ดอกไม้ประจำชาติ

วิถีไทย-วิถีอาเซียน

สุวรรณภูมิ เป็นนามที่ปรากฏในเอกสารโบราณหลายชิ้น แปลว่า "แผ่นดินทอง" หมายถึงชุมชนโบราณที่ก่อเกิดขึ้นบนดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการค้านานานาชาติทางทะเล ในฐานะแหล่งของสินค้าเฉพาะอย่างที่หาได้ยากในดินแดนอื่น ดึงดูดให้นักเดินเรือค้าขายที่มุ่งหน้าจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมายังสุวรรณภูมิ แวะเข้ามาซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าตามชุมชนรายทางนอกเหนือจากจุดหมายสำคัญในภูมิภาคอย่างอินเดียและจีน

จากหลักฐานศิลาจารึกภาษาสันสกฤต และจดหมายเหตุประวัติศาสตร์ของจีนแสดงให้เห็นว่า มีอาณาจักรเกิดขึ้นในดินแดนสุวรรณภูมิแล้วอย่างน้อย 2 แห่ง ถือเป็นอาณาจักรเก่าแก่ที่สุดเท่าที่มีการสืบค้นได้ คือ อาณาจักรฟูนัน ทางลุ่มแม่น้ำโขงตอนใต้ หรือประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน ครอบครองแคว้นหลายแคว้น มีอำนาจควบคุมการค้าทางทะเลด้านใต้เป็นเวลาถึง 500 ปี อีกแห่ง คืออาณาจักรจัมปา หรืออาณาจักรลินยี่ ตั้งตนอยู่ทางตอนกลางของเวียดนามในปัจจุบัน และพยายามที่จะขยายดินแดนขึ้นไปทางเหนือ

ดังนั้น เมื่อนับย้อนไปจึงเห็นได้ว่าชนชาติที่อยู่ในสุวรรณภูมิแห่งนี้ ล้วนมีเชื้อสายสืบทอดกันมาจากจุดกำเนิดเดียวกัน มีความละม้ายคล้ายคลึง แม้แต่ดอกไม้นานาพรรณที่กลายมาเป็น ดอกไม้ประจำชาติของแต่ละประเทศ ดอกไม้ประจำชาติเหล่านี้ หลายชนิดคนไทยมีความคุ้นเคย และนิยมปลูกมานานแล้ว จนบางคนก็เข้าใจผิดว่าเป็นดอกไม้ประจำชาติของไทย

เริ่มจาก ดอกไม้ที่คนไทยนำมาบูชาพระอย่าง ดอกบัว หรือ Lotus เป็นดอกไม้ประจำชาติของเวียดนาม ซึ่งชาวเวียดนามถือว่าเป็นหนึ่งในสี่ของพันธุ์ไม้ที่มีความสง่างาม ประกอบด้วย ต้นสน ต้นไผ่ และต้นเบญจมาศ และดอกบัว สำหรับชาวเวียดนามแล้วดอกบัวเป็นที่รู้จักกันในนาม ดอกไม้แห่งรุ่งอรุณ พบได้ทั่วไปตามแหล่งน้ำในประเทศเวียดนาม ดอกบัวคือสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ ความผูกพัน และการมองโลกในแง่ดี ความสง่างาม

ด้วยเหตุนี้ ดอกไม้ชนิดนี้จึงมักถูกกล่าวถึงในบทกลอนและเพลงพื้นเมืองของเวียดนามอยู่เสมอ

ดอกชบา (Hibisaus) เป็นดอกไม้ประจำชาติของมาเลเซีย ด้วยกลีบดอกที่มีอยู่ 5 กลีบ จึงเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของ 5 หลักการแห่งความเป็นชาติของประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นปรัชญาเพื่อเสริมสร้างความเป็นปึกแผ่นและความอดทนในชาติ เราสามารถพบดอกชบาได้ทั่วไปในประเทศมาเลเซีย ดอกไม้ชนิดนี้ยังมีสรรพคุณในทางการแพทย์และความงาม จึงมีผู้นำมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย

ดอกลั่นทม หรือจำปาลาว (Champa) ดอกไม้ประจำชาติของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ดอกมีกลิ่นหอมและมีหลากหลายสี เช่น สีแดง เหลือง ชมพู และโทนสีอ่อน ดอกลั่นทมเป็นตัวแทนของความจริงใจและความสุขในชีวิต จึงนิยมใช้ประดับในพิธีต่างๆ หรือทำเป็นพวงมาลัยเพื่อต้อนรับแขก ดอกลั่นทมบานทุกวันและอยู่ได้นาน จึงมักปลูกกันอย่างแพร่หลาย และเห็นได้ชัดเจนโดยเฉพาะในบริเวณวัด ซึ่งเป็นความเชื่อแบบเดียวกับคนไทยสมัยก่อนที่ไม่นิยมปลูกดอกไม้ชนิดนี้ไว้ในบ้าน แต่จะปลูกในวัด เนื่องจากชื่อที่เรียกขานกันว่า ลั่นทม ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น ลีลาวดี จนทำให้มีคนหันมานิยมปลูกกันตามบ้านเรือนมากขึ้น

