ที่นั่งคุณไตรรงค์ ณ แดนใต้ อมตะที่นั่งอันทรงเกียรติ

รายงานพิเศษ
ช่างภาพ: 
 

Fame is adorned graves; เกียรติยศมีไว้ประดับหลุมศพ

?Coalition force 976 Thai/IRAQ; 2003

"ที่นี่คือกองกำลังเฉพาะกิจ พวกคุณได้รับคัดเลือกให้มาปฏิบัติงานเฉพาะกิจที่เป็นงานหนัก ต้องใช้กำลังกายและสติปัญญาที่มากกว่างานในหน้าที่ของหน่วยปกติ มาตรฐานของเราคือความปลอดภัยและการปฏิบัติการที่เหนือกว่าคือหัวใจสำคัญ อันตรายอาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อจึงขอให้ระมัดระวังตัวกันให้มาก ที่นั่งของคุณไตรรงค์ยังมีให้เห็นอยู่ทุกวัน แค่นี้แหละ สั่งพักแถวได้"

นั่นคือคำเตือนของผู้บังคับบัญชาหน้าแถวหลังเคารพธงชาติ แว่วเสียงสวดละหมาดดังผ่านลำโพงมาจากทุกทิศทางนอกสนามบินเป็นประจำทุกเช้า ทหารเริ่มแยกแถวกันออกไปปฏิบัติงาน พร้อมกันนั้นเครื่องบินก็บินออกไปปฏิบัติภารกิจ ผมหันขึ้นไปมองขณะเดินกลับที่ทำงาน คำพูดของท่านรอง ผบ. ยังคงคาใจผมอยู่

"คุณไตรรงค์นี่ใครเหรอครับพี่" ผมหันไปถามรุ่นพี่ที่เดินตามหลังมา

"ก็ศพผู้กล้าไง ที่เรียกว่าคุณไตรรงค์ก็เพราะคลุมด้วยธงชาติ เมื่อมีทหารตายเขาก็จะนำศพมาขึ้นเครื่องบินกลับบ้านที่นี่แหละ บางช่วงก็มีส่งทุกวัน" ได้ยินอย่างนั้น ซิกเซ้นส์ของผมมันกระซิบบอกว่า

"ลองได้มีคนตายเยอะขนาดนั้น สนามบินแห่งนี้คงไม่ธรรมดาซะแล้ว"

 

สนามบินปัตตานี หรือสนามบินบ่อทอง เคยเป็นสนามบินพาณิชย์มาก่อน ตั้งอยู่ที่ ตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เมื่อเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ กรมการบินพาณิชย์จึงย้ายเจ้าหน้าที่กลับแล้วส่งมอบพื้นที่คืนให้ฝ่ายความมั่นคงดูแล กองทัพอากาศได้รับมอบหมายจากกระทรวงกลาโหม ให้ดำเนินการจัดตั้งกองกำลังทางอากาศเฉพาะกิจที่ ๙ (ฉก.๙ ปัตตานี) ขึ้น ณ สนามบินแห่งนี้ มีภารกิจดูแลรักษาความปลอดภัยสนามบินและพื้นที่โดยรอบ ลำเลียงสิ่งของสำหรับส่งกำลังบำรุง รวมทั้งรับส่งเจ้าหน้าที่เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และสนับสนุนอากาศยานในการปฏิบัติงานของเหล่าทัพต่างๆ ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีอากาศยานประจำการอยู่หลายแบบ เช่น Bell 412 และ C-130H ฯลฯ คอยเตรียมพร้อมเพื่อสนับสนุนในกรณีที่มีการร้องขอการสนับสนุนต่างๆ เช่น การลำเลียงผู้บาดเจ็บออกจากพื้นที่การรบ การลำเลียงผู้เสียชีวิตจากการปะทะกลับภูมิลำเนา การปฏิบัติการจิตวิทยา การลาดตระเวนทางอากาศ นอกจากนี้ยังดำเนินการผนึกกำลังปฏิบัติภารกิจอื่นๆ ตามที่ได้รับการร้องขอ ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนตัวผู้เขียนเป็นเสนารักษ์ ทอ. ประจำฝ่ายแพทย์ของกองกำลังฯ หรือที่คนทั่วไปเรียกว่ากันว่า "บุรุษพยาบาล"

