกับ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ซึ่งเป็นนักเรียนมหาดเล็กรับใช้และเป็นเพื่อนกับพี่ชาย (นายปาณี ไกรฤกษ์ หรือนายจ่ายวด) เป็นบุตรของเจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (หม่อมราชวงศ์เปีย มาลากุล) และ ท่านผู้หญิงเสงี่ยม พระเสด็จสุเรนทราธิบดี เมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๗๔ มี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเป็นผู้ใหญ่สู่ขอ และสมรสเมื่อวันจันทร์ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๔ ตรงกับวันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ.๒๔๗๔ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คู่สมรสเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ในวันที่ ๙ มีนาคม พ.ศ.๒๔๗๔ ทรง "รับไหว้" ด้วยเงิน ๕ ชั่ง ส่วนสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี พระราชทานจี้ทับทิม พร้อมสร้อยข้อมือทับทิมล้อมเพชร ๑ สาย

ระยะแรกสมรสนั้น ท่านผู้หญิงดุษฎีมาลา มาลากุล ณ อยุธยา พำนัก ณ บ้านราชวิถี ๒-๓ ปี แล้วย้ายไปอยู่บ้านของ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ที่ถนนหลานหลวง จนถึง พ.ศ.๒๔๗๙ จึงย้ายไปพำนักถาวร ณ บ้านปลูกใหม่ที่ซอยไชยยศ (สุขุมวิท ๑๑) ถนนสุขุมวิท โดยไม่มีทายาทสืบสกุล

ภายหลังการสมรสครบ ๕๓ ปี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ทรงพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล และ ท่านผู้หญิงดุษฎีมาลา มาลากุล ณ อยุธยา เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเพื่อพระราชทานน้ำสังข์ด้วยพระมหาสังข์ทักษิณาวรรต เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๘ เวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา

ท่านผู้หญิงดุษฎีมาลา มาลากุล ณ อยุธยา เริ่มมีบทบาททางสังคมในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ โดยเฉพาะในวงการศึกษา ท่านได้ประพันธ์ บทไหว้ครู ให้แก่กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อครั้ง หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสามัญศึกษา พ.ศ.๒๔๗๗ บทร้อยกรองดังกล่าวได้รับบันทึกชมเชยจาก พลโท ประยูร ภมรมนตรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการขณะนั้นว่า "คำไหว้ครูนี้ใช้ได้ดี ขอขอบคุณผู้แต่ง ซึ่งไม่ทราบว่าผู้ใด" (เพราะท่านแต่งโดยสงวนนาม) บทไหว้ครูนี้เป็นที่ยอมรับและกล่าวขานกันทั่วในสังคม เพราะได้ใช้กันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่าหกสิบปี ผู้ประพันธ์ได้เรียงร้อยถ้อยคำด้วยภาพลักษณ์ของศิษย์ที่สำนึกถึงพระคุณแห่งครูบาอาจารย์ ผู้ประสาทวิชาความรู้จนสำเร็จการศึกษาได้บำเพ็ญประโยชน์เพื่อประเทศชาติ ดังความว่า

"ข้าขอประณตน้อมสักการ บูรพคณาจารย์

ผู้กอปรเกิดประโยชน์ศึกษา

ทั้งท่านผู้ประสาทวิชา อบรมจริยา

แก่ข้าในกาลปัจจุบัน

ข้าขอเคารพอภิวันทน์ ระลึกคุณอนันต์

ด้วยใจนิยมบูชา

ขอเดชกตเวทิตา  อีกวิริยะพา

ปัญญาให้เกิดแตกฉาน

ศึกษาสำเร็จทุกประการ อายุยืนนาน

อยู่ในศีลธรรมอันดี

ให้ได้เป็นเกียรติเป็นศรี ประโยชน์ทวี

แก่ชาติและประเทศไทยเทอญ"

ท่านผู้หญิงดุษฎีมาลา มาลากุล ณ อยุธยา เป็นผู้สนใจใฝ่หาความรู้ และเพิ่มพูนประสบการณ์ แล้วนำผลที่ได้รับต่างๆมาถ่ายทอดสู่ชนชาวไทยในประเทศ เช่น เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๑ ได้เดินทางรอบโลกครั้งแรกพร้อมกับสามี ซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้น เพื่อไปประชุมองค์การศึกษาสหประชาชาติ ณ ประเทศเลบานอน ทัศนาการศึกษาแผนใหม่ ณ ประเทศอังกฤษ และประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างนั้นท่านผู้หญิงดุษฎีมาลามีโอกาสได้ชมมหาอุปรากรเรื่อง "เฟ้าสต์" "มาดามบัตเตอร์ฟลาย" และ "ไดโดกับอีเนียส" ณ ประเทศอังกฤษ เป็นผลให้ท่านได้นำเรื่องดังกล่าวมาแปลเป็นบทละครให้ชาวไทยได้ศึกษา และครั้งนั้นท่านยังประพันธ์เรื่องราวต่างๆที่เป็นประสบการณ์ในการเดินทางเป็นหนังสือชื่อ "นิราศเมืองไทยไปรอบโลก"

