วิวัฒนาการของบัลเล่ต์คลาสสิค มาสู่ Ballet On Ice

โน้ตบุ๊ค

เมื่อชมโอเปร่าแล้ว ก็อดนึกถึงการแสดงที่งดงามอีกประเภทหนึ่งไม่ได้ นั่นคือ "บัลเล่ต์" ซึ่ง "บันนี่" ก็ได้มีโอกาสไปชมในมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติครั้งที่ 15 นี้เช่นกัน เมื่อชวนใครๆไปชมบัลเล่ต์ไม่ค่อยมีใครปฏิเสธ ต่างให้เหตุผลว่าเป็นการแสดงที่สวยงามทั้งลีลาและนักเต้น บทเพลงไพเราะและฟังง่ายกว่าโอเปร่า

"บัลเล่ต์" เป็นศิลปะการเต้นรำแขนงหนึ่ง ที่มีประวัติความเป็นมายาวนานนับศตวรรษ โดยมีจุดกำเนิดครั้งแรกที่ประเทศอิตาลี ในยุค "เรอแนซซองส์" หรือยุคพื้นฟูศิลปวิทยาการ ในยุคแรกเริ่มนั้น ถือว่าเป็นกิจกรรมทางสังคมของราชสำนักอิตาลี ที่แสดงโดยเหล่าขุนนางชายเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากมีชุดที่กระชับและง่ายต่อการเคลื่อนไหวมากกว่าเหล่าขุนนางฝ่ายหญิงที่สวมใส่กระโปรงสุ่มขนาดใหญ่ ต่อมาแคทเธอรีนบุตรีของตระกูล "เมดิซี" ซึ่งเป็นตระกูลขุนนางที่มีความสำคัญในการปกครองประเทศอิตาลี ได้อภิเษกสมรสกับพระเจ้าอองรีที่ 2 แห่งฝรั่งเศส ได้รับสถาปนาเป็นพระนางแคทเธอรีน เดอ เมดิซี ได้นำศิลปะการเต้นบัลเล่ต์เข้าไปเผยแพร่สู่ราชสำนักฝรั่งเศส และได้รับนิยมแพร่หลายเรื่อยมาจนถึงยุคพระหลุยส์ที่ 14 พระองค์ทรงสนับสนุนและทรงร่วมแสดงละครบัลเล่ต์เรื่อง "La Nuit" ด้วย ทั้งระดมผู้คนในราชสำนัก นักการเมือง ทุ่มเทพัฒนาการแสดงเต้นรำจนเกิดความรุ่งเรืองสูงสุด ใน ค.ศ.1661 ทรงให้ก่อตั้งสถาบันการระบำ Academie Royale De La Danse ซึ่งในปัจจุบันคือ Paris Opera Ballet พร้อมกันนั้นท่าพื้นฐานของบัลเล่ต์คลาสสิค 5 ท่วงท่าก็ได้รับการบัญญัติขึ้น

ศตวรรษต่อมา นอกจากบัลเล่ต์ในฝรั่งเศสจะมีรากฐานที่เข้มแข็งแล้ว ยังเริ่มมีการพัฒนาเทคนิคต่างๆมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเติมความคิดทางศิลปะเข้าไป ด้วยการนำเรื่องราวโอเปร่ามาถ่ายทอดด้วยการเต้นและเคลื่อนไหวแบบบัลเล่ต์ มีตัวเอก ตัวรอง ทำให้มีการแจ้งเกิดนักแสดงบัลเล่ต์มากมาย อาทิ เฌอนิแวฟ กอสเซอแลง มารี ตาโกลนี และ แฟนนี เอลสเลอร์ ที่ได้ช่วยกันพัฒนาเทคนิคการเต้นแบบพอยท์เท้า ซึ่งเป็นที่มาของ "ระบำปลายเท้า" ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ของการเต้นบัลเล่ต์ในปัจจุบัน

