บ้านดินสร้างได้ด้วยมือเรา

บ้านดินสร้างได้ด้วยมือเรา

ตอนที่ 5 การทำโครงหลังคา และการมุงหลังคาบ้านดิน
หากท่านผู้อ่านได้ติดตามขั้นตอนต่างๆ ในการสร้างบ้านดินหลังนี้มาตั้งแต่ต้น จะเห็นว่าการสร้างบ้านดิน ก็คล้ายกับการปลูกต้นไม้ ในขั้นตอนการทำก้อนอิฐดิน เปรียบได้กับการเสาะแสวงหาเมล็ดพันธุ์ที่ดี การทำฐานรากบ้านดิน คือการเตรียมหลุมปลูก การก่อผนังทีละชั้นๆ ก็คือการนำกล้าไม้ลงดิน เฝ้าดูแล รดน้ำ พรวนดิน จนต้นกล้าเจริญเติบโต และขั้นตอนต่อไปนี้คือการทำโครงหลังคาและการมุงหลังคาบ้านดิน หมายความว่าต้นไม้ของเราได้เติบใหญ่ขึ้นพร้อมให้ร่มเงาแก่เราแล้ว
องค์ประกอบหลักของบ้านดิน ก็คือดินกับแกลบที่ไม่ต้องผ่านกระบวนการแปรรูปใดๆ เพียงนำมาผสมกันแล้วเหยียบย่ำจนเหนียว อัดใส่บล็อคหรือไม้แบบ แล้วตากทิ้งไว้กลางสายลม แสงแดด จนแห้งสนิท ก็จะได้ก้อนอิฐดินดิบพร้อมใช้งาน ในส่วนวงกบประตู หน้าต่าง และโครงหลังคา เราจะใช้ไม้ ซึ่งหากวางแผนดีๆ เราสามารถปลูกต้นไม้ไว้ใช้เองได้ โดยไม่ต้องเบียดเบียนต้นไม้ป่าจากธรรมชาติ และต้นไม้ที่ปลูกเองนี้ เราก็นำมาใช้ได้ทั้งต้น โดยไม่ต้องผ่านการแปรรูปด้วยเหมือนกัน นั่นคือการลดพลังงานที่ใช้ในการแปรรูปนั่นเอง ต้นไม้เมื่อล้มลง จะผุกร่อน เปื่อยยุ่ย กลายเป็นปุ๋ยดิน บ้านดินก็เช่นเดียวกัน เมื่อถึงวันดับสูญ (อาจอีกร้อย หรือสองร้อยปีข้างหน้า) องค์ประกอบหลักคือดิน ก็จะกลับคืนสู่ผืนดินดังเดิม และที่เล่ามาตลอด 3 - 4 ตอนนี้ คือการตอบคำถามที่ว่า บ้านดินช่วยลดสภาวะโลกร้อนได้อย่างไรนั่นเอง
นับแต่เริ่มต้นสร้างบ้านดินหลังนี้อย่างจริงจัง บ้านดินได้สอนอะไรแก่เราบ้าง?... อาจสรุปได้สองสามประการ เท่าที่คิดได้ตอนนี้คือ
ประการแรก บ้านดินต้องอาศัยปัจจัยธรรมชาติเป็นหลัก เราต้องการสายลม ต้องการแสงแดดแรงๆ ในจังหวะและโอกาสที่เหมาะสมเพื่อช่วยให้บ้านดินแห้งสนิท เราต้องการอากาศร่มรื่นเย็นสบายในช่วงการก่อผนัง และฝนก็มิใช่สิ่งน่ากลัวสำหรับบ้านดิน ขอเพียงอย่าให้ท่วมขังเป็นเวลานานๆ เพราะไม่ว่าบ้านประเภทไหน ก็คงอยู่ไม่ได้ในสภาวะน้ำท่วมเหมือนกันค่ะ
ประการที่สอง เงินทอง หรือสมบัติล้ำค่าใดๆ ไม่สามารถเนรมิตให้ต้นไม้เติบโตได้ในพริบตา ฉันใด เงินทองก็ไม่สามารถเนรมิตบ้านดินที่เปี่ยมไปด้วยความสุขของผู้สร้าง มิตรภาพแห่งมิตร ความอบอุ่น ความรัก และความเข้าใจของคนในครอบครัวได้ ฉันนั้น แต่ต้องใช้เวลา ความอดทน การพูดคุยทำความเข้าใจกันระหว่างคนในครอบครัว การแสวงหาและรักษาไว้ซึ่งมิตรภาพ
ประการที่สาม ซึ่งอาจยังไม่ใช่ประการสุดท้าย แต่ขอพูดไว้เป็นประการสุดท้ายก่อน นั่นคือ ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานในการสร้างบ้านดินหนึ่งหลังให้สำเร็จลงได้ ทำให้เรามีเวลาได้ทบทวนตัวเอง ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า และเกิดคำถามเพื่อเอาไว้ถามตัวเองว่า เราอยากมีบ้านดินเพราะเราเห็นคุณค่าของดิน อยากอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ และเรารักในงานศิลปะ หรือเพียงแค่อยากมีบ้านดินตามแฟชั่น นั่นเป็นคำถามที่หนึ่ง เราเรียกตัวเองว่าเป็นนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะเราห่วงใยอนาคตของลูกหลาน ห่วงใยเพื่อนร่วมโลก เรากำลังฟื้นฟูโลกปัจจุบัน และกำลังออกแบบโลกอนาคตที่ดีไว้ให้กับลูกหลาน ใช่หรือไม่...หรือเพราะว่าเรากำลังใช้วิกฤตการณ์ของโลก วิกฤตของธรรมชาติมาเป็นโอกาสเพื่อแสวงหาผลกำไร นี่คือคำถามที่จำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องถามตัวเองบ่อยๆ ซ้ำๆ เพราะนักอนุรักษ์กับนักฉวยโอกาส สามารถเดินเคียงกันไปได้อย่างแยกไม่ออก และแม้กระทั่งเราเองก็อาจไม่รู้ตัว