สถานการณ์ที่นี่คงไม่ต่างกับฉากในหนังเรื่อง "เพื่อแผ่นดินไทย" ในปี ๒๕๒๘ นำแสดงโดย อภิชาต หาลำเจียก จำได้ว่า มีฉากเด็กนักเรียนขณะกำลังเชิญธงชาติไทยขึ้นสู่ยอดเสาธง ฝ่ายตรงข้ามก็บุกเข้ามาเผาโรงเรียน ทหารหาญออกปกป้องคุ้มครองและบาดเจ็บล้มตาย ที่สุดเราชนะตอนจบ แต่ที่ภาคใต้นี้เป็นเรื่องจริงและยังไม่จบ...

และเช่นเดียวกับฉากในหนังของเช้าวันนี้ มีรายงานสถานการณ์หน้าแถวหลังเคารพธงชาติว่า

"เมื่อวานมีเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ทหารโดนระเบิดที่ฝังไว้ใต้ถนนและโดนยิงซ้ำเสียชีวิต ๓ คน ขณะเดินทางไปตรวจวัตถุต้องสงสัยหลังได้รับแจ้งจากชาวบ้าน คาดว่าน่าจะเป็นแผนลวงของโจรใต้ให้ออกไป" ตามมาด้วยรองผู้บังคับการประกาศหน้าแถว

"เช้านี้มีภารกิจส่งศพผู้กล้า ขอให้ทุกคนที่ไม่ติดเวรยามเข้าร่วมพิธีด้วย" พิธีส่งศพจัดขึ้นอย่างสมเกียรติบริเวณด้านในโรงจอดเครื่องบิน ศพผู้กล้าทั้งสามนาย คลุมด้วยธงชาติ มีทหารจากหน่วยต่างๆ มาร่วมส่งศพเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อประตูท้ายเครื่องบินเปิดออก ทหารร่วมกันแบกหีบศพไปที่ท้ายเครื่อง โดยมีพระสงฆ์เดินนำ

"วันทยาหัตถ์" สิ้นคำสั่งเสียงแตรก็ดังขึ้นสะกดให้ทุกคนหยุดนิ่ง ขณะที่ขบวนศพค่อยๆเคลื่อนผ่านทหารกองเกียรติยศที่ยืนแสดงความเคารพอย่างสง่างาม ขึ้นเครื่องบินเดินทางไปส่งยังสนามบินที่อยู่ใกล้ภูมิลำเนา

พิธีการวันนั้นทำให้ผมนึกถึงพิธีศพทหาร เมื่อครั้งไปร่วมภารกิจที่ค่ายคาร์บาล่า จังหวัดคาร์บาล่า ประเทศอิรัก เมื่อปี ๒๕๔๖ ผู้ตายเป็นทหารอเมริกัน ทหารหลายชาติร่วมกันเข้าแถวเป็นรูปสี่เหลี่ยมล้อมศพตาย พิธีการเป็นไปอย่างเรียบง่ายแต่สมเกียรติ หลังจากที่ ผบ.แคมป์กล่าวไว้อาลัยจบ เพลง We will never forget you ก็ดังขึ้น นาทีนั้นน้ำตาของคู่บัดดี้เขาก็ไหลอาบแก้ม เสียงเพลงปลุกใจให้เรารู้สึกถึงความภาคภูมิใจที่ได้สละชีพเพื่อชาติ ไร้ความโศกเศร้า มีแต่ความคับแค้นเข้ามาแทนที่ ซ้ำยังกระตุ้นเร้าให้เราอยากรบยิ่งกว่าเดิม เมื่อเครื่องบิน Black hawk ทำหน้าที่ลำเลียงศพไปจากแคมป์ ผมแสดงความเคารพและหันหลังเดินออกจากงานและได้ยินเสียงนายทหารท่านหนึ่งพูดทิ้งท้ายไว้ว่า

"Fame is adorned graves ...เกียรติยศมีไว้ประดับหลุมศพ"

