"อุบาสิกาสุ่ม ทองยิ่ง"

"แม่ใหญ่" แห่งวัดอัมพวัน
ประสบการณ์ลี้ลับ

ตอนที่ 3...ชาติที่สี่เกิดเป็นผู้หญิงอยู่ในวังเมืองสุโขทัย ชาตินี้ได้สอนกรรมฐานให้แก่คนจำนวนมาก เวลาเสร็จจากการรบทัพจับศึกก็มานั่งปฏิบัติกรรมฐานกัน ชาติปัจจุบันจึงมีคนมาปฏิบัติกันมาก ชาติที่ห้าเกิดเป็นผู้หญิงที่กรุงศรีอยุธยา ตายเมื่ออายุ 17 ปี ชาติที่หกเกิดเป็นผู้หญิงอยู่ใกล้วัดพรหมบุรี มีลูก 4 คน สามีเป็นโรคคันทั้งตัว เน่าเฟะ ฉันบอกให้เขากลับไปบ้านอยู่กับพ่อแม่เถอะ ไม่ต้องห่วงลูกหรอก ฉันจะเลี้ยงเอง เขาก็ร้องไห้กลับไปอยู่กับพ่อแม่ ตอนนั้นกำลังสร้างศาลาวัดพรหมบุรี สามีได้ลักเชือกก้านมะพร้าวของวัดมา พอเขากลับไปอยู่กับแม่แล้วฉันก็นำไปคืนวัดหมด ชาตินี้อายุสี่สิบกว่าก็ตาย ชาติที่เจ็ด (ปัจจุบัน) พ่อแม่แต่งงานกันเดือน 12 เขาไปยกช่อฟ้าที่วัดพรหมบุรี เขาเดินคู่กันมา พ่อก็สวย แม่ก็สวย พ่อนุ่งโจงกระเบนใส่เสื้อป่าน รู้สึกรักเขามาก เหมือนเห็นก่อนตาย เพราะที่บ้านกับวัดพรหมบุรีไม่ไกลกัน พอตายแล้วก็เกิดเลย

