Thai Traditional Medical Hub

สมุนไพรเพื่อสุขภาพ

ตามที่กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Thailand as World Class Health Care Provider) นั้น

ทางโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ซึ่งดำเนินการมากว่า 30 ปี ด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร ปัจจุบันเป็นสถานที่ศึกษาดูงานของโรงพยาบาล และหน่วยงานต่างๆที่ดำเนินงานด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร ตลอดจนเป็นโรงพยาบาลที่มีความพร้อม ทั้งด้านสถานที่ บุคลากร และองค์ความรู้ที่พัฒนาต่อยอดเป็น Thai Traditional Medical Hub ของประเทศได้

เนื่องในโอกาสครบรอบ 72 ปี วันสถาปนาโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ทางโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี จึงจัดให้มีงานเสวนาวิชาการ "ก้าวให้ไกล ไปให้ถึง Thai Traditional Medical Hub" เป็นกิจกรรมการพบปะแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์ด้านการแพทย์แผนไทย เพื่อนำสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกัน เพื่อก้าวสู่ Thai Traditional Medical Hub ของประเทศอย่างแท้จริง

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร นพ.เอนก พึ่งผล กล่าวถึงโครงการอภัยภูเบศรเวชนคร ว่า เป็นโครงการที่ใช้พลังการศึกษาวิจัยและเทคโนโลยี เข้ามาพัฒนาภูมิปัญญา ด้านสมุนไพรไทยและการแพทย์แผนไทย ขณะเดียวกันการคงอยู่ของธรรมชาติ และวัฒนธรรมของชุมชน จะต้องธำรงรักษาเอาไว้ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โครงการแหล่งเรียนรู้สุขภาพวิถีไทย และเกษตรอินทรีย์ ของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จึงถูกพัฒนาขึ้นมา เพื่อให้การแพทย์แผนไทยและสมุนไพร มีภาคปฏิบัติในครอบครัวชุมชน

โครงการอภัยภูเบศรเวชนคร เฮลธ์ คอมเพล็ก เขาใหญ่ บริเวณทางขึ้นเขาใหญ่ ฝั่งจังหวัดปราจีนบุรี จึงเกิดขึ้นบนเนื้อที่ 98 ไร่ จากมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เพื่อให้การดูแลผู้สูงอายุ สร้างความรู้ หรือเป็นแหล่งท่องเที่ยว ทั้งเป็นห้องรับแขกเมืองสุขภาพ ด้านแพทย์แผนไทยและผลิตภัณฑ์สมุนไพร ในการเป็นประตูสู่อาเซียน

โดยอภัยภูเบศรเวชนคร ประกอบไปด้วย อาคารศูนย์จัดแสดงผลิตภัณฑ์สมุนไพร อาคารบริการการแพทย์แผนไทย ร้านอาหารเป็นยา ภูมิปัญญาไทย 4 ภาค อาคารอเนกประสงค์ พิพิธภัณฑ์หมอยาไทยเรือนหมอพลอย พิพิธภัณฑ์โรงงานยาสุคนธโอสถ (ยาหอมตราม้า) พิพิธภัณฑ์ครัวไทย 4 ภาค เรือนสปาไทยอภัยภูเบศร อาคารพักรวมผู้สูงอายุ อาคารสาธิตการผลิตวัตถุดิบเกษตรอินทรีย์แบบครบวงจร อาคารสันทนาการ

ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เน้นย้ำถึงประชาชนคนไทย จะสุขภาพที่ดีขึ้นได้นั้น ต้องมีความรู้ มีทัศนคติ และประสบการณ์ ในการเลือกใช้สมุนไพรที่ถูกต้อง เนื่องจากสมุนไพรส่วนใหญ่นั้น ไม่จำเป็นต้องซื้อหา แต่ปลูกใช้เองในบ้านและชุมชนได้ แล้วในโอกาสที่อีก 2 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเข้าเป็นส่วนหนึ่ง ในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จึงควรที่จะมีการเรียนรู้และเข้าใจ การใช้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพ ของประเทศอื่นๆในอาเซียนด้วย โดยส่วนใหญ่ก็มักจะมีการใช้สมุนไพรที่คล้ายคลึงกัน เช่น ขมิ้นชัน...แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ เปลือกมังคุด...ใช้ในการสมานแผล หรือแม้กระทั่งการนำสมุนไพรหลายๆตัว มารวมกันเป็นตำรับยาบำรุงสุขภาพ หรือที่เรียกว่า "ยาอายุวัฒนะ" ก็มีปรากฏให้เห็นในประเทศอื่นๆด้วยเช่นกัน อาทิ พม่า อินโดนีเซีย มาเลเซีย