นอกจากนั้นท่านยังได้ติดตามสามีไปต่างประเทศอีกหลายครั้ง บางครั้งท่านขออยู่ศึกษาภาษาเพิ่มเติมให้ลึกซึ้งเพียงลำพังต่ออีกหลายเดือน โดยใช้จ่ายด้วยเงินส่วนตัว ผลที่ได้รับจากประสบการณ์รอบด้านทำให้ท่านสนใจการประพันธ์ต่างๆตลอดจนการแปลบทละครของ วิลเลี่ยม เชคสเปียร์ เช่น ฝัน ณ คืนกลางฤดูร้อน แปลเทพนิยายของ แฮนส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน เช่น คนเลี้ยงหมู เครื่องทรงชุดใหม่ของพระราชา ชัมแบลิช่า นางเงือกน้อย นกไนติงเกลของพระเจ้ากรุงจีน เจ้าหญิงบนเมล็ดถั่ว ฯลฯ แปลคำประพันธ์ภาษาอังกฤษเรื่อง Poor Mother เป็นคำประพันธ์กลอนแปลเรื่อง แม่เอ๋ยแม่ ทำให้มีวรรณกรรมหลากหลายประเภท ทั้งบทความ สารคดี นิทาน หนังสือสำหรับเด็ก บทละครแปล ร้อยกรอง บทเพลงประจำสถานศึกษา ฯลฯ ที่สำคัญคือบทประพันธ์ที่เกี่ยวกับมารยาท วัฒนธรรม ประเพณีไทยที่มุ่งเน้นให้เด็กไทยมีมารยาทงดงาม รักษารูปลักษณ์ขนบวัฒนธรรมและประเพณีไทยให้คงอยู่สืบไป เช่น มารยาทไทย มารยาทอันเป็นวัฒนธรรมทางประเพณีไทย และมรรยาทเล่มน้อย ซึ่งเล่มหลังนี้ได้พิมพ์เผยแพร่กว่า ๒๐ ครั้ง รวมทั้งเพลง มหาวชิราวุธราชสดุดี หนึ่งในสิบเพลงที่ประพันธ์ให้แก่วชิราวุธวิทยาลัย และใช้เป็นเพลงประจำโรงเรียนจนถึงปัจจุบัน ประพันธ์บทละครเรื่องแม่ เพื่อแสดงในงานวันแม่ตามที่ ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ขอความร่วมมือ และรับเป็นกรรมการจัดงานวันแม่ด้วย นอกจากนั้นยังริเริ่มงานเฉลยปัญหา ราชาศัพท์ จัดงานสัปดาห์แห่งศิลปะ และวรรณคดีนานาชาติ เป็นต้น

ส่วนบทบาทในหน้าที่ของสตรีไทยนั้น ท่านผู้หญิงดุษฎีมาลา มาลากุล ณ อยุธยา ได้รับเกียรติจากรัฐบาล แต่งตั้งให้เป็นผู้แทนสภาวัฒนธรรมแห่งชาติไปประชุมยูเนสโก (องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ) เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมไทย ณ ยุโรป และประเทศต่างๆทั่วโลกหลายครั้ง และได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการฝ่ายวัฒนธรรมของคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ โดยเฉพาะท่านได้พยายามรื้อฟื้นและจัดวางระเบียบให้กิจการสโมสรวัฒนธรรมหญิงที่มุ่งส่งเสริมความรู้ให้สตรี และให้ตื่นตัวเกี่ยวกับสิทธิของสตรี การปฏิบัติงานดังกล่าวทำให้ท่านต้องเตรียมจัดงานเพื่อต้อนรับชาวต่างชาติเป็นประจำ