ดอกพุดแก้ว (Sampaquita jasmine) เป็นดอกไม้ประจำชาติของฟิลิปปินส์ มาตั้งแต่ ค.ศ.1934 ดอกพุดแก้วมีกลีบดอกเป็นรูปดาวสีขาวที่บานตลอดทั้งปีโดยจะแย้มดอกในตอนกลางคืน และส่งกลิ่นหอมประมาณ 1 วัน สำหรับประชาชนชาวฟิลิปปินส์ ดอกไม้ชนิดนี้เป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ ความเรียบง่าย ความอ่อนน้อมถ่อมตนและความเข้มแข็ง การผลิบานของดอกพุดแก้วถูกนำมาเฉลิมฉลองในตำนานเรื่องเล่า และบทเพลงของประเทศฟิลิปปินส์ โดยมีความเชื่อว่า ดอกไม้ชนิดนี้มีที่มาจากแถบเขาหิมาลัยในศตวรรษที่ 17

ดอกล้านชะวา หรือซิมปอร์ (Simpor) ดอกไม้ประจำชาติบรูไน ดารุสซาลาม ดอกมีกลีบขนาดใหญ่สีเหลือง เมื่อบานเต็มที่กลีบดอกจะกางออกคล้ายร่ม รูปดอกล้านชะวาพบได้ในธนบัตรราคา 1 ดอลลาร์ ของประเทศบรูไน และถูกใช้อย่างแพร่หลายในด้านศิลปะการออกแบบงานฝีมือพื้นเมือง พบได้ทั่วไปตามแม่น้ำของประเทศนี้ โดยเฉพาะแม่น้ำ Tem-burong และยังพบตามบึงบริเวณที่มีทรายสีขาว ส่วนต่างๆของต้นไม้ชนิดนี้นำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น รักษาบาดแผล

ดอกลำดวน (Rambul) ดอกไม้ประจำชาติของประเทศกัมพูชา มีดอกสีขาวเหลืองอยู่บนใบเดี่ยว มีกลิ่นหอมในเวลาค่ำ และเนื่องจากกลิ่นหอมนี่เองที่ทำให้อดีตมักเปรียบดอกลำดวนกับผู้หญิงเขมร ต้นลำดวนมีความสูงประมาณ 8-12 เมตร พบได้ทั่วไปในประเทศกัมพูชา มีให้เห็นทั่วไปในสวนสาธารณะ

ดอกประดู่ (Hibiscus) ดอกไม้ประจำชาติของเมียนมาร์ หรือสหภาพพม่า ดอกสีเหลืองทอง มีกลิ่นหอม ผลิดอกหลังฝนแรกของเดือนเมษายนซึ่งเป็นเวลาเดียวกับการเฉลิมฉลองปีใหม่ของประเทศ เมื่อผลิดอกต้นประดู่จะเป็นสีทองตลอดทั้งต้น ชาวพม่าถือว่า ต้นประดู่เป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแรงและความทนทาน ดอกไม้ชนิดนี้ยังหมายถึงวัยหนุ่มสาวและความรัก ดอกประดู่เป็นดอกไม้ที่ขาดไม่ได้ในงานประเพณีและพิธีทางศาสนา จึงพบปลูกมากในประเทศพม่า นอกจากนี้ลำต้นยังสามารถนำไปทำเป็นเครื่องเรือนได้อีกด้วย

ดอกกล้วยไม้กลุ่มแวนด้า (Vanda Miss Joaquim) เป็นดอกไม้ที่รู้จักกันมากที่สุดในสิงคโปร์ เพราะเป็นดอกไม้ประจำชาติของประเทศนี้ ตั้งชื่อตามผู้ผสมพันธุ์ มีสีม่วงและรูปลักษณ์สวยงาม อีกทั้งดอกบานตลอดทั้งปี Vanda Miss Joaquim ถูกยกให้เป็นดอกไม้ประจำชาติของสิงคโปร์ มาตั้งแต่ ค.ศ.1981 ทำให้ดอกกล้วยไม้กลุ่มแวนด้าพบได้ทั่วไปในประเทศสิงคโปร์

