จิณจุฑา จุ่นวาที เกิดมา18 ปี ผ่าตัด 18 ครั้ง

พลอยหลากสี
ช่างภาพ: 

เพราะป่วยเป็นโรคกระดูกเปราะ หักง่าย ไม่ว่าจะทำอะไรต้องระมัดระวังตัวเองเป็นพิเศษ ส่งผลให้ จ้ะจ๋า-จิณจุฑา จุ่นวาที สาวน้อยวัย 18 ปี เฟรชชี่ชั้นปีที่ 1 สาขาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ต้องนั่งบนวีลแชร์ตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ด้วยความน่ารักและช่างพูด ทำให้เธอเป็นที่รักของคนรอบข้าง และเมื่อโชคชะตาไม่สร้างโอกาสให้เธอจึงต้องสร้างโอกาสให้ตัวเอง เพื่อดำเนินชีวิตบนโลกนี้อย่างมีความสุขเหมือนกับคนปกติทั่วไป จ้ะจ๋าอาศัยอยู่กับแม่บุญธรรม "ขนิษฐา เมือบศรี" ซึ่งเป็นหมอนวดแผนไทย แม่บุญธรรมสอนให้สู้ชีวิต จ้ะจ๋า เล่าให้ฟังว่า

"...แม่สอนให้รู้จักสังคม ไม่ควรอาย กล้าคิด กล้าแสดงออก ทำทุกอย่างให้เหมือนปกติ ทำให้จ้ะจ๋าคิดเสมอว่าตนเองเป็นคนปกติเหมือนกับคนทั่วๆไป ช่วงแรกตนเองเดินได้ โดยอาศัยไม้ค้ำในการเดิน แต่หลังจาก 10 ขวบ ต้องใช้ชีวิตบนรถวีลแชร์เพื่อความสะดวกสบายในการดำเนินชีวิต เมื่อถึงวัยเรียน แม่พาไปสมัครเรียนที่โรงเรียนศรีสังวาลย์ มูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการ ในพระราชูปถัมภ์ ของ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โรงเรียนที่ให้โอกาสกับคนพิการ การปรับตัว และการใช้ชีวิตในห้องเรียนจึงไม่ได้ลำบาก เพราะว่าเพื่อนในโรงเรียนเป็นเด็กพิการหมด ในโรงเรียนมีกิจกรรมให้ทำมากมาย กิจกรรมที่ชอบมากและเล่นได้ดีที่สุด คือ ดนตรีไทย เช่น การตีขิม ดีดจะเข้ แต่ที่ชอบและถนัดที่สุด คือ ระนาดเอก ทุกครั้งที่เล่นดนตรี ทำให้มีสมาธิ และทำให้ใจเย็นค่ะ..."

"...หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ได้เข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่โรงเรียนปากเกร็ด ซึ่งเป็นโรงเรียนสามัญ ตอนเข้าเรียนใหม่ๆ ปรับตัวยากมาก เนื่องจากต้องมาเรียนกับคนปกติ ต้องใช้เวลาปรับตัวในห้องเรียนมากมาย สองอาทิตย์แรกไม่มีเพื่อนเลย ไปไหนมาไหนคนเดียว แม่ต้องมาคอยดูแลที่โรงเรียน ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ลำบากมาก แต่เมื่อเข้าอาทิตย์ที่สาม เริ่มมีเพื่อนเข้ามาคุย จากนั้นก็เริ่มมีเพื่อนเป็นสิบคน จนมีคนรู้จักทั้งโรงเรียน จ้ะจ๋าเข้าร่วมกิจกรรมทุกอย่างในโรงเรียน พยายามทำตนเองให้เหมือนเด็กปกติ และได้เป็นตัวแทนในการแข่งดนตรีไทย ตอนจบ ม.ปลาย ได้เกรดเฉลี่ย 2.32 เพราะมุ่งทำกิจกรรมสมัครประกวดมิสวีลแชร์ไทยแลนด์ 2012 ด้วยเหตุผลที่ว่าจ้ะจ๋าเป็นคนชอบทำกิจกรรม อยากหาประสบการณ์ที่สำคัญ คืออยากทำให้แม่ภูมิใจที่หนูกล้าแสดงออก เหมือนที่แม่สอนหนูตั้งแต่เด็ก และหนูได้รับตำแหน่งรองอันดับ 2 มิสวีลแชร์ไทยแลนด์ มาด้วยค่ะ...

...หลังจากสำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมปลาย หนูมีความฝันอยากเป็นนักข่าว เพราะตอนเด็กๆมีโอกาสออกสื่อบ่อย ได้เห็นคนที่ทำงานเกี่ยวกับสื่อมวลชน ได้เห็นเครื่องมืออุปกรณ์จึงอยากทำงานสายงานนี้ จึงทำให้อยากเรียนคณะสื่อสารมวลชน เพราะอยากเป็น 'นักข่าว' มาก แต่เมื่อสอบติดคณะสื่อสารมวลชนที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง กลับไม่ผ่านการสัมภาษณ์ จึงไม่มีโอกาสเข้าเรียน หนูชอบพูดคุยกับผู้คน กล้าแสดงออก จึงหันมาศึกษา 'สาขาการตลาด' ซึ่งอยู่ในความชอบระดับรองลงมาค่ะ และมองไปในอนาคต การเรียนการตลาดมีช่องทางในการประกอบอาชีพหลากหลาย เคยมีคนบอกหนูเมื่อสมัยเรียนอยู่มัธยมปลายว่า...อย่างจ้ะจ๋าไม่ต้องเรียนมาก ให้ไปนั่งขายล็อตเตอรี่ดีกว่า...หนูเคยรู้สึกโกรธคำพูดนั้นมาก แต่มาถึงวันนี้ กลับต้องขอบคุณที่คำพูดนั้นช่วยสร้างพลังใจ สร้างแรงกดดันให้หนูสู้จนสอบเข้าในสาขาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ได้..."

ความอบอุ่นและความรักของแม่บุญธรรม ทำให้ความโชคร้ายกลายเป็นความโชคดี ทำให้ในโลกใบหดหู่กลายเป็นโลกที่น่าอยู่และสวยงาม เมื่อจ้ะจ๋าย้ายมาเรียนที่มหาวิทยาลัย แม่ก็ย้ายมาอยู่ใกล้ๆ สมัครเป็นลูกจ้างร้านนวดแผนไทย ได้ค่าตอบแทนวันละ 350 บาท หาเงินส่งให้จ๊ะจ๋าได้เรียนหนังสือ นอกจากนี้ คุณสุภา ผึ้งสุข ฝ่ายกฎหมายของ บริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ยังรับอุปถัมภ์จ้ะจ๋ามาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ โดยโอนค่าใช้จ่ายให้เดือนละ 5000 - 10000 บาท และค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดทุกปี เนื่องจากจ้ะจ๋าต้องเข้าผ่าตัดปีละ1ครั้ง

"...ในช่วงชีวิต18 ปีที่ผ่านมา จ้ะจ๋าผ่าตัดมา18 ครั้งแล้วค่ะ แต่ไม่เคยท้อและไม่เคยอายที่ร่างกายไม่เหมือนคนอื่น แม่บุญธรรม และ คุณสุภา ผึ้งสุข คือแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตของหนู ท่านทั้งสองคอยเป็นกำลังใจให้ ดังนั้น หากมีปัญหาที่พอดูแลตัวเองได้ หนูจะไม่ยอมบอกแม่ เพราะรู้ว่าท่านต้องทำงานเหนื่อยเพื่อหนูมามากแล้ว...

...หลังจากเรียนจบปริญญาตรี หนูอยากทำงานเพื่อเก็บเงินซื้อบ้านให้แม่ เพราะทุกวันนี้เรายังเช่าบ้านอยู่ค่ะ อยากให้แม่สบาย เพราะว่าแม่ลำบากเพื่อเรามามาก อยากฝากถึงคนที่มีร่างกายพิการ ถ้าใครกำลังคิดว่าทำไมร่างกายเราไม่ปกติเหมือนคนอื่น ขอให้ความคิดเหล่านั้นแค่แวบเข้ามาในหัว ให้อยู่กับเราเพียงไม่กี่วินาที นาที หรือชั่วโมง แล้วรีบทำให้ความคิดเหล่านั้นมันหายไป ถ้ารู้สึกท้อจริงๆ ก็ 'ร้องไห้' อย่างจ้ะจ๋าจะร้องออกมาแค่ครั้งเดียว แล้วก็คิดเริ่มต้นใหม่ทันที หนูเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า เรื่องบางเรื่องคนปกติยังทำไม่ได้ แต่เราทำได้ ทุกคนล้วนเกิดมาต้องสู้ชีวิต ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว คนบางคนมีครบทุกอย่าง พ่อแม่ส่งให้เรียน แต่ไม่เรียน ทุกอย่างเกิดขึ้นที่