เอาละค่ะ พักเรื่องขรึมๆ ไว้ก่อนดีกว่า มาดูกันว่าจะทำโครงหลังคา และมุงหลังคาบ้านดินได้อย่างไร
ภาพเหล่านี้ คือโครงหลังคาบ้านดินที่ทำเสร็จแล้วค่ะ ทำได้อย่างไรนะ?... เราย้อนกลับไปดูที่มาพร้อมกันเลยนะคะ
เริ่มจากตรงนี้ค่ะ หลังจากพูดคุยเจรจากับช่างไม้ได้แล้ว ว่าเราต้องการหลังคาทรงไหน ใช้วัสดุอะไรมุง ก็ให้พี่ช่างเขาช่วยคำนวณขนาดของไม้ และจำนวนไม้ที่จะใช้ แล้วก็ไปสั่งซื้อมาค่ะ เพราะต้นไม้ที่เราปลูกไว้มันโตไม่ทันใช้ ไม้ที่เราใช้คือไม้สนค่ะ
หลังจากได้ไม้มาแล้ว ก็ไประดมพลมาช่วยค่ะ คนที่กำลังแบกต้นซุงต้นเบ้อเริ่มนี้คือพี่สาว KBD_1 เองค่ะ ห้าวหาญ บึกบึน บรรดาเพื่อนๆ อาสา จึงยกให้พี่สาวคนนี้เป็น "คนบ้าดี" ตัวแม่
นี่คือหลักแห่งสมดุล ที่เราจะนำมาใช้กับบ้านที่ไร้เสา ผนังดินของเราต้องทำหน้าที่เป็นเสารับน้ำหนักค่ะ จินตนาการกับวิชาช่างจึงต้องนำมาผสมผสานกันให้ลงตัว น้องคิดดี - พี่ทำได้ ครอบครัวของเรา จึงคล้ายกับว่าเกิดมาเพื่อบ้านดินหลังนี้จริงๆ (พี่ชายบอกว่า บ้านดินหลังนี้สร้างเสร็จ จะขอปลดเกษียณตัวเองแล้วค่ะ)
นี่คือพี่ชายคนเก่ง อายุห้าสิบต้นๆ ช่วยทำตั้งแต่ฐานราก จนกระทั่งปีนขึ้นไปอยู่เป็นยอดหลังคา เพื่อสร้างฝันของน้องสาวให้เป็นจริง พี่ชายทำให้ได้ทุกอย่าง (ซึ้งค่ะ ซึ้ง...)
สับไม้ให้เป็นท่อนๆ นำไปวางไว้บนกำแพงดิน ใช้ลวดมัดไม้ให้ติดกับดินเพื่อความมั่นคง ไม่ต้องงงหรอกค่ะ ใช้สว่านเจาะกำแพงดินให้เป็นรูก่อน แล้วสอดลวดเข้าไปน่ะ
การมัดลวด...จากประสบการณ์ที่ผ่านมา คิดว่าไม่จำเป็นต้องมัดก็ได้ แต่หลังจากนั่งประชุมกันแล้ว เสียงข้างมากบอกว่าควรจะมัด ก็เลยต้องยอม เพื่อความสบายใจของทุกคน ไม้ท่อนๆ ที่เอาไปวางเรียงบนกำแพงดินนั้น ก็เพื่อจะเอาไว้รองรับไม้โครงหลังคาอีกทีหนึ่ง และนี่คือหลังคาสไตล์ Log Cottage ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญค่ะ
ฟางกับโคลน เหยียบย่ำให้เข้ากัน เอาฟางไปแช่น้ำทิ้งไว้สักคืนก่อนก็ได้ ให้เน่า เอ้ย...ให้นิ่ม จะย่ำได้ง่ายขึ้น (เอ๋...ภาพนี้เคยให้ดูแล้วนี่นา ไม่เป็นไรบอกใหม่ก็ได้ กันลืม...)
เอาฟางชุบโคลนที่เหยียบย่ำเข้ากันดีแล้ว มาโปะทับบนไม้ แล้วใช้โคลนปกติปิดทับอีกรอบ เมื่อแห้งสนิทแล้ว คนจะเห็นเหมือนกับว่าไม้ถูกวางพาดไว้กับดินเฉยๆ (ยังกะเล่นกลเลย)
ภาพใต้หลังคา (อันนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว)
ภาพมุงสูง ปีนต้นมะม่วงถ่ายลงมา ภาพโครงหลังคาเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ
บ้านดินหลังนี้เราจะมุงหลังคาสองชั้น ชั้นแรกจะมุงสังกะสี เพื่อความคงทนถาวร ส่วนชั้นบนจะมุงด้วยวัสดุธรรมชาติเพื่อกันความร้อน เมื่อโครงหลังคาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มมุงสังกะสีแผ่นแรกกันค่ะ
พี่ชายคนเดียวคงทำไม่ไหว จึงไประดมเพื่อนบ้านมาช่วย
ภาพใต้หลังคา
เสร็จแล้วค่ะ บ้านดินหลังคาสังกะสี และโครงไม้ข้างบน เอาไว้รองรับวัสดุที่จะมุงเป็นชั้นที่สอง
พบกันใหม่ตอนหน้า การทาสีบ้านดิน หรือการทำสีฉาบผนัง เพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายของฝุ่นละอองค่ะ