ส่วนดอกกล้วยไม้อีกชนิดหนึ่ง ที่มีชื่อเรียกว่า Moon Orchid หรือดอกกล้วยไม้ราตรี ถูกยกให้เป็นดอกไม้ประจำชาติของอินโดนีเซีย กล้วยไม้ชนิดนี้อยู่ในสายพันธุ์ Phalaenopsis amabilis ถือเป็นหนึ่งในสามของดอกไม้ประจำชาติของอินโดนีเซีย โดยดอกไม้อีก 2 ชนิดที่เหลือ ได้แก่ ดอกJusminium sambe และดอก Raflesia arnokdii แต่ดอกกล้วยไม้ราตรีเป็นดอกกล้วยไม้ที่บานได้นานที่สุด โดยช่อดอกสามารถแตกกิ่ง และอยู่ได้นานถึง2-6 เดือน ปกติกล้วยไม้ชนิดนี้จะบาน2-3 ครั้งต่อปี ก่อนจะโตเต็มที่สามารถเจริญเติบโตในอากาศชื้นจึงมักพบทั่วไปในที่ราบต่ำของอินโดนีเซีย

คนไทยเริ่มตื่นตัวและสนใจนำกล้วยไม้มาปลูกเป็นไม้ประดับอย่างกว้างขวางและจริงจังตั้งแต่รัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และนับเป็นจุดเริ่มแรกของการศึกษาเกี่ยวกับกล้วยไม้ โดยปรากฏตำราเล่นกล้วยไม้เล่มแรกพิมพ์เมื่อ พ.ศ.2460 เป็นพระนิพนธ์ของ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทั้งนี้กล้วยไม้เป็นไม้ดอกในกลุ่มพืชใบเลี้ยงเดี่ยวที่มีอายุยืนนานหลายปี และมีจำนวนมากที่สุดในบรรดาไม้ดอกด้วยกัน ตามรายงานระบุว่ามีจำนวนประมาณ 19,000 ชนิด พบได้ในถิ่นอาศัยแบบต่างๆ ตั้งแต่บริเวณที่มีน้ำแข็งปกคลุมเกือบตลอดปีไปจนถึงเขตร้อนในป่าทุกประเภท นอกจากเป็นพืชมหัศจรรย์ในด้านความหลากหลายของรูปลักษณ์ต่างๆยังมีขนาดตั้งแต่ขนาดใหญ่เท่าต้นอ้อย เช่น ว่านเพชรหึง หรือโตกว่าหัวไม้ขีดไฟเล็กน้อย เช่น พวกสิงโตบางชนิด แม้คนไทยจะคุ้นเคยกับกล้วยไม้ ถึงขนาดเป็นสัญลักษณ์ของสายการบินแห่งชาติ และถูกนำไปใช้ในเชิงสัญลักษณ์อีกมาก แต่ดอกไม้ที่ถือเป็นดอกไม้ประจำชาติของไทยกลับเป็น ดอกราชพฤกษ์

ราชพฤกษ์ มีชื่อเรียกในภาษาพื้นเมืองว่า คูน และลมแล้ง เป็นไม้ประจำชาติไทยที่ให้ความสง่างามมีเกียรติและศักดิ์ศรี นอกจากนี้ยังถือเป็นไม้มงคลที่มีความศักดิ์สิทธิ์ มักนำใบมาประกอบพิธีสำคัญโดยนำมาผูกกันเป็นกำแล้วนำมาจุ่มน้ำมนต์เพื่อประพรม ความเชื่อแต่โบราณหากนำราชพฤกษ์มาปลูกในเขตบ้านจะเสริมให้คนในบ้านมีแต่ความสุขความเจริญ ทำมาหากินเจริญก้าวหน้าในลาภยศและปลอดภัยจากสิ่งเลวร้าย รวมทั้งยังมีสรรพคุณในทางยา เช่น ดอกมีสรรพคุณลดไข้ และใช้เป็นยาระบายสำหรับคนท้องผูก ใบนำมาต้มกรองเอาแต่น้ำดื่มกินรักษาโรคพยาธิและระบายลม รากและแก่น มีสรรพคุณในการขับพยาธิได้เป็นอย่างดี

ดอกราชพฤกษ์จะมีลักษณะแตกออกจากบริเวณก้านใบเป็นช่อๆลักษณะห้อยลงพื้น ดอกสีเหลืองเป็นพวงระย้าดูสวยงาม เวลาที่ออกดอกแล้วใบจะร่วง เห็นแต่ดอกสีเหลืองห้อยระย้าเต็มต้น เพิ่มสีสันให้กับบรรยากาศสองข้างทางด้วยทัศนียภาพน่าชื่นชม

ดอกไม้ประจำชาติของประเทศในกลุ่มอาเซียน จึงเป็นอีกสิ่งที่แสดงถึงความเป็นหนึ่งเดียว ที่มีการผสมผสานอย่างกลมกลืน ด้วยความคล้ายคลึงของพืชพรรณอันเป็นธรรมชาติของประเทศที่ต่างอยู่ในเขตร้อนชื้นแบบเดียวกัน ดอกไม้ยังเป็นเสมือนเครื่องมือชั้นดีที่บ่งบอกว่า ใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับอีกด้วย