การเรียนรู้ชาติอื่นๆในอาเซียนผ่านวัฒนธรรมการใช้สมุนไพรในรูปแบบอาหาร ยา และความงามนั้น จะเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ ที่ส่งเสริมให้ประชาคมอาเซียน มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น เพราะเมื่อประชาชนมีความเข้าใจว่า แท้จริงแล้วทั้งหมดเป็นพี่น้องกัน มีรากทางวัฒนธรรมเดียวกัน มีทรัพยากรคล้ายกัน แทนที่จะฉกฉวยโอกาสในการแข่งขัน ควรจะหันหน้ามาร่วมมือกัน โดยเฉพาะเรื่อง "สมุนไพร" นั้น ประเทศไทยมีทั้งแหล่งทรัพยากรทางชีวภาพ มีประสบการณ์การใช้จากบรรพบุรุษ อีกทั้งสนับสนุนการวิจัยที่มีศักยภาพ

ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร บรรยายเรื่อง "การแพทย์แผนไทย การแพทย์องค์รวม" ใจความว่า "การแพทย์อายุรเวชนั้น เป็นการแพทย์แผนไทยที่เก่าแก่ ศาสนาพุทธเอาการแพทย์แผนไทย เป็นการแพทย์ประจำศาสนา ทฤษฎีการเกิดโรคทางแพทย์แผนไทย จะสามารถรับรู้ได้จากอายาสนะ การสัมผัส หรือการเทียบเคียง โดยชีวิตทุกชีวิตประกอบด้วยธาตุต่างๆ ซึ่งมีธาตุดิน 20 ธาตุน้ำ 12 ธาตุลม 6 และธาตุไฟ 4

...การเกิดโรคภัยไข้เจ็บ จะเกิดจากธาตุที่ไม่สมดุล มีเกินไปบ้างหรือหย่อนไปหน่อย ซึ่งอะไรที่จับต้องได้เป็นธาตุดิน อะไรที่เป็นของเหลวเป็นธาตุน้ำ หรืออะไรที่เคลื่อนไหวได้เป็นธาตุลม ทั้งลมกองหยาบ...ฟุ้งอยู่ในกระเพาะ และลมกองละเอียด...เป็นความคิด ความเจ็บปวด รวมถึงการเคลื่อนไหว ที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ นั่นก็ถือเป็นอาการของธาตุลม ธาตุลมเป็นเหตุให้เกิดโรคมากที่สุด เพราะมีการเปลี่ยนแปลงที่ง่าย

...การย่อยอาหาร การอักเสบ...เป็นเรื่องราวของธาตุลม โดยวัยเด็ก...เสมหะ วัยกลางคน...ปิตตะ และวัยชรา...วาตะ ดังนั้น ผู้สูงอายุมักมีอาการจากลมบ่อย ส่วนเพศหญิงมีความเย็นมากกว่าความร้อน ผู้ชายมีความร้อนมากกว่าความเย็น ซึ่งสมุนไพรรสขม รสฝาด...ให้ความเย็น สมุนไพรรสเผ็ด...ให้ความแห้ง ซึ่งไม่เหมาะกับคนสูงอายุ แต่ควรเติมความร้อนหรือความชุ่มชื้น ด้วยอาหารเป็นพวกที่ต้มหรือตุ๋น

...แต่ละธาตุมีหน้าที่แตกต่างกัน มีธาตุดินเป็นตัวรองรับทั้งหมด ธาตุน้ำเป็นตัวยึดเกาะ ธาตุลมทำให้เกิดการเคลื่อนไหว และธาตุไฟทำให้เกิดการอบอุ่น สาเหตุของการเกิดโรค เนื่องจากธาตุไม่สมดุลกัน ธาตุไฟกับธาตุลม มักเคลื่อนไหวค่อนข้างมาก จึงต้องดูแลกันเป็นส่วนใหญ่ การสังเกตเมื่อธาตุไม่สมดุลกัน อย่างหากมีเสหะมาก...จะมีปัญหากับธาตุลม ทำให้หายใจไม่สะดวก เมื่อธาตุลมอุดตันสะสมกับธาตุไฟ พอรวมกันก็กลายเป็นการอักเสบ ฉะนั้นความแปรปรวนของธาตุ เป็นสาเหตุของการเกิดโรค