 

กลับมาที่พิธีส่งศพผู้กล้าทั้งสามคน ผมแยกตัวออกจากพิธีและเดินผ่านป้อมยามทางเข้าลานบิน ได้ยินเสียงพลทหารที่ป้อมยามกำลังจับกลุ่มคุยกันเรื่องผีๆ

"สงสัยวิญญาณจะตกเครื่องซะละมั้ง" ทหารคนหนึ่งพูดขึ้น

"มีเรื่องอะไรเหรอ" ผมถาม เขาตอบว่า

"เมื่อคืนผมเข้าเวรที่ป้อมยามนี้ละ กำลังเดินเข้าไปตรวจความเรียบร้อยโรงจอดเครื่องบิน เห็นทหารบกกลุ่มหนึ่งเดินไป เดินมาที่ด้านหน้าโลงจอด พอจะเดินเข้าไปสอบถาม พวกเขาก็เดินหายเข้าไปข้างในโรงจอด คิดว่าพวกเขาน่าจะยังอยู่ข้างใน แต่หายังไงๆก็หาไม่เจอ" ผมไม่ใช่คนเชื่อเรื่องผีจึงไม่ใส่ใจเรื่องที่เขาคุยกัน คิดว่าพวกเขาแค่แต่งเรื่องมาเล่ากันสนุกๆเท่านั้น ตกเย็นมาผมไปออกกำลังกายที่ลานบินที่รายล้อมด้วยภูเขาเป็นทิวแถว เห็นน้องติ๋ม จากกองพันอากาศโยธินกำลังวิ่งลดความอ้วนอยู่พอดี จึงวิ่งตามไปด้วยและเล่าเรื่องผีที่ได้ยินเมื่อเช้า

"ตรงนั้นเจอกันบ่อยครับพี่ ผมน่ะเห็นกับตาตัวเองมาแล้ว" เขาเล่า

"อ้าวเหรอ เป็นยังไงช่วยเล่าให้ฟังหน่อยซิ"

"ผมเคยมาวิ่งที่หน้าลานจอดนี่แหละประมาณตีห้ากว่าๆ เห็นทหารบกคนหนึ่งในชุดครึ่งท่อนกำลังวิ่งอยู่ข้างหน้า นึกว่าเป็นทหารจาก พล.ร.๑๕ ฝั่งตรงข้าม ก็เลยตะโกนบอกให้เขารอด้วย แต่เขาก็ไม่หยุดนะ ผมวิ่งตามเขาไปกำลังจะทันอยู่แล้ว จู่ๆเขาก็หายไปต่อหน้าต่อตาผมเลย"

หลังวิ่งเสร็จผมกลับมาที่พักและเห็นหนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวว่า "๑๐ ปีผ่านไปชายแดนใต้ตายห้าพันกว่าศพ เจ็บนับหมื่น" จึงไม่แปลกใจเลยที่จะมีวิญญาณทหารวนเวียนอยู่แถวนี้

ผมล้มตัวลงนอนและคิดอะไรไปเพลินๆ "เป็นไปได้ไหมที่พวกเขายังไม่เสร็จสิ้นภารกิจ จึงยังคงวนเวียนอยู่ที่นี่"

ผมหยิบหนังสือเรื่อง แนวรบด้านตะวันตก เหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง ขึ้นมาอ่าน มันสะท้อนถึงสถานการณ์ที่นี่ว่ายังคงมีเหตุการณ์ความรุนแรงจากฝีมือขบวนการโจรก่อการร้าย (ขจก.) ที่ลอบยิงเจ้าหน้าที่ครู ทหาร และชาวบ้านทั้งไทยพุทธและมุสลิม ไม่เว้นแม้แต่พระ ในขณะที่ทหารต้องรอปฏิบัติตามคำสั่ง จะไปทำอะไรเหมือนพวกนั้นก็ไม่ได้ ถึงตรงนี้ผมคิดถึงกลยุทธ์ของพวกกลุ่มคอมมิวนิสต์ในอดีตว่า

