เลาะคันนาไปทำบุญ...ดูคุณยายกินหมาก

ด้วยรักและผูกพัน

สายน้ำ...คลองหน้าบ้านเป็นเส้นทางคมนาคมที่คุ้นเคยมาตั้งแต่เกิด ในขณะที่หลังบ้านเป็นทุ่งนาโล่ง เขียวขจีเกือบตลอดปีด้วยต้นข้าว ผู้คนแถบนั้นมีอาชีพเป็นกสิกรอย่างแท้จริงมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ

ในวัยเยาว์ของดิฉันเติบโตมากับภาพของชาวนาขี่ควาย ไถนา เกี่ยวข้าว ยังจำได้ถึงวันที่ดิฉันกับน้องๆชวนกันลงไปในท้องนาเดินตามรอยไถ เพื่อเก็บแห้วนาที่ขึ้นตามธรรมชาติมากัดกินกัน แม้จะไม่มีขนาดใหญ่เท่าแห้วจีนสมัยนี้ แต่รสชาติก็ไม่แพ้กันสักเท่าไหร่

การสัญจรทางบกในสมัยนั้น คือการเดินเท้าอย่างเดียว ในช่วงปิดเทอม ดิฉันกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านคลอง 16 ตลอดปิดเทอม ต้องช่วยคุณยายหิ้วปิ่นโตอาหารไปทำบุญที่วัด เดินตัดทุ่งนาและเลาะไปตามคันนาในระยะทางกว่าสองกิโลเมตร คุณยายแข็งแรงมาก ภาพหญิงสูงวัยใส่โจงกระเบน สวมเสื้อผ้าป่านคอกลมแขนกระบอก หิ้วตะกร้าหมากเดินนำลิ่วๆ ดิฉันต้องเดินตามมั่ง วิ่งตามมั่งบนผืนดินแตกระแหงในหน้าร้อน และเหนียวเฉอะแฉะในหน้าฝน มีทั้งเวอร์ชั่นใส่รองเท้าและไม่ใส่รองเท้า ถ้าวัดความลำบากเป็นผลบุญ ดิฉันก็คงได้รับมาไม่น้อย ชีวิตดิฉันจึงผูกพันกับท้องนาเขียวขจียามข้าวตั้งท้อง และทุ่งรวงทองยามข้าวท้องแก่ที่เป็นอาชีพและชีวิตจิตใจของบรรพบุรุษ

การเดินทางไปทำบุญตามเทศกาลต่างๆที่วัด บางครั้งถ้าคุณพ่อว่าง ก็จะขับเรือพาพวกเราไป หรืออาจจะรวมกันกับเพื่อนบ้านแล้วไปพร้อมกันในเรือหางยาวลำใหญ่ ก็ทำให้สนุกสนานรื่นเริงตั้งแต่เริ่มเดินทาง

พวกเราใช้ชีวิตคลุกคลีกับคุณยายและคุณป้ามากกว่าคุณพ่อ คุณแม่ในยามกลางวัน ส่วนใหญ่คุณยายจะจัดหาข้าวปลาอาหารโดยมีคุณป้าเป็นผู้ช่วย พอปวดเมื่อยก็เรียกหลานไปบีบนวด สิ่งหนึ่งที่คุณยายขาดไม่ได้คือ การกินหมาก โดยยึดพื้นที่มุมหนึ่งข้างเสาเป็นมุมเชี่ยนหมาก เสมือนมุมกาแฟของพวกเราในปัจจุบัน เมื่อหลานๆกลับไปอยู่บ้าน เมื่ออยากเปลี่ยนหมากคำใหม่ คุณยายก็จะเรียกหลานคนใดคนหนึ่งไปช่วยตำ ในเชี่ยนหมากมีใบพลูที่พับไว้ใส่ในซองพลูทองเหลืองรูปสามเหลี่ยม ผลหมากสด บางครั้งก็ใช้หมากแห้งแทน เต้าปูน ยาเส้นใส่ไว้ตลับไม้เวลาจะกิน ก็ใช้ช้อนไม้เล็กๆตักปูนออกจากเต้าปูนป้ายลงบนใบพลูให้ทั่ว แล้วม้วนเป็นกรวยสำหรับคนสาวๆจะกัดกินทั้งกรวยพร้อมหมากสด แต่สำหรับคุณยาย จะใส่ครกหรือตะบันทองเหลืองโขลกพอแหลก จึงใช้ช้อนตักเข้าปาก การกินหมากก็คือการเคี้ยวและอม เมื่อรู้สึกน้ำหมากจับปากก็จะเอายาเส้นม้วนเป็นก้อนเล็กๆเช็ดและสีฟัน แล้วนำไปจุกไว้ที่ปาก เมื่อน้ำหมากเต็มปากก็จะบ้วนทิ้ง จนกระทั่งจืดจึงคายหมากทิ้งทั้งคำ เท่าที่จำความได้ คุณยายไม่มีฟันแล้ว จึงไม่ต้องขัดฟัน หรือกลัวฟันดำแต่อย่างใด แต่ก็ยังไม่ลืมที่ต้องทาปากด้วยขี้ผึ้งเพื่อไม่ให้ปากตึง