ตอนเกิด เกิดที่บางงา อ.พรหมบุรี ตอนที่นั่งดูอยู่นั่นเห็นลูกชายคนโตก็ตายและมาเกิดเป็นทหาร มาอยู่กับลูกสาวคนโต ลูกสาวก็ให้มาช่วยฉันและขอให้ฉันบวชให้ ฉันก็เลยดูว่าคนนี้เป็นอย่างไรถึงสนิทสนมเรียกแม่ใหญ่ทุกคำ เขาบอกว่าต้องบวชให้เขานะ เพราะในอดีตนั้นพอมีลูกชายจิตมีสัญญาจะต้องบวชลูก แต่ยังไม่ทันบวชฉันก็ตายเสียก่อน ลูกอีกสองคนก็เคยพบ เขาเคยมาหาอยู่ทางภาคอีสานมาช่วยทำงาน ลูกผู้หญิงยังมีชีวิตอยู่ ตอนที่ดูนั้นอายุแปดสิบกว่าๆแล้วยังอยู่ที่บางงา สามีได้มาเกิดเป็นสุนัขอยู่ที่ตลาดสิงห์บุรี ฉันเห็นเข้าก็นึกรักและสงสารเพราะเป็นขี้เรื้อนและเป็นแผลทั้งตัว พอพามารักษาก็หาย เวลาเดินจงกรมเขาก็เดินด้วย จึงนั่งดูรู้ว่าเป็นสามีเมื่อชาติที่แล้วตามมาให้เราใช้หนี้ที่ให้เขากลับไปอยู่กับแม่ ไม่ได้ดูแลรักษาเขา คนที่พบกันในชาตินี้ส่วนใหญ่เคยพบกันเมื่อชาติที่สี่ รู้สึกมีความผูกพันกับสถานที่วัดอัมพวันมาก ทรัพย์สมบัติที่ฝังไว้เห็นหมด พระทองคำมีเยอะ ทรัพย์สมบัติเขาเคลื่อนที่ได้เขามีเจ้าของเฝ้าอยู่ ที่เห็นนี้หลวงพ่อว่าจริงทั้งนั้น หลวงพ่อขอก็ไม่ให้ต้องมีตัวตายตัวแทน หลังจากที่ฉันนั่งกรรมฐานที่บ้านตามคำสั่งของหลวงพ่อซับไปซ้อนมา วันนี้นั่ง 1 ชั่วโมง วันที่สองนั่ง 2 ชั่วโมงไปถึง 10 ชั่วโมง แล้วก็ย้อนไป 1 ชั่วโมงใหม่อีก ทำอย่างนี้อยู่ 4 ปี หลวงพ่อได้สั่งให้ไปที่เรือนยายแต้มอยู่ฝั่งตรงข้ามบ้านฉันที่บางมอญเพื่อทดลองให้นั่งกรรมฐานตามที่หลวงพ่อสั่ง ในวันนั้นหลวงพ่อให้ฉันนั่งคนเดียว กำหนดจิตพองยุบ จิตดับที่พองยุบ พอจิตเข้าแล้วตัวแข็งหมด นั่งไปได้ 15 นาที หลวงพ่อให้แม่แพเอามือจับก่อนแล้วจึงให้เอาเข็มแทง ปรากฏว่าแทงไม่เข้าเลือดไม่ออก แข็งทั้งตัว ตอนนั้นมีคนนั่งดูกันหลายคนเป็นกลุ่ม หมอชะลอก็นั่งอยู่ด้วย เขากำลังสูบยาอยู่ เขาสูบเสียแดง ที่เห็นเพราะแสงมาเข้าตา เขาก็เอาบุหรี่นั้นเข้ามาแหย่ที่รูจมูก ควันขึ้นเพดานก็อัดไว้ไม่ให้ขึ้น ควันก็ออกมาข้างนอก รู้สึกร้อนนิดหน่อยแต่ไม่สำลัก เขานั่งหันหลังให้หลวงพ่อ ท่านจึงไม่เห็นที่หมอชะลอเอาบุหรี่แหย่รูจมูกฉัน ฉันก็ไม่ได้บอกให้หลวงพ่อฟัง วันนั้นนั่ง 20 นาที เป็นการทดลองกัน ก่อนหน้านี้ฉันเคยเข้ามาหลายครั้งแล้ว ครั้งแรกที่เข้าได้ตอนที่ปวดเต็มที่แล้วเจ็บก็ดับปุ๊บไป รู้สึกตัวเหมือนนั่งอยู่ใต้ต้นโพธิ์เย็นสบายสมัยอยู่วัดพรหมบุรี ครั้งต่อมาดับแบบดิ่งพสุธาไปเลย ไปโผล่ที่เมืองบาดาลเห็นเป็นอุโมงค์และคูหาอยู่ข้างล่าง แลเห็นพระบรมสารีริกธาตุอยู่ใต้พื้นดินมีไฟสว่างไสวแบบนีออนติดอยู่รอบ 4 ทิศ มองโล่งเข้าไปแลเห็นพระธาตุอยู่ทางทิศเหนือ ฉันก็เดินเข้าไปนมัสการ พอกราบเสร็จก็เลิกกรรมฐานพอดี