"มึงมากูมุด มึงหยุดกูแหย่ มึงแย่กูตี มึงหนีกูไล่" มาถึงยุคนี้ขบวนการโจรก่อการร้ายภาคใต้ได้นำกลับมาใช้ ด้วยการลอบวางระเบิดทำร้ายเจ้าหน้าที่ของรัฐจากระดับล่างจนถึงระดับรองผู้ว่าราชการจังหวัด มีผู้คนบาดเจ็บ ล้มตายรายวัน จนมีนักการเมืองบางคนได้พูดผ่านสื่อว่า "เป็นเรื่องปกติทุกวัน" ทำเอาฝ่ายค้านออกมาโต้ทันควันว่า "เป็นคำพูดที่ไม่ควรเพราะจะทำให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสียขวัญและกำลังใจ"

ผมนอนคิดทบทวนถึงเหตุการณ์เมื่อเช้านี้เพื่อบันทึกลงไดอารี่ส่วนตัว จำได้ว่าระหว่างรอเข้าร่วมพิธีศพผมได้นั่งคุยกับทหารร่วมค่ายผู้ตายที่ตามมาส่งศพ ยังจำแววตาและน้ำเสียงพวกเขาได้ดี แววตาที่โศกเศร้า น้ำเสียงที่คับแค้น อยากทวงคืน แต่ไม่รู้จะไปเอาคืนกับใคร

"พอรู้ว่าลูกน้องโดนระเบิด ผมตกใจมาก รีบไปที่เกิดเหตุเลย รถยนต์กระจุยกระจายไม่เหลือชิ้นดี ปลอกกระสุนปืนกระจายอยู่รอบๆ ตัวน้องคนหนึ่ง เขาคงยังไม่ตายทันที ก็น่าจะพยายามยิงปืนไปรอบๆ คงกลัวว่าจะมีการออกมายิงซ้ำ ปลายกระบอกปืน M 16 เขายังค้ำอยู่กับพื้นอยู่เลย ดูก็รู้ว่าเขากำลังพยายามจะลุกขึ้น แต่เขาก็ลุกขึ้นไม่ได้ เขาเสียชีวิตแล้ว" จ่าคนนั้นเล่าให้ผมฟังอย่างมีอารมณ์

"ก็อยากจะเอาคืนอยู่เหมือนกันแหละ แต่ไม่รู้จะทำกับใคร หน้าตาก็เหมือนกัน พูดภาษาเดียวกัน มันรู้เรา แต่เราไม่รู้มัน รบกับผีชัดๆ" เขาพูดทิ้งท้ายไว้ก่อนจะเดินไปเข้าแถวร่วมพิธีศพ

"คุยกับเขาระวังคำพูดหน่อยนะ ตอนนี้พวกเขาเหมือนระเบิดที่พร้อมจะปะทุ" พี่จากฝ่ายดับเพลิงและกู้ภัยที่นั่งอยู่ในวงด้วยกันแนะนำ

...ความง่วงทำให้ผมวางหนังสือลงและลุกขึ้นสวดมนต์ไหว้พระขอพรก่อนนอน ได้ยินเสียงละหมาดดังแว่วมาแต่ไกลบอกเวลา ๒๐.๐๐ น. เป็นเวลาละหมาดครั้งสุดท้ายของวันนี้ พอจะหลับตาลงก็ได้ยินเสียงลูกเปตองกระทบกันดังมาจากสนามเปตองข้างๆ ห้องนอน ตามมาด้วยเสียงเฮฮาหยอกเย้ากัน

"จากจ่ากลายเป็น น.ท. (น้ำท่วม) เลยนะ ฮ่าๆ" (น้ำท่วม หมายถึง การที่ทีมตัวเองได้แต้มอยู่แล้ว แต่มาทำให้เสียแต้มในภายหลัง) เห็นเล่นกันตั้งแต่เลิกงานแล้ว มันเป็นกีฬาที่พวกเขานิยมเล่นกันที่นี่ เล่นไปด้วย ดื่มเบียร์ไปด้วย ได้พูดคุยกันตามประสาทหาร เสียงดังจากเครื่องบินตรวจการณ์ UAV ที่บินออกไปลาดตระเวนทางอากาศทำให้พวกเขาหยุดชะงักหันขึ้นไปมองและเล่นกันต่อไป

มีเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ผมปลงกับชีวิต เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ซึ่งเป็นผลัดที่ผมจะได้กลับไปพัก แต่มีงานสำคัญที่ต้องจัดการอบรมวิชาชีพให้กลุ่มสตรีตำบลบ่อทองเสียก่อน จึงยังกลับไม่ได้ หลังจากเสร็จงานช่วงเย็นๆ ผมผ่อนคลายเบาๆ ด้วยเบียร์กับพวกพี่ๆ จนกระทั่งประมาณสามทุ่ม ได้ยินรายงานข่าวจากทีวีว่า

"เกิดเหตุคาร์บอมที่จังหวัดยะลา มีทหารพรานเสียชีวิต ๒ คน ชาวบ้านถูกลูกหลงได้รับบาด?เจ็บอีก ๑๒ คน ถูกนำตัวส่ง?โรงพยาบาลยะลา" ยังไม่ทันไรมีรุ่นพี่เดินมาบอกว่า "พรุ่งนี้มีเครื่องนะ เป็นเครื่องบินมารับศพผู้กล้า ขอเขากลับไปด้วยก็ได้" ผมรู้ทันทีว่าเป็นศพของใคร

ช่วงสายๆ วันต่อมามีพิธีสวดอภิธรรมศพให้ทหารพรานทั้งสอง ที่วัดสุวรรณากร (ตั้งอยู่ห่างจากสนามบินประมาณสี่ร้อยเมตร) จากนั้นรถทหาร GMC ก็ย้ายศพผู้กล้ามาที่โรงเก็บเครื่องบินเพื่อทำพิธีส่งศพเป็นครั้งสุดท้ายก่อนลำเลียงกลับไปบำเพ็ญกุศลต่อที่ภูมิลำเนา ขณะที่ทหารกำลังช่วยกันเคลื่อนย้ายศพลงจากรถ ผมรีบเอากล้องถ่ายรูปที่ติดตัวมาถ่ายเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก จู่ๆก็เกิดลมพัดมาอย่างแรงซึ่งเป็นเรื่องปกติของสนามบินที่นี่อยู่แล้ว แต่แรงลมทำเอาดอกไม้บนพวงหรีดที่กำลังขนลงกระจายไปทั่วลานบิน ป้ายชื่อบางป้ายบนพวงหรีดหลุดลอยไปกับลม ทหารพรานหญิงพากันวิ่งเก็บกันจ้าละหวั่น และรีบพากันนำพวงหรีดไปตั้งยังโรงจอดเครื่องบินก่อนที่ดอกไม้จะหลุดไปมากกว่านี้ ผมสังเกตเห็นป้ายชื่อพวงหรีดหนึ่งหลุดวางอยู่บนรถทหารสภาพขาดวิ่นเล็กน้อยเพราะแรงลม ป้ายชื่อเขียนว่า "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี" ผมจึงรีบถ่ายรูปนี้เก็บไว้ทันทีก่อนที่รถจะขับออกไปจากลานบิน

"Welcome to Pattani tower" เสียงการสนทนาเป็นภาษาอังกฤษระหว่างเจ้าหน้าที่หอบังคับการบินกับนักบินดังมาจากวิทยุสื่อสารของเจ้าหน้าส่วนปฏิบัติการทางอากาศ บอกให้รู้ว่าเครื่องบิน C-130 มาถึงสนามบินแล้ว ทหารพรานหญิงเดินแถวถือพวงหรีดมายืนหน้ากระดานเรียงหนึ่งด้านซ้ายและขวาบริเวณทางขึ้นเครื่องบิน หลังจากนั้นพิธีส่งศพผู้กล้าก็เป็นไปตามขั้นตอนเดิม เมื่อขนย้ายศพผู้กล้าขึ้นเครื่องบินเสร็จเรียบร้อย ผมจึงนำสัมภาระของตัวเองตามขึ้นไป เห็นโลงศพผู้กล้าได้วางเรียงต่อกันอยู่ท้ายเครื่อง มีพวงหรีดจำนวนมากตั้งอยู่รอบๆโลงศพ หนึ่งในนั้นมีพวงหรีดของ "พลเอก ประยุทธ์ จันโอชา ผู้บัญชาการทหารบก" ร่วมอยู่ด้วย มีผู้ติดตามไปส่งศพนั่งอยู่สองฟากฝั่งด้านใน แต่ที่ทำเอาผมถึงกับรู้สึกปลงก็ตรงที่ได้มานั่งติดกับโลงศพผู้กล้า หันขวามาก็เห็นแต่ใบหน้าเศร้าๆของคณะผู้ตามไปส่งศพ หันซ้ายมาก็เห็นธงชาติที่คลุมโลงศพพอดี

