ความรู้อันเกิดจากการเดินตามหลังพ่อของ พรรณพิมล ปันคำ

นัดพบ

สังคมจะเข้มแข็งได้ก็ด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน ความรู้สึกดังกล่าวอาจหาไม่พบในสังคมเมือง แต่ที่ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านเกษตรยั่งยืน ตำบลศรีเมืองชุม (โรงเรียนชาวนา) อ.แม่สาย และโรงเรียนชาวนาพุทธเศรษฐศาสตร์ แห่งไร่เชิญตะวัน จ.เชียงราย สิ่งเหล่านี้ยังมีอย่างเหลือเฟือ ทุกวันศุกร์ปลายสัปดาห์ เราจะเห็น พรรณพิมล ปันคำ หรือที่พี่น้องชาวนาพากันเรียกว่า "แม่ครู" ปราชญ์ชาวบ้านที่ประสบความสำเร็จเกี่ยวกับการทำนาอินทรีย์ ยืนอยู่ท่ามกลางนักเรียนชาวนา เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนเรื่องการทำเกษตรกรรมแบบอินทรีย์ องค์ความรู้ต่างๆ ทั้งเรื่องการเกษตรและความรอบรู้เรื่องสมุนไพร แม่ครูบอกว่าของยกความดีทั้งหมดให้กับ "พ่อ" เพราะเกิดเป็นลูกสาวพ่อ เดินตามหลังพ่อตั้งแต่เล็กจนโต สิ่งที่พ่อถ่ายทอดให้จึงกลายเป็นปริญญาชีวิตอันยิ่งใหญ่ และทำให้มีวันนี้ได้

แม่ครูเป็นคนชียงรายโดยกำเนิด ลองเล่าให้ฟังซิคะว่าใช้ชีวิตในวัยเด็กอย่างไรบ้าง

ถ้าเราให้ฟังทั้งหมด สามารถนำไปสร้างละครได้เรื่องหนึ่งเลยนะคะ (หัวเราะ) เราไม่ต้องย้อนไปไกลมากนัก เอาเป็นว่าโชคดีที่ได้เกิดเป็นลูกพ่อ ถ้าพ่อยังมีชีวิตอยู่ก็แก่มากแล้ว น่าจะอายุ 80 ปลายๆ แต่พ่อเสียชีวิตไปเกือบ 30 ปีแล้ว

จำได้ว่าพ่อเสียไปตอนอายุ 20 ต้นๆ ถ้าพ่อยังมีชีวิตยืนยาวมาจนถึงทุกวันนี้ น่าจะได้รับยกย่องให้เป็นปราชญ์ชาวบ้านคนหนึ่งก็ว่าได้ สมัยก่อนตอนเด็กๆ คนในหมู่บ้านเวลาที่ไปรางวัดที่ดิน เขามักจะนำหน้าโฉนดมาให้พ่อคำนวณว่ามีทั้งหมดกี่ไร่ ทั้งๆที่พ่อก็ไม่ได้เรียนสูงอะไร เรียนศึกษาผู้ใหญ่ด้วยซ้ำ ภาษาชาวบ้านก็คือมีความรู้งูๆปลาๆ แค่อ่านออกเขียนได้ แล้วในสมัยนั้นปากกา ดินสอ ก็หาซื้อยากมาก ไม่รู้ว่าจะไปซื้อที่ไหน ถนนแม่สาย-เชียงราย ยังเป็นฝุ่นสูงแค่หัวเข่าอยู่เลย พอเขาวัดมาเสร็จสรรพ พ่อจะใช้พื้นดินแทนกระดาษ ใช้กิ่งไม้ต่างดินสอ เพื่อคำนวณออกมาเป็นไร่ เป็นงาน เป็นตารางวา ความรู้ต่างๆที่สะสมมากระทั่งทุกวันนี้ก็จะได้จากพ่อ เพราะสมัยเด็กๆ จะติดพ่อมาก พ่อไปป่าก็จะตามไปด้วย เป็นลูกผู้หญิงมีติดสอยห้อยตามพ่อตลอด ทั้งหลายทั้งปวงคือห่วงพ่อ