ต่อมาหลวงพ่อท่านให้ปฏิบัติที่โบสถ์ ท่านให้ยืนกำหนด ให้ฉันปฏิบัติคนเดียวให้มีคนยืนสองข้าง ท่านกลัวว่าจะล้ม ปรากฏว่าไม่ล้ม ตอนที่ทดลองนั้นไม่ได้เดินจงกรม กำหนดยืนหนอ พอตั้งอธิษฐานขอให้สมาธิแน่วแน่จิตเข้าผลสมาบัติกี่นาทีเขาก็ดับไปตามที่กำหนด กำหนดพองหนอ ยุบหนอ 3-4 ครั้ง จิตก็เข้าเลย หลวงพ่อและคนอื่นๆได้แต่ยืนดูเฉยๆ ต่อจากนั้นหลวงพ่อให้ทำที่บ้านกำหนด 20 ชั่วโมง 28 ชั่วโมงแล้วก็ออกมาอยู่วัด อย่างมาก 30 ชั่วโมง เวลานั่งกรรมฐานอยู่บ้านไม่มีใครกล้าเข้าไปดู ฉันจะอธิษฐานที่บ้านคราวละ 30 ชั่วโมง พอครบกำหนดแล้วจิตจะคลายออกเอง ก่อนเข้าจะบอกลูกหลานไว้ก่อน ขณะที่จิตเข้า 30 ชั่วโมง ตอนนั้นไม่เห็นอะไรแต่มีสติอยู่กับตัวตลอด ไม่รับอารมณ์อะไรเลย มันซึ้งอยู่ในตัวเรา แรกๆจะไม่ได้ยินเสียงแต่ตอนหลังได้ยิน พออายุ 45 หลวงพ่อให้มานั่งที่วัดที่ศาลาหลังเก่า 30 ชั่วโมง ตั้งแต่หกโมงเย็นถึงหกทุ่มของวันรุ่งขึ้น เห็นเจ้าของวัดเป็นพระมาบอกว่าพอแล้ว ให้เลิกได้ แต่ฉันบอกว่ายังไม่ถึง ท่านก็ให้เห็นนาฬิกาบอกเวลาหกทุ่ม แต่ฉันไม่เลิก พอครบกำหนดจิตจะออกเอง กายกับจิตเขาจะรู้เวลาของเขาเอง จะค่อยๆคลายออกแสดงว่าเขามาทดลองเรา ต่อจากนั้นฉันก็ปฏิบัติมาจนแก่ จนมาอยู่ที่กุฏิปัจจุบันนี้ก็คิดว่าจะยังนั่งได้หรือเปล่าจึงได้นั่งดู ไม่ได้อธิษฐานจิตว่าจะกำหนดเวลาเท่าไร จิตคลายออกเมื่อใดก็สุดแล้วแต่ ปรากฏว่าฉันนั่งไป 36 ชั่วโมง ไม่มีปีติอะไร มาช่วงหลังอายุ 75 ปี ก็นั่งอีกปรากฏว่านั่งไป 48 ชั่วโมง ปีนี้อายุ 78 แล้วนั่งไป 40 ชั่วโมง นั่งโดยไม่ได้อธิษฐานจิตให้เขาออกของเขาเอง

เมื่อ พ.ศ.2525 ตอนนั้นอายุ 75 ปี ขณะที่เข้าผลสมาบัติอยู่นั้นเห็นพระจุฬามณีมีดอกไม้ ธูปเทียนเต็มไปหมด มีคนเฝ้าอยู่คนหนึ่งคอยเข็นรถนำไปทิ้ง เป็นเครื่องดอกไม้ ธูปเทียนที่เขาใส่มือคนก่อนที่จะตาย เมื่อตายแล้วก็ไปไหว้พระที่จุฬามณี ปีนี้ พ.ศ.2535 เห็นพระจุฬามณีอีก ดูโน่นดูนี่จนทั่ว ไม่มีผู้คน ไม่มีเครื่องดอกไม้ ธูปเทียนมากมาย เดี๋ยวนี้ไม่มี มีเสียงตอบมาว่าเดี๋ยวนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เครื่องบินตกตายก็มี ตายในโรงพยาบาลก็มี ถูกรถชนตายกลางถนนหนทาง ตายเรี่ยราดไปหมดแล้ว ไม่มีเตรียมของใส่มือหรอก ที่นั่นถึงไม่มีของดอกไม้ ธูปเทียน เมื่อหันหน้าไปทางทิศเหนือแลเห็นพระบรมสารีริกธาตุและเห็นมาลัยดอกพุดที่เคยร้อยถวายหลวงพ่อบูชาพระธาตุที่กุฏิท่านคล้องอยู่ที่เจดีย์ เมื่อตอนนั่งได้ 48 ชั่วโมง ก็เห็นดอกไม้เต็มห้องไปหมด กำหนดอย่างไรก็ไม่หายพอง ออกจากกรรมฐานแล้วไปกราบหลวงพ่อ หลวงพ่อไม่ได้ลงมาพบก็เลยกลับ ไม่ได้เล่าให้หลวงพ่อฟังกลับมาที่ห้องก็สว่างโล่งไปหมดทั้งห้อง เห็นเป็นตัวหนังสือข้างฝาผนังทั้งสี่ด้าน ตัวสวย ไม่ใช่หนังสือไทยและหนังสือขอม เขาบอกว่า เป็นหนังสือเทพ อ่านออกคำว่า "แล้ว" คำเดียว