"นี่เราต้องนั่งติดกับโลงศพไปตลอด ๒ ชั่วโมงเลยหรือนี่!" ผมอุทานในใจ พอเครื่องบินเริ่มสตาร์ทเครื่อง ผมหลับตาทำสมาธิภาวนาถึงผู้ตาย

"พี่หมดภารกิจแล้วนะ กลับบ้านเถอะ ที่เหลือพวกเราจะสานต่อเอง ขอบคุณพี่มาก"

เสียงเครื่องบินกำลังวิ่งไปตามรันเวย์ที่ผมเคยมาวิ่งทุกวันก่อนทะยานขึ้นสู่ฟ้า ปลายทางดอนเมืองและบินต่อไปที่กองบิน ๔๖ จังหวัดพิษณุโลก เพราะผู้ตายเป็นชาวจังหวัดลำปาง ที่ผมเล่ามานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เหตุการณ์แบบนี้ยังคงเกิดขึ้นและมีให้เห็นอยู่ทุกวันในดินแดนที่พวกเราเรียกว่า จังหวัดปัตตานี แต่กับบางคนที่เกิดและโตที่นี่เรียกว่า "จังหวัดปาตานี"

ท่ามกลางบรรยากาศการพูดคุยสันติภาพเพื่อหาทางแก้ปัญหาชายแดนใต้อย่างสันติ ระหว่างตัวแทนทางการไทยกับตัวแทนขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมาลายู ปัตตานี หรือ BRN (Barisan Revolusi Nasional Melayu Patani) ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ได้มีการก่อเหตุรุนแรงมากขึ้นและบ่อยขึ้นแทบทุกวัน แต่กลุ่มเป้าหมายได้เปลี่ยนจากชาวบ้านหรือครูมาเป็น "ทหาร" แทน ทั้งนี้น่าจะเป็นผลมาจากการเจรจาที่ทางการไทยขอให้อีกฝ่ายอย่าได้ลงมือกระทำความรุนแรงต่อผู้ไม่เกี่ยวข้อง แต่สาเหตุที่การก่อความรุนแรงทุกรูปแบบแม้จะเปลี่ยนรูปแบบและยุทธวิธียังคงมีอยู่นั้น ทางหน่วยข่าวของเราแจ้งหน้าแถวว่า

"เป็นธรรมดาของสงครามเมื่อมีการเริ่มพูดคุยหรือเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน มักจะมีอีกฝ่ายลงมือกระทำให้หนักหน่วงยิ่งขึ้น เพื่อใช้เป็นข้อต่อรองในการเจรจาครั้งต่อไป และฝากไว้ว่ากำลังพลท่านใดที่วางแผนจะไปไหว้พระที่วัดช้างให้ เส้นทางบ่อทอง-โคกโพธิ์ขอให้ระมัดระวังตัวด้วย เพราะมีรายงานมาว่ากำลังจ้องจะมีการก่อเหตุบนถนนเส้นนั้น" ผมแยกแถวแล้วเดินกลับมาที่ฝ่ายแพทย์ นั่งจิบกาแฟยามเช้าและดูข่าวในทีวี รอดูว่าวันนี้จะมีผู้ป่วยมาขอใช้บริการหรือเปล่า คำพูดหนึ่งของแม่ทัพในหนังเรื่อง "ทรอย (TROY)" ได้วิ่งเข้ามาในหัวของผม เขาพูดกับอคิลลิส (แบรด พิตต์) ว่า

"คนแก่เจรจา คนหนุ่มออกรบ"

เปรียบเทียบกับสถานการณ์จริงในพื้นที่นี้แม้จะมีการเริ่มพูดคุยกันแต่ในการปฏิบัติการทางทหารก็ยังคงดำเนินไปตามปกติ

แล้วเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น...