พี่น้องคนอื่นๆ ชอบติดสอยห้อยตามพ่อเหมือนแม่ครูมั้ยคะ

ในบรรดาพี่น้องทั้ง 8 คน ซึ่งพี่เป็นคนที่ 4 ไม่มีใครเลยค่ะที่ตามพ่อ สิ่งที่เราได้เปรียบคือได้ความรู้จากพ่อ พ่อจะสอนตั้งแต่การตระเตรียมข้าวของไปไร่ไปนา เมื่อขณะทำนาเกิดโรคแมลงระบาด เราต้องจัดการอย่างไรบ้าง เวลาควายคอแตกต้องใช้สมุนไพรตัวใดช่วยสมานแผล พื้นฐานความรู้เรื่องสมุนไพรทั้งหมดจึงได้รับการถ่ายทอดจากพ่อทั้งหมด

ทั้งหลายทั้งปวงแม่ครูเองก็ต้องใส่ใจและช่างจดช่างจำ

ต้องขอบคุณวิธีการสอนของพ่อด้วยกระมัง คือสอนไปด้วยทำไปด้วย และ...ต้องทำได้ทำเป็นเลย องค์ความรู้ต่างๆจึงซึมซับ ซึ่งทำให้เราได้เปรียบคนอื่นๆ พี่น้องทั้ง 7 คน ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มีเราเพียงคนเดียวที่ผิดแผกไปจากพี่จากน้อง เป็นผู้หญิงแทนที่จะทำงานบ้านงานเรือน กลับไปสนใจเรื่องสมุนไพร ไม่รู้เหมือนใคร ก็เหมือนพ่อไงคะ

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าพ่อปวดหลัง พ่อก็จะให้ไปหาไมยราบเครือสีแดง ตะไคร้บ้าน นำมาตากสัก 2 แดด แล้วคั่วไฟอ่อนๆ หลังจากนั้นนำไปต้ม ใช้ดื่มแก้ปวดหลัง และปวดเมื่อยตามร่างกาย หรือตัดเถาคันแดงมาตากแดด ใช้ต้มเพื่อบรรเทาอาการเดียวกัน

สมุนไพรไทยมักใช้วิธีการต้ม

ใช่ค่ะ พ่อบอกว่ามันคือวิธีการที่ง่ายที่สุด เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พ่อก็จะใช้สมุนไพรเป็นหลัก ระหว่างที่เดินไปไร่ไปนาด้วยกัน คือช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุด สองคนพ่อลูกจะออกแต่เช้าตรู่ พ่อจะชี้ชวนให้รู้จักสมุนไพรชนิดต่างๆไปตลอดทาง บางชนิดเด็ดใบมาขยี้ให้ดมกลิ่น บางชนิดให้ลองเคี้ยวดู ความเป็นเด็กที่ยังมีสมองสดใสอยู่ด้วยกระมังที่ทำให้เราจดจำสิ่งต่างๆที่พ่อสอนได้หมด

กอปรกับครอบครัวที่มีฐานะยากจน ถ้าเทียบกับปัจจุบัน แต่ในสมัยนั้นเราถือว่าเราพออยู่พอกิน เราไม่ร่ำรวย แต่พ่อก็ปลอดจากหนี้สิน มีที่นาเป็นของตัวเอง มีควายใช้ไถนา เรียกว่าใช้แรงงานทั้งหมดตั้งแต่เริ่มปลูกข้าวจนถึงเก็บเกี่ยว เราจึงได้เรียนรู้ครบทั้งกระบวนการ

แต่ในเรื่องของสมุนไพร อย่างเช่น เมื่อไหร่ที่เป็นไข้ พ่อจะกินฟ้าทะลายโจรสัก 3 มื้อ พ่อก็จะบอกว่าถ้าไม่หายก็ให้เลิกกิน แสดงว่าไม่ถูกกับธาตุเรา พ่อยังสอนให้ทำน้ำมันเหลือง ซึ่งมีส่วนผสมของไพล ขมิ้นชัน เถาวัลย์เปรียง เถาวัลย์อ่อน เคี่ยวกับน้ำมันงากับน้ำมันมะพร้าว เติมลงไปให้ท่วมสมุนไพรเคี่ยวไฟอ่อน ประมาณ 1 วัน ก็จะได้น้ำมันเหลืองไว้ใช้บรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย โดยนำไปผสมกับพิมเสน การบูร เมนทอล น้ำมันระกำ เวลาใครแขนหัก ขาหักมา พ่อก็จะใช้น้ำมันเหลืองช่วย สูตรน้ำมันเหลืองนี้ก็ได้ถูกนำไปสอนให้กับประชาชนทั่วไป