จากนั้นศิลปะการเต้นบัลเล่ต์ได้เคลื่อนย้ายความนิยมไปยังประเทศรัสเซีย มีการเปิดโรงเรียนสอนเต้นบัลเล่ต์แห่งแรกขึ้นภายใต้การสนับสนุนของจักรพรรดินีแอนนา อีวา นอพน่า ชื่อ อิมพีเรียล บัลเล่ต์ สกูล บัลเล่ต์ ระหว่างศตวรรษที่ 18 ถึง 20 ความเฟื่องฟูของบัลเล่ต์ได้ย้ายมามีศูนย์กลางอยู่ที่รัสเซีย โดยเฉพาะเมื่อมี 3 ทหารเสืออย่าง มาริอุส เปติปา เลฟ อีวานอฟ และ เพเพอร์ ไชคอฟสกี้ ช่วยกันแต่ง Swan Lake ใน ค.ศ.1895 จนกลายเป็นบัลเล่ต์เรื่องดังที่สุดในโลก จากนั้นมาริอุส ซึ่งเป็นนักออกแบบท่าเต้นได้ร่วมงานกับไชคอฟสกี ในบัลเล่ต์เรื่องดังของโลกอีกเรื่องหนึ่งคือ The Nutcracker ในค.ศ.1892 และ The Sleeping Beauty ใน ค.ศ.1890 นับว่าเป็นยุคทองของรัสเซียเลยทีเดียว

บัลเล่ต์รัสเซียรุ่งเรืองอยู่ได้ไม่นาน ก็เกิดการปฏิวัติในรัสเซีย ทั้งนักแต่งเพลง นักออกแบบท่าเต้นและนักแสดง จำนวนมากอพยพออกนอกประเทศ อย่างเช่น เซอร์เก ดิอากิเลฟ ไปเปิดบริษัทบัลเล่ต์รัสเซียในกรุงปารีส ในขณะเดียวกัน นักแสดงมากความสามารถยังพัฒนาบัลเล่ต์ภายใต้การปกครองแบบคอมมิวนิตส์ มีการตั้งคณะบัลเล่ต์ชื่อดังมากมาย อาทิ บอลชอย (มอสโก) คณะคีรอฟ (เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก) นอกจากเรื่องคลาสสิคเดิมๆ ยังมีการนำวรรณกรรมหลายเรื่องมาเขียนบทบัลเล่ต์ เรื่องดังๆ คือ โรมิโอและจูเลียต และซินเดอเรลลา

ใน ค.ศ.1957 คณะบัลเล่ต์มอสโกของรัสเซียได้พัฒนาการแสดงบัลเล่ต์มาเป็นบัลเล่ต์บนลานน้ำแข็ง หรือ "Ballet On Ice" โดยการรวมศิลปะการแสดงของบัลเล่ต์ สเก๊ต และละครสัตว์เข้าด้วยกัน เป็นการแสดงที่งดงามและมหัศจรรย์มาก เดิมเปิดการแสดงเฉพาะในสนามกีฬากลางแจ้งในรัสเซีย ต่อมาได้จัดแสดงในประเทศต่างๆมากมายทั้งในยุโรป อเมริกา และเอเชีย ใน ปี 1990 คณะมอสโก Ballet On Ice ได้จัดแสดงในโรงละครบนเวทีของโอเปร่า ในขณะเดียวกันคณะบัลเล่ต์เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กก็ได้พัฒนาเป็น Ballet On Ice ในปี 1967 และจัดแสดงในโรงละครเมื่อ ค.ศ.1995 การแสดงที่นิยมมากที่สุดคือบทประพันธ์ของไชคอฟสกี้ อาทิ เรื่อง Sleeping Beauty, Swan Lake, Cinderella และ Nutcracker ซึ่งเป็นเรื่องที่ได้นำมาแสดงในการเปิดตัวมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติครั้งนี้ เป็นรอบปฐมฤกษ์ และปิดท้ายมหกรรมด้วยบัลเล่ต์เรื่อง โรมิโอแอนด์จูเลียต ในวันที่ 14 ตุลาคมนี้

จะเห็นได้ว่าบัลเล่ต์ในปัจจุบันก็มักจะไม่ทิ้งเรื่องราวคลาสสิคเดิมๆ ที่มีการสร้างสรรค์ไว้ตั้งแต่สมัยยุคทองของรัสเซีย การชมบัลเล่ต์สวยงามจึงมักตัดสินกันที่ความสามารถของนักแสดงตัวเอกเป็นหลักว่าจะถ่ายทอดท่วงท่า ลีลา และอารมณ์ที่เป็นจุดเด่นของบัลเล่ต์แต่ละเรื่องออกมาได้โดดเด่นขนาดไหน

"บันนี่" แนะนำให้ชมทั้งสองแบบ เพราะลีลาและท่วงท่าของบัลเล่ต์แบบคลาสสิคและบนลานน้ำแข็งนั้นงดงามต่างกันอย่างน่าอัศจรรย์จริงๆค่ะ!