"พี่ครับวันนี้จะมีเครื่องบิน C-130 มาถึงสนามบิน เวลา ๑๐.๓๐ น. และกลับเวลา ๑๑.๐๐ น. ภารกิจมาส่งทหารพรานมาที่นี่" น้องจากหอบังคับการบินโทร.มาแจ้งแผนการบิน ซึ่งเวลานั้นผมต้องนำรถพยาบาลไปเตรียมพร้อมที่ลานจอดตามเวลานั้น เพราะเป็นมาตรฐานความปลอดภัยด้านการบิน เมื่อเครื่องบินจอดสนิทและประตูท้ายเปิดออก ทหารพรานทั้งชายหญิงในชุดพลเรือนก็เดินลงมา สีหน้าแต่ละคนดูตื่นเต้นกับสถานที่แห่งใหม่ ผมเดาได้ว่าพวกเขาคงคิดเหมือนผมเมื่อครั้งมาถึงที่นี่วันแรก

"ที่นี่น่ะเหรอปัตตานี นี่เราจะต้องอยู่ที่นี่ไปอีกนานนับปีซินะ สมัครมาแล้วนี่ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด อยู่ที่ไหนก็ต้องตายเหมือนกัน"

ขณะที่พวกเขาเดินแถวไปที่อาคารท่าอากาศยาน ก็ไม่พลาดที่จะเอากล้องออกมาถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก ซึ่งวันนี้มีเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพอากาศและกองทัพบกจอดเรียงกันอยู่ รถหุ้มเกราะวิ่งตรวจการณ์ดูแลความปลอดภัยการขึ้นลงของเครื่องบินรอบๆ สนามบิน ทหารหมวกแดงจากหน่วยรบพิเศษ ทอ. พร้อมอาวุธครบมือเดินกันไปมาอย่างช้าๆ มันดูตื่นตาตื่นใจสำหรับ "เด็กใหม่" และกิจกรรมยอดนิยม คือ ถ่ายรูปคู่กับป้ายกองกำลังทางอากาศเฉพาะกิจที่ ๙ ที่ตั้งอยู่บนประตูทางเข้าอาคารท่าอากาศยาน

ต่อมสงสัยของผมตั้งปุจฉาว่า "ทำไมพวกเขาถึงสมัครมาเป็นทหารพราน" ทั้งๆที่มีข่าวรายงานออกทีวีแทบทุกวันว่า "มีทหารพรานบาดเจ็บล้มตาย" แล้วเหตุผลอะไรล่ะที่ทำให้พวกเขาสมัครลงมา ถ้าไม่ตายแต่บาดเจ็บจนถึงขั้นพิการ จะเป็นยังไง จะทำอะไรต่อไป? ถึงจะพอรู้ว่า เหตุผลของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันบ้าง แต่ที่พอจะเดาได้คือ เป็นเรื่องของสิทธิและผลประโยชน์อันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ซึ่งมีบันทึกใน "ปรัชญานิพนธ์ของหานเฟย" ที่ จักรพรรดิจิ๋นซี ฮ่องเต้โปรดอย่างมาก ดังนี้ว่า

"ตามสมรภูมิศึกแม้จะเต็มไปด้วยความเสี่ยงอันตรายจากการถูกบั่นคอหรือถูกแทงทะลวงไส้พุงด้วยคมหอก คมดาบ แต่เหล่านักรบกล้าก็ไม่คิดย่อท้อหรือล่าถอยแม้แต่ก้าวเดียว นั่นก็เป็นเพราะว่าภายใต้คมหอกคมดาบนั้นมีบำเหน็จรางวัลรอท่าอยู่ ขอเพียงให้รู้ชัดว่า มีผลประโยชน์คอยไว้ให้คิดคาดหวังได้ บรรดาผู้คนทั้งหลายก็ลืมสิ้นซึ่งความขลาดกลัว"