ในด้านสาธารณประโยชน์ ท่านผู้หญิงดุษฎีมาลา มาลากุล ณ อยุธยา ได้อุทิศทั้งกำลังกาย กำลังใจและกำลังทุนทรัพย์เพื่อกิจการส่วนรวมของประเทศ เช่น การรื้อฟื้นกิจการเนตรนารี เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๗ จนเจริญก้าวหน้าตราบถึงปัจจุบัน ร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการในการบูรณะจิตรกรรมฝาผนังและพระอุโบสถวัดสุวรรณดาราราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อันเป็นวัดที่สมเด็จพระบรมราชชนกในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ทรงสร้าง พ.ศ.๒๕๐๘ เป็นประธานกรรมการส่งเสริมกิจการศาลาวันเด็ก ณ สนามเสือป่า ได้จัดกิจกรรมต่างๆเพื่อเยาวชน ทั้งยังเป็นผู้ดำเนินการจดทะเบียนก่อตั้งสมาคมผู้บำเพ็ญประโยชน์ ก่อตั้งสมาคมบ้านเยาวชนแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นที่พักทำกิจกรรมของเยาวชนไทยและต่างชาติ ตลอดจนสมัครเป็นสมาชิกองค์การโลกเพื่อส่งเสริมความสามัคคี รักธรรมชาติ รักชาติ และเพื่อนมนุษย์โลก ซึ่งมีผู้สมัครเป็นสมาชิกจำนวนมาก ได้โอกาสแลกเปลี่ยนเยาวชนกับต่างชาติ เป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิส่งเสริมความสะดวกและสุขภาพนักเรียนในพระบรมราชินูปถัมภ์ เพื่อช่วยเหลือนักเรียนผู้ยากไร้ที่ร่างกายไม่สะอาด และเป็นแผล โดยจัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ไปบริการตามสถานศึกษาและชุมชนแออัด

นอกจากนี้เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง "มูลนิธิราชประชาสมาสัย" เพื่อให้ประชาชนและพระราชาช่วยเหลือกัน โดยมีรับสั่งให้ท่านผู้หญิงดุษฎีมาลาเป็นประธานกรรมการจัดตั้งโรงเรียนราชประชาสมาสัยเพื่อแยกบุตรจากผู้ป่วยโรคเรื้อน และป้องกันการแพร่กระจายของโรค จนสุดท้ายเด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้ ภายหลังเมื่อโรคเรื้อนลดน้อยลง โรงเรียนนี้จึงรับนักเรียนทั่วไปในบริเวณใกล้เคียง ท่านผู้หญิงดุษฎีมาลาสามารถดำเนินกิจการต่างๆ ทั้งแก้ไขปัญหาอุปสรรคลุล่วง จนกิจการก้าวหน้าดียิ่งสืบมาจนถึงวันที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๒๘ ท่านผู้หญิงดุษฎีมาลาจึงได้บริจาคเงินรวมทั้งสิ้นหกล้านบาท เพื่อจัดตั้ง "มูลนิธิท่านผู้หญิงดุษฎีมาลา" เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อช่วยเหลือบำบัดทุกข์ของประชาราษฎร์ตลอดเวลา มูลนิธินี้ไม่รณรงค์ขอรับบริจาคเงินด้วยทัศนคติของท่านว่า

"ทำบุญต้องใช้ทุนทรัพย์ของตนเอง ไม่ใช่ไปรับบริจาคเงินจากคนอื่นมาเข้าในชื่อของมูลนิธิ"

ท่านผู้หญิงดุษฎีมาลา มาลากุล ณ อยุธยา เป็นสตรีไทยผู้หนึ่งซึ่งมีจิตวิญญาณในการปฏิบัติภารกิจเพื่อส่วนรวมอันเป็นสาธารณประโยชน์ และประเทศชาติ ทั้งยังสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์แห่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ ด้วยความจงรักภักดีอย่างหาที่สุดมิได้ ดังเช่นความตอนหนึ่งที่บันทึกไว้ในงานเขียนอัตชีวประวัติ เรื่องของคนห้าแผ่นดิน ว่า

"ฉันเคารพในความยิ่งใหญ่ของรัชกาลที่ ๕ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ ๖ ที่ทรงมีต่อครอบครัวของสามีและครอบครัวของฉันเองเป็นอย่างมาก ฉันเห็นพระราชหฤทัยและเลื่อมใสในพระราชจริยวัตรทุกประการของรัชกาลที่ ๗ เอ็นดูและสงสารพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๘ แต่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันนั้น ฉันมีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งด้วยดินฟ้า มหาสมุทร มีความรัก เทอดทูน เคารพบูชาเหนือสิ่งอื่นใด เพราะพระองค์ทรงไว้ซึ่งทศพิธราชธรรม และทรงมีพระปรีชาสามารถในวิทยาการต่างๆ ทุกแขนงวิชาอย่างน่ามหัศจรรย์ที่สุด..."