สมัยก่อนเวลาเกิดความเจ็บป่วย คนโบราณจึงใช้สมุนไพรเพื่อการรักษาเบื้องต้นก่อนที่จะไปหาหมอ หากไม่ไหวจริงๆ จึงไปหาหมอแผนปัจจุบันซึ่งเป็นคำตอบสุดท้าย แต่ที่สำคัญคือเราต้องดูแลตัวเองก่อน

ตำหรับสมุนไพรโบราณที่ใช้บ่อยมีอะไรบ้างคะ

เช่น ถ้าท้องอืดก็ให้ใช้ใบกะเพราหรือใบโหระพา 1 กำมือ ใส่น้ำพอท่วมแล้วเคี่ยวจนเดือด ยกลง กรองน้ำกิน หรือใช้น้ำขิงบ้าง หากปวดท้องก็จะใช้ปูนขาวที่สะตุแล้วกับขมิ้นใช้ทาท้อง เป็นฝี ใช้ปูนแดงกับใบพลูประคบลงไปที่แผล อาการอักเสบจะลดลง ปวดฟัน ให้ใช้หญ้ากะสังทุบๆ แล้วแปะลงไปบริเวณที่ปวด พ่อจะสอนให้ทำด้วยวิธีโบราณทั้งหมด ดังนั้น เราจึงเป็นคนที่รักต้นไม้ ใบหญ้า พืชผัก รักธรรมชาติ

เมื่อโตขึ้นคิดที่จะเรียนสูงๆ บ้างมั้ยคะ

อยากเรียนต่อมาก แต่ความที่มีลูกมากจึงเกินกำลังที่พ่อจะส่งเสียให้เรียนได้ เคยขอพ่อเหมือนกัน แต่เมื่อเห็นสีหน้าและแววตาของพ่อที่ตอบกลับมา ก็ทำเราเข้าใจถึงความจำเป็น จริงๆแล้วพ่ออยากให้ลูกๆเรียนทุกคน แต่ลูกตั้ง 8 คน พ่อส่งไม่ไหว

แล้วในสมัยนั้นเวลาจะไปเรียนหนังสือ รัฐบาลไม่ได้ช่วย แต่สิ่งที่พ่อให้คือความรู้ที่เราไปเรียนที่ไหนไม่ได้เช่นกัน ณ วันนี้จึงมีคำตอบให้กับตัวเองได้เลยว่า ใบปริญญาก็ไม่ได้มีความหมายอะไรกับเรา เพราะว่าวันนี้คนจบปริญญาตกงานก็มากมาย พ่อแม่จบแค่ชั้น ป.4 ส่งรูปเรียนจบปริญญาก็มากมายเหมือนกัน

การที่เราจะเอาตัวรอดได้หรือไม่ หาได้อยู่ที่วุฒิการศึกษา แต่อยู่ที่การรู้จักวางแผนในการจัดการชีวิตของตัวเอง มีคนมากมายที่ไม่มีโอกาสได้เรียน แต่เขาก็ประสบความสำเร็จ และก็มีมากมายที่จบด็อกเต้อร์แล้วเอาตัวไม่รอด

เพราะฉะนั้นถ้าย้อนเวลากลับไปได้เราอยากเรียนมั้ย อยากเรียนแน่นนอน แต่สิ่งที่เราเรียนรู้จากพ่อ จากประสบการณ์ เมื่อเทียบกันแล้วก็หาได้ด้อยกว่ากันไม่ แม้ไม่สามารถกลับไปเรียนในระบบได้อีก แต่ก็พยายามหาความรู้เพิ่มเติมด้วยการไปเข้าคอร์สอบรมกับผู้รู้ หรืออ่านหนังสือเพิ่มเติมให้มากเข้าไว้ เช่น ไปเรียนรู้หลักการใช้สมุนไพรกับโรคแมลง กับ อาจารย์ธงชัย มาลา อาจารย์ดีพร้อม ชัยวงศ์เกียรติ