ในยุคสมัยนี้ต่างจากยุคก่อนมาก ผู้คนต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของตัวเองและครอบครัวอันเป็นที่รัก งานหายาก ค่าครองชีพก็แพง เมื่อกองทัพบกเปิดโอกาสให้หญิงชายสมัครเข้ามารับใช้ชาติด้วยการเป็นทหารพราน โดยรับคนจบการศึกษาขั้นต่ำ ม.๓ เท่านั้น เพียงเท่านี้บรรดาคนตกงานในยุคค่าแรงแพงแต่งานหายากก็สมัครเข้ามารับใช้ชาติกันเป็นจำนวนมาก บางคนชอบที่เครื่องแบบทหารพรานสีดำสุดเท่ ได้รับเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงรวมกันแล้วเท่ากับคนจบปริญญาตรีทีเดียว อีกทั้งสวัสดิการก็ดีด้วย ผมเคยได้รู้จักทหารพรานหญิงคนหนึ่งชื่อนุ้ย เธอเป็นสาวสวยจากจังหวัดเชียงใหม่ ผมถามเธอไปในเชิงจีบๆว่า

"ผู้หญิงสวยๆ อย่างคุณทำไมถึงมาเป็นทหารพรานในพื้นที่นี้ พ่อแม่ไม่เป็นห่วงแย่หรือ"

"ไม่สวยหรอกค่ะ ถ้าสวยคงแต่งงานไปแล้ว" คำตอบของเธอทำเอาผมคิดไปไกลเลย

"แต่พ่อแม่ไม่รู้หรอกค่ะ พวกท่านไม่ทราบ น้องบอกท่านว่าทำงานอยู่กรุงเทพฯ น่ะ" ถึงตรงนี้ผมยอมรับเลยว่า หานเฟยจื่อช่างเป็นบุคคลที่ล้ำยุคสมัยจริงๆ เพราะเขาได้กล่าวสรุปไว้ว่า

"การที่ผู้คนในสมัยปัจจุบันต่างพากันแก่งแย่งไขว่คว้าหาสมบัติกันจนวุ่นวาย ก็หาใช่เพราะคุณธรรมเสื่อมด้อยลงกว่าคนในยุคก่อนๆ แต่เป็นเพราะทรัพยากรของโลกเริ่มจะขาดแคลนลงทุกขณะ จนไม่พอจะแบ่งปันกันได้"

แต่ในกรณีนี้ผมคิดว่า "การที่มีคนสมัครเข้ามาเป็นทหารไม่ว่าจะทหารเกณฑ์หรือทหารพราน ไม่ใช่ว่าพวกเขาสมัครมาเพราะเงิน เงินเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ถ้าทำเพื่อเงินเพียงอย่างเดียว สู้ไปทำงานอื่นจะมิได้เงินเดือนมากกว่ารึ ไม่เสี่ยงด้วย แต่เหตุที่มาเป็นทหาร เพราะพวกเขารักชาติ"

เล่าเรื่องของทหารพรานไปซะเยอะจนดูเหมือนว่าผมกำลังหลงประเด็นว่า กำลังเล่าถึงการส่งผู้กล้าจาก ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่สิ่งที่ผมกำลังจะบอกคือ ทุกครั้งที่มีพิธีส่งผู้กล้าผมก็ต้องมาร่วมงานด้วยแทบทุกครั้ง จึงอยากจะเล่าถึงความกล้าหาญของพวกเขาที่ได้สละชีพเพื่อรักษาด้ามขวานไทย เป็นความจริงที่นายทหารท่านนั้นเคยกล่าวไว้ว่า

"เกียรติยศมีไว้ประดับหลุมศพ"

ผมขอเพิ่มท้ายให้อีกหน่อยว่า...

"แต่จะมีหลุมศพใดเล่าที่จะมีเกียรติเท่ากับหลุมศพของทหารที่สละชีพเพื่อชาติ"