สิ่งสำคัญที่ท่านผู้หญิงได้แสดงความรักเทิดทูนต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชด้วยเจตจำนงแน่วแน่ นั่นคือการน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายบ้านและที่ดิน ดังความปรากฏในพินัยกรรมลงวันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๒๓ ว่า

"ข้าพเจ้ามีทรัพย์สินที่สำคัญ คือ บ้านเลขที่ ๑๓๙ ถนนสุขุมวิท ที่ใช้เป็นที่อยู่มา ๔๔ ปีแล้ว...ข้าพเจ้าขอพระราชทานทูนเกล้าฯถวายโฉนดและกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยความจงรักภักดีอันบริสุทธิ์ใจ เมื่อข้าพเจ้าสิ้นชีวิตแล้วจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำประการใดแก่ที่ดินรายนี้ ก็สุดแต่พระราชอัธยาศัยทุกประการ"

ท่านผู้หญิงดุษฎีมาลา มาลากุล ณ อยุธยา ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามลำดับตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๐-๒๕๑๖ คือ จตุตถจุลจอมเกล้าตติยจุลจอมเกล้า ประถมาภรณ์มงกุฎไทยประถมาภรณ์ช้างเผือก มหาวชิรมงกุฎ มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก และทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ ตลอดจนได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ เป็นต้นว่า ปริญญาศึกษาศาสตรบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขานาฏศิลป์ไทยของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๗ และปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาสังคมวิทยาของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เมื่อพ.ศ.๒๕๓๒

ต่อมาวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๗ ท่านผู้หญิงดุษฎีมาลาป่วยเป็นโรคเส้นโลหิตในสมองอุดตัน เป็นเหตุให้พูดมิได้ แต่สามารถสื่อสารด้วยมือ และเขียนประโยคสั้นๆได้ จนถึงวันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ.๒๕๓๙ ท่านผู้หญิงดุษฎีมาลาเข้ารับการรักษาในห้องผู้ป่วยอาการหนักโรคหัวใจ ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และอาการเริ่มทรุดตามลำดับ จนกระทั่งถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันเสาร์ที่ ๒๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ สิริรวมอายุได้ ๙๒ ปี ๑๐ เดือน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงพระมหากรุณาธิคุณเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๐

ท่านผู้หญิงดุษฎีมาลา มาลากุล ณ อยุธยา จึงเป็นสตรีไทยที่มีอยู่ถึง ๕ แผ่นดิน ที่เพียบพร้อมด้วยความสามารถ สร้างสรรค์งานอันเป็นคุณประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ ตลอดจนมีจิตสำนึกเปี่ยมล้นด้วยความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์แห่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ตราบจนวาระสุดท้าย

บรรณานุกรม

ดุษฎีมาลา มาลากุล ณ อยุธยา, ท่านผู้หญิง เรื่องของคนห้าแผ่นดิน, อัตตะ ชีวะ ประวัติ (ภาคแรก). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภา ลาดพร้าว, ๒๕๑๘.

"ประวัติคุณรัตนาภรณ์ ไกรฤกษ์ ยูนิพันธุ์." ใน อนุสรณ์เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพนางรัตนาภรณ์ ไกรฤกษ์ ยูนิพันธุ์ ณ เมรุวัดธาตุทอง กรุงเทพมหานคร ๑๘ เมษายน ๒๕๓๖, หน้า ๑๑. กรุงเทพฯ : บริษัทฉลองรัตน์ จำกัด, ๒๕๓๖.

"ประวัติท่านผู้หญิงดุษฎีมาลา." ใน อนุสรณ์เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพท่านผู้หญิงดุษฎีมาลา มาลากุล ณ อยุธยา ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันเสาร์ที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๐, หน้า ๓-๔๓. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภา ลาดพร้าว, ๒๕๔๐.

ฟุตโน้ต

๑. เป็นนามสกุลที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานให้แก่บรรพบุรุษต้นสกุลคนแรก คือ "พระยาไกรโกษา" (ฤกษ์) เมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๕๖ คำว่า "ไกรฤกษ์" เขียนเป็นตัวโรมัน ว่า "Krairiksh"

๒. เป็นบุตรของพระยาเพชรรัตน์ (โมรา ไกรฤกษ์)