มีความฝันบ้างมั้ยคะว่าอยากเป็นอะไร

ฝันของเราจะต่างจากเด็กคนอื่นๆ คือฝันอยากดูแลพ่อให้ดีที่สุด ขอให้เรามีปัญญา มีวิชาความรู้พอที่จะเลี้ยงพ่อกับแม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะพร่ำสอนลูกศิษย์อยู่เสมอ คือให้กตัญญูต่อบุพการี เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ก็ให้เลี้ยงดูท่านอย่างดีที่สุดเท่าที่ลูกคนหนึ่งจะทำได้ และคุณคือคนที่โชคดีที่ได้ทำสิ่งนี้ ตอนที่พ่อเสียทำใจไม่ได้ เก็บทุกสิ่งทุกอย่างของพ่อไว้หมด แม้กระทั่งลายมือที่พ่อเขียน คิดถึงมากดูรูปทุกวัน ในชีวิตของพ่อถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกเพียงรูปเดียว แต่แม่มาเสียที่หลัง ท่านเสียในวันที่กำลังยืนบรรยายอยู่ แต่ก็ต้องยืนอยู่จนจบเพราะคิดว่าเรายังสามารถทำบุญให้แม่ในวันอื่นๆได้อีก แต่การอบรมให้กับพี่น้องชาวนาเพิ่งเป็นวันแรก และทุกคนกำลังรอฟังเรา จะทิ้งไว้อย่างไร ทุกคนเตรียมตัวมาแล้ว เราจะทำให้งานนี้เสียไม่ได้ ในขณะเดียวกันเราก็ไม่อยากให้งานของแม่เสียเหมือนกัน คนเราต้องดำรงชีวิตอยู่อย่างมีสติ ใช้สติในการแก้ไขปัญหา ถึงแม้ว่าปัญหานั้นจะยิ่งใหญ่เพียงใดก็ตาม ถามว่าใครบ้างไม่เสียใจ แต่เราจะเอาปัญหาของเราไปทำลายความตั้งใจของคนอีกร้อยคนที่เขาตั้งใจมาอบรมกับเราได้อย่างไร

เริ่มเป็นวิทยากรในฐานะปราชญ์ชาวบ้านได้อย่างไร

คงเริ่มจากการปฏิบัติมากกว่า เมื่อตัวเองทำแล้วจึงนำไปคุยให้ฟัง หลังจากนั้นเขาก็ชวนขึ้นไปคุยบนเวทีบ้าง ความเป็นธรรมชาติเกิดขึ้น เพราะเราคุยในเรื่องที่เราทำ พอมารู้ตัวอีกครั้งเราก็ได้กลายเป็นบุคคลสาธารณะไปแล้ว สิ่งที่เราถ่ายทอดให้พี่น้องชาวนาฟังก็ล้วนแต่เป็นเรื่องของประสบการณ์ เป็นสิ่งที่เราปฏิบัติ แล้วเราก็นำไปบอกต่อ จึงกลายเป็นเรื่องง่ายที่เราไม่ได้ฝืน เพียงแค่เราเข้าใจว่าคนที่มาฟังเราเขาต้องการอะไร และความรู้ที่เรามีตรงกับที่เขาต้องการหรือไม่แค่นั้นเอง ถ้าเขาไม่ต้องการแล้วเรามีความรู้ไม่พอ เราก็คงไม่กล้าถ่ายทอด

การเป็นวิทยากรถ้าเราขาดประสบการณ์ เวลาที่เราขึ้นไปพูดโดยอ่านตามสคริปท์ ถามว่าจะหาความเป็นธรรมชาติได้อย่างไร เพราะฉะนั้นหลักการทำงานของเรา คือต้องตั้งใจทำ เพื่อให้รู้แจ้ง รู้จริง ผิดถูกค่อยว่ากัน แต่ต้องทำให้ได้ก่อน กอปรกับเป็นคนที่ทำอะไรแล้วต้องทำให้สำเร็จ และยอมรับในความผิดพลาดที่เกิดขึ้น แต่ถ้าไม่ผิด จะไม่ยอมเด็ดขาด ต้องมีหลักฐาน

ทราบว่าที่บ้านเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับสมุนไพรด้วย