ในบรรดาพี่น้อง 6 คน ของคุณแม่มีเพียงคุณป้าพี่คนโต และคุณน้าน้องคนเล็กเท่านั้นที่กินหมากมาตั้งแต่ยังวัยสาวจนถึงอายุใกล้ร้อยในปัจจุบัน ทุกวันนี้ หาคนแก่กินหมากได้ยากนัก แต่จากการที่ได้คลุกคลีกับคนกินหมากมาตั้งแต่เด็ก ดิฉันจึงใฝ่รู้ว่าเขากินทำไมและติดเพราะอะไร? จึงพบว่าสมัยก่อนมีคำกล่าวว่า "ขอให้ฟันดำเหมือนลูกหว้า มีปัญญาเหมือนพระมโหสถ" ด้วยเหตุนี้คนโบราณจึงต้องมีหมากติดตัว โดยการจับพลูใส่ซองและจีบหมากใส่ถุง เมื่อถึงเวลาต้องการก็หยิบขึ้นมากินและยื่นให้เพื่อน เพราะหมากเป็นสัญลักษณ์ของความนับถือและมิตรภาพ หากสังเกตจากภาพวาดตามผนังวัด จะเห็นว่ามีภาพของผู้ใหญ่นั่งล้อมวงกินหมาก หรือพระมหากษัตริย์เวลาเสด็จฯไปแห่งใดก็จะมีคนอัญเชิญเชี่ยนหมากตาม แม้แต่ในงานพระราชพิธีราชาภิเษกก็มีถาดหมากเช่นกัน

สำหรับคนทั่วไป เชี่ยนหมากถือเป็นเครื่องแสดงฐานะทางสังคม ผู้มียศถาบรรดาศักดิ์สูง เวลามีแขกมาเยี่ยมเยียนถึงบ้าน จะมีการ "แจกหมาก" เป็นสัญลักษณ์แห่งความปรารถนาดีในการเคี้ยวหมาก คนกินจะรู้สึกถึงรสเผ็ดของใบพลูรสฝาดของหมากและรสขมของปูน ฟังดูแล้วไม่น่าจะมีรสอร่อยเลย แต่ที่นิยมก็น่าจะเป็นเพราะในหมากมีสาร Alkaloid เมื่อกินแล้วจะรู้สึกเป็นสุข ชีพจรจะเต้นเร็วและแรง ทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น สำหรับบางคนหมากสามารถเป็นยาระบาย แก้ท้องอักเสบ ปกติคนกินหมากจะไม่รู้สึกหิว หมากจึงเป็นอาหารลดน้ำหนักได้ ในด้านลบ คนกินหมากมักเป็นโรคเหงือกเพราะปากถูกปูนกัด ในสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม รัฐบาลสั่งห้ามคนไทยกินหมาก สั่งห้ามปลูกสวนพลูและสวนหมาก เพื่อให้คนไทยเป็น "อารยชน" คุณแม่เล่าให้ฟังว่าในยุคนั้น ไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐไปตรวจแถวบ้าน คุณยายจึงกินหมากตามปกติ แต่เนื่องจากบริเวณตำบลดอนฉิมพลีเป็นที่ลุ่ม ไม่สามารถปลูกต้นหมากได้ ถูกน้ำท่วมตายหมด คุณแม่กับพี่ๆน้องๆจึงแจวเรือจากคลอง 16 ล่องเรื่อยไปตามแม่น้ำบางปะกง แยกเข้าคลองตีนเป็ดอำเภอบ้านโพธิ์ใกล้แปดริ้ว ในทุกๆเดือน 9 หรือ 10 ของแต่ละปีเพื่อไปซื้อหมากสดครั้งละ 3,000-4,000 ผลบรรทุกมาเต็มเรือเพื่อให้คุณยายได้เก็บไว้รับประทานตลอดปี โดยต้องใช้เวลาเดินทางไปกลับสองวัน ด้วยแรงแจวของสาวๆสามพี่น้องจากคลอง 16 เมื่อกลับมาแล้วก็ต้องนำมาผ่าและหั่นเป็นแว่นๆ ตากแห้งเก็บไว้ได้นานนับปี

หมากเป็นพืชยืนต้นตระกูลปาล์ม นิยมปลูกบนที่ดอน ทั่วประเทศมีพื้นที่ปลูกถึงกว่าหนึ่งแสนไร่ โดยเฉพาะในจังหวัดฉะเชิงเทรา มีปลูกมากถึง 12,600 ไร่ เห็นไหมคะว่าฉะเชิงเทรามีอะไรดีๆมากมาย แล้วดิฉันจะพาท่านไปชมสถานที่ต่างๆที่ดิฉันรักและผูกพันต่อไป