การเข้าผลสมาบัติจะมีกำลังไม่หิวโหย ไม่ปวดเมื่อย ไม่มีอะไรล้ำ ปีติก็ไม่ล้ำ สมาธิเสมอเท่ากันหมดเลย มีความสุขไม่ยินดียินร้าย เป็นขั้นอุเบกขาแต่รู้แล้วก็วาง จิตของเรามีจิตเดียว ไม่มีอะไรเข้ามา
กระทบเลย ขณะที่เข้าผลสมาบัติมีความรู้ผุดเป็นขั้นๆ ผุดแต่ที่ดีแต่ไม่มีปีติ เขาผุดขึ้นมาสอนเรา จิตที่รู้อยู่นั้นไม่ใช่รู้แค่ญาณเดียว มีขั้นหยาบละเอียดและละเอียดเข้าไปอีก ขั้นนิพพานละเอียดเข้าไป การเข้าผลสมาบัติอย่างหนึ่ง เข้านิโรธสมาบัติอีกอย่างหนึ่ง เสวยอารมณ์นิพพานอีกอย่างหนึ่ง เข้านิโรธสมาบัตินั้นไม่มีตัวตน ครั้งหนึ่งจิตเข้าไป 20 ชั่วโมง ก่อนเข้าจิตเขาจะรู้ของเขาเอง จิตจะรู้เองว่าเข้าญาณนี้แล้วนะ ญาณ 1 ญาณ 2 และต่อๆไปจิตยิ่งละเอียดลงไป เขาจะเข้าประมาณชั่วโมงหนึ่ง พอถึงชั่วโมงเขาก็คลายออกและบอกให้รู้ว่าเราจะออกจากญาณนี้แล้วและจะเข้าญาณต่อไป เขาบอกชื่อญาณออกมาเลย แต่ฉันไม่ได้สนใจจำ ได้แต่รู้แล้วก็ผ่านไป ตอนเข้าผลสมาบัตินี้หยาบ เข้านิโรธสมาบัติละเอียด เข้าอารมณ์นิพพานยิ่งละเอียดเข้าไปอีก จิตเขาบอกขึ้นมาเอง หลวงพ่อเทศน์สอนว่าเราควรปฏิบัติให้ถึงแก่น อย่าให้มีกระพี้ติดให้รู้ถึงแก่นว่าเป็นอย่างไร ฉันก็ตั้งใจปฏิบัติกำหนดจิตละเอียดลออดี เกิดเห็นเป็นต้นซุงยาวเฟื้อยเลย มีแต่แก่นเหมือนอย่างที่หลวงพ่อว่าไว้ ฉันก็ปฏิบัติไปไม่ให้มีกระพี้

วิญญาณมาปฏิบัติธรรม

มีครอบครัวหนึ่งที่สิงห์บุรี เตี่ย แม่มาบอกว่าให้ช่วยลูกชายของเขาหน่อย เรียนจบแล้วกำลังจะรับปริญญาเกิดเป็นไข้ตาย ฉันก็นั่งดูเขา ตามดูเรียกชื่อปรากฏว่ามากัน 4 คน เป็นชายทั้งสิ้น เขาวูบมานั่งข้างหน้ามาจากวัดโพธิ์เก้าต้น ฉันก็ถามว่า "ไปไหนมา" เขาก็บอก "ไปกับเพื่อน" แต่เพื่อนไม่เข้ามายืนอยู่ข้างนอก ฉันถามต่ออีกว่า "สบายดีไหม" เขาตอบว่า "ไม่สบาย คิดถึงแม่ คิดถึงเตี่ย คิดถึงน้อง" ฉันถามว่า "จะแผ่เมตตาให้ รับได้ไหม" เขาบอกว่า "ได้ จะได้ไปสบาย" ฉันก็แผ่เมตตาให้ สักพักเขาบอก "ฝากแม่ด้วยนะ" แล้วก็ลอยไปเลย เขาบอกว่า "ฉันจะไม่ลืมบุญคุณคุณป้าหรอก" เรียกฉันว่าป้าเสียด้วย เขามาอีกที่ตอนเช็งเม้ง ลอยวืดเข้ามาเลย มานั่งกราบที่หน้า ตอนนั่งกรรมฐานก็นึกขึ้นได้ว่าเขาเคยมา พาเพื่อนมาด้วย แต่ไม่ได้เข้ามาอีก ฉันถามว่า "จะไปไหนกัน"

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า