...ด้านการแพทย์แผนไทย เพียงแต่เข้าใจตัวเอง ธรรมชาติตัวเราเป็นอย่างไร เข้าใจธรรมชาติของพืชพรรณที่ทาน อะไรที่สูงไป...ก็ดึงลงมา อะไรหย่อนไป...ก็ดึงขึ้นมา อย่างร้อนในบางครั้งน้ำเปล่าช่วยไม่ได้ เพราะพลังความเย็นไม่พอ ก็ใช้น้ำใบบัวบก หรือหากหนาวในอาจทานน้ำขิง ซึ่งการทานอาหารก็เพื่อปรับธาตุ หมายถึงทำให้เกิดการย่อยที่ดี ดังนั้นอาการท้องอืด...เป็นเรื่องใหญ่ของการแพทย์แผนไทย เพราะจะนำไปสู่การแปรปรวนมากมาย ฉะนั้นพวกอาหารไทย จึงมีเครื่องเทศในการดูแลสุขภาพ

...ทำไมเครื่องเทศไม่อยู่ในอาหาร 5 หมู่ แต่มีความจำเป็น เพราะเป็นจุดที่เชื่อมตัวเรากับโรค ในเรื่องของธาตุต่างๆที่เข้าสู่ร่างกาย ยาบำรุงธาตุในวิถีของคนไทย เป็นยาช่วยย่อยหรือบำรุงธาตุไฟ ที่ใช้ในการย่อยอาหาร ยาหมู่จึงมีขมิ้นชันเป็นหลัก ใช้ได้กับคนทุกธาตุ หรือพวกลูกผักชี โป๊ยกั๊ก อบเชย ก็เหมาะกับคนสูงวัย

...อาหารหมักดอง ช่วยเรื่องการช่วยย่อย ความเปรี้ยว...เป็นตัวหนึ่งที่เพิ่มธาตุไฟ ช่วยเพิ่มเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ คือ Probiotic ที่สามารถทำลายสารพิษ หรือช่วยย่อยอาหาร ฉะนั้นหลักการแพทย์แผนไทย คือดูแลลำไส้ให้ดีเป็นลำดับต้นๆ เพราะเป็นจุดเริ่มของโรคภัยไข้เจ็บ โดยที่ตอนกำลังเจ็บป่วย ไม่ควรเอาอะไรไปกระทบธาตุ คือ อะไรที่ร้อนเกินไป อะไรที่เย็นเกินไป...อย่าทาน อะไรที่ร้อน ได้แก่ ของทอด ของมัน ของหวาน หน่อไม้ ปลาไม่มีเกล็ด...มีความร้อนในตัว ส่วนอะไรที่เย็น ได้แก่ แตงกวา แตงไทย

...ยาขม...เป็นยาเย็น มีอาการร้อนใน ทานยาขม ยาสตรี...มีการเสียความร้อน หรือเสียเลือดทุกเดือน แล้วยังเป็นความเชื่อในสังคมไทย ด้วยทำให้เป็นหนุ่มสาวขึ้น หรือทำให้คนเป็นปกติขึ้น และยาหอม...เหมือนยาช่วยย่อย การแพทย์แผนไทยองค์รวม จะรักษาความสมดุลกายใจ ใช้พลังดิน น้ำ ลม และไฟ...ในการเยียวยา"
นอกจากนี้ภายในงาน 72 ปี วันสถาปนาโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ยังมีการจัดนิทรรศการ "เรียนรู้ เข้าใจ อาหารสมุนไพรอาเซียน" นำเสนอในรูปแบบตลาดอาหารสมุนไพรอาเซียน ที่มีวัฒนธรรมในการกินการใช้ ที่คล้ายคลึงกับคนไทย เช่น ตาล บัว กล้วย หรืออาหารจำพวกเส้น และผักพื้นบ้าน อีกทั้งมีการสาธิตการทำอาหาร ที่ใช้ร่วมกันในอาเซียน อาทิ โปรไบโอติกส์ สไตล์อาเซียน เช่น เทมเป้ ยาดอง ผักดอง ขนมจีน และการทำค็อกเทลอาเซียนหรือยาหมู่ รวมถึงการจัดกิจกรรมนวดถวายมือ

หากท่านใดมีความสนใจ เชิญเข้าเยี่ยมชมที่ ศูนย์การเรียนรู้การดูแลสุขภาพภาคประชาชน ด้านการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร ได้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เรื่องของสมุนไพรและการแพทย์แผนไทย ณ มูลนิธิเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โทรศัพท์ 0-3721-1289 ได้เลยค่ะ