ที่บ้านจะมีสมุนไพรเยอะมาก ตอนนี้ทางอำเภอมาหารือว่าจะเปิดให้เป็นศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับสมุนไพร แต่เรายังไม่ได้เปิดอย่างเป็นทางการเท่านั้นเอง แต่เป็นที่รู้กันของชาวบ้านว่าสมุนไพรชนิดไหนที่หายากเขาจะมาดูที่บ้าน

ปัจจุบันมีสมุนไพรชนิดใดบ้างที่หายากและกำลังจะสูญพันธุ์

ส่วนหนึ่งของการสูญหาย คือเกิดจากการขยายพันธุ์ยาก และนี่เป็นสาเหตุหลักที่สะสมสมุนไพร มีหลายชนิดที่หายไปและคนเราเองก็ลืมที่จะนำมาใช้ประโยชน์ เช่น ฮ่อสะพายควาย กำลังเสือโคร่ง กำลังช้างสาร สิรินธรวัลลี ไพลหอม กระแจะจันทน์ จันทน์กะพ้อ กำลังควายหงาน ซึ่งตอนนี้หาไม่ได้แล้ว เค้าจะเป็นไม้ยืนต้น ใบใหญ่ เป็นยาชูกำลัง ที่บ้านจึงมีทั้งสมุนไพรที่ใช้ดอก ใช้ต้น ใช้ใบ ทั้งของทางเหนือ และภาคกลาง

สมุนไพรที่ปลูกอยู่ที่สวนสมุนไพรของไร่เชิญตะวัน ก็ขุดมาจากที่บ้านหนึ่งคันรถเต็มๆ ตอนนี้กำลังเริ่มฟื้นเพราะกระทบฝน เมื่อปีที่ผ่านมาที่เชียงรายทั้งร้อนแล้วก็แล้ง แต่พอฝนตกก็มากเกินไปต้นไม้น็อคน้ำไปหลายต้น

แม่ครูเข้าไปเกี่ยวข้องกับโรงเรียนชาวนาของ ท่าน ว.วชิรเมธี ได้อย่างไร

เนื่องจากเราเห็นด้วยกับแนวคิดของท่าน ที่ต้องการให้พี่น้องชาวนาเลิกใช้สารเคมี หันมาทำนาข้าวแบบนาอินทรีย์ลักษณะการเรียนการสอนของโรงเรียนชาวนา จึงต่างกับโรงเรียนทั่วไปเพราะเราไม่ได้สอนนักเรียน แต่เราสอนผู้ใหญ่ ซึ่งล้วนแต่มีประสบการณ์ในเรื่องการทำนา เพราะฉะนั้นเราก็ต้องใช้ความพยายามว่าต้องทำเยี่ยงไร ที่จะทำให้พี่น้องชาวนารู้สึกว่าสอนเหมือนไม่สอน แต่เป็นในลักษณะการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน มีปัญหาอะไร เขาจะได้กล้าพูดกับเรา เพราะมนุษย์มีธรรมชาติอยู่อย่างหนึ่ง คือชอบที่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง มากกว่าที่จะให้ใครมาสอน

ฉะนั้นในหลักสูตรจึงมีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอยู่ตลอดเวลา เพื่อที่จะรู้จักตัวเอง รู้จักปัญหา และรู้จักแนวทางแก้ปัญหาของแต่ละคน เพราะแต่ละพื้นที่มีสภาพภูมิประเทศที่แตกต่างกันออกไป วิธีการผลิต วิธีการทำนาก็ไม่เหมือนกัน สิ่งที่น่าสนใจ คือ "ทำไมหลักสูตรของโรงเรียนชาวนา จึงสามารถใช้ได้กับพี่น้องชาวทุกคน แม้แต่ในลาวในพม่าก็แจ้งความประสงค์เข้ามา เพราะหลักสูตรโรงเรียนชาวนาตามพุทธเศรษฐศาสตร์ ของ ท่าน ว.วชิรเมธี

6 วันที่หยุดไป พี่น้องต้องไปทดลองในแปลงนาของตัวเอง เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นก็ให้นำมาถกกันในห้องเรียนเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน และนำไปสู่การหาแนวทางแก้ไข ทำให้นักเรียนชาวนาของเรามีแนวร่วมในการแก้ปัญหา ที่ผ่านเกษตรกรไร้ที่พึ่งเพราะขาดที่ปรึกษา สุดท้ายเขาก็ต้องหันหน้าไปพึ่งร้านขายปุ๋ยเคมี ถามว่าเจ้าของร้านจะได้รับคำแนะนำแบบฟรีหรือไม่ เพราะสารพัดปัญหาที่เกษตรกรพบจากการทำนาเจ้าของร้านจะแนะนำให้ใช้ปุ๋ยเคมีตัวนั้นตัวนี้เพื่อแก้ปัญหา ไม่มีหรอกที่ใครจะแนะนำวิธีการปฏิบัติมาให้ฟรีๆ

หลักสูตรของโรงเรียนชาวนาจึงเน้นหนักไปที่เรื่องการปฏิบัติ

ใช่ค่ะ หลักสูตรของเรา คือต้องเรียนไปด้วย ปฏิบัติไปด้วย เพื่อที่จะได้เห็นปัญหาและแก้ไขปัญหาไปพร้อมๆกัน เราเน้นเจาะลึกในภาคปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี ยกตัวอย่างเช่น เกษตรกรมีปัญหาเรื่องดิน เราก็จะมาวิเคราะห์ร่วมกัน ว่าสภาพดินของแต่ละพื้นที่แตกต่างกันอย่างไร เบื้องต้นคือให้เกษตรกรเอาไม้ไปปักลงในแปลงนาแล้วลองดมกลิ่นดู ถ้ามีกลิ่นเหม็นเน่าแสดงว่าสภาพดินไม่ดี เกิดแก๊สในดิน กลิ่นดินที่ไม่เกิดกรดจะไม่มีกลิ่น กลิ่นโคลนจะมีเอกลักษณ์ เขาจะไม่เหม็น แต่เมื่อไหร่ที่ดินเกิดกรดจากการย่อยสลายจุลินทรีย์แล้วส่งกลิ่นเหม็น นั่นย่อมแสดงว่าดินตรงบริเวณนั้นเน่า และเกิดก๊าซไข่เน่า จะเปลี่ยนจากกลิ่นธรรมชาติเป็นกลิ่นดินเน่า รากข้าวจะดูดซับอาหารได้น้อยเจริญเติบโตน้อย

แก้ปัญหาโดย การใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วย ด้วยการนำหน่อกล้วยมาสับให้ละเอียดแล้วคลุกกับกากน้ำตาลหมักทิ้งไว้ 7 วัน เราจะได้หัวเชื้อจุลินทรีย์ หน่อกล้วยที่จะนำมาใช้ต้องสูงไม่เกิน 1 เมตร ขุดมาทั้งเหง้า ให้รากและดินติดมานิดหน่อย ที่เหง้าของกล้วยจะมีสารแทนนินต่ำๆ ซึ่งเพียงพอต่อการปราบเชื้อโรคเชื้อราที่เราไม่ต้องการ ทำไมต้องให้ดินมาประมาณ 2 ช้อน เพราะเราต้องการดินบริเวณต้นกล้วยมาเพาะเลี้ยง โดยการใช้กากน้ำตาล นี่คือคำตอบว่าทำไม แรกเราจะคุยกันถึงเรื่องนี้ นี้คือเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงต้องเรียนไปด้วยปฏิบัติไปด้วย และต้องเรียน 1 วัน ถามว่าหนึ่งฤดูกาลผลิตของการทำนา จะเกิดปัญหาเฉพาะ 3 วันแรก ของการทำนานั้นคงไม่ใช่ ตลอดฤดูการทำนา คงต้องมีปัญหาเกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะสภาพดินฟ้าเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

องค์ความรู้ต่างๆ ล้วนเกิดจากประสบการณ์ตรง

องค์ความรู้ที่ชาวบ้านนำมาสอนส่วนหนึ่งได้มาจากประสบการณ์ในการทดลอง ส่วนหนึ่งได้จากการแลกเปลี่ยนกับเกษตรกรและลูกศิษย์ อ่านจากตำรับตำรา ซึ่งบางครั้งเราก็ต้องนำมาทดสอบทดลอง บางสูตรของเราจึงยืนอยู่บนเหตุผล

นอกจากความรู้เรื่องเกษตรกรรมแล้วโรงเรียนชาวนาสอนอะไรอีกบ้าง

สิ่งที่โรงเรียนสอนเพิ่มเติมนอกเหนือจากการเรียนรู้ความเป็นชาวนามืออาชีพ คือการสอนให้รู้จักใช้สมุนไพรเป็นยา การล้างพิษให้กับร่างกาย เช่น การใช้รางจืด ทำน้ำมันเหลืองเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย ทำน้ำยาทรัพย์ไพศาลใช้ในการรักษาผดผื่นคัน

ในกลุ่มนักเรียนชาวนาก็จะรู้รักษ์สมุนไพรมากขึ้น เพราะฉะนั้นเราก็จะเก็บธรรมชาติได้ทั้งหมดที่มากประโยชน์ หลักสูตรของโรงเรียนชาวนาจึงครอบคลุมทั้งเรื่องสุขภาพและการทำมาหากิน รวยสุขทั้งสุขภาพจิตและสุขภาพชีวิต รวยเรื่องอาวุธทางปัญญา

เราเน้นการพึ่งตนเองให้มากที่สุด และพึ่งคนอื่นให้น้อยที่สุด รู้จักนำวัตถุดิบใกล้ตัวมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด เห็นต้นมะกรูดคิดถึงแชมพู เห็นเปลือกหอยคิดถึงยาสีฟัน ฯลฯ

หลักสูตรโรงเรียนชาวนา จึงพยายามเก็บทุกอย่างที่เราได้จากธรรมชาติ นำกลับมาแปรรูปใช้แล้วกลับคืนสู่ธรรมชาติ เหล่านี้คือหัวใจของหลักสูตร และที่สำคัญก็คือในหลักสูตรโรงเรียนชาวนา

หลักสูตรโรงเรียนชาวนายังมหัศจรรย์ตรงที่สามารถเรียกคืนสังคมเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมของชาวนาไทยกลับคืนมา อย่างน้อยชาวนาจังหวัดเชียงรายเกิดการรู้จักกันทั้งจังหวัด ชาวนาเกิดความภาคภูมิใจในอาชีพ ถ้าจบแล้วขอพบปะกันเดือนละครั้ง ไม่อยากจาก ไม่อยากจบ พร้อมที่จะถ่ายทอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่น ได้ใจคน ความเอื้ออาทร ความมั่นใจในตัวเอง การสร้างสายสัมพันธ์ของความเป็นชาวนาไทย

แม่ครูได้อะไรจากการเป็นปราชญ์ให้กับโรงเรียนชาวนา

เรามาที่นี่เราได้ความสุขอันเกิดจากการเป็นผู้ให้ ท่าน ว. ท่านก็เป็นผู้ให้อยู่แล้ว เราจึงขอเป็นอีกแรง สังคมดีไม่มีขาย อยากได้ก็ต้องช่วยกันสร้าง โรงเรียนชาวนาทุกคำถามมีคำตอบ ทุกปัญหาจะมีทางแก้ นักเรียนชาวนาของเราจะมีความรู้ลึก รู้จริง เป็นการสร้างเครือข่ายที่ไม่มีเงื่อนไข แต่มีความผูกพัน มีแต่มิตร ปราศจากการแก่งแย่ง มีแต่พี่น้อง จึงไม่มีการแข่งขัน และช่วงชิง โรงเรียนชาวนาจะปลูกฝังเรื่องการให้ ให้วิธีการ วิธีการทำมาหากินที่ยั่งยืน สร้างความเชื่อมั่นด้วยความจริงใจ อย่ามีผลประโยชน์แอบแฝง

เรามีลูกศิษย์โรงเรียนชาวนาทั่วประเทศนับหมื่นราย หนึ่งรุ่นประมาณ 80-120 คน มากกว่า 100 รุ่น เราไม่ต้องการแสวงหางบประมาณ หรือรางวัลใดๆ ใครจะมายกย่องอะไรเราไม่ต้องการ โรงเรียนต่างกันเป้าหมายเราคือเรื่องเดียว ไร่เชิญตะวันเป็นจุดเริ่มต้น ต่อไปเมื่อพูดถึงเชียงรายต้องข้าวหอมมะลิอินทรีย์เท่านั้น เมื่อไหร่ที่เรามีเครือขายที่แข็งแรงเต็มที่เราจะทำ

"สังคมดีไม่มีขาย อยากได้ต้องช่วยกันสร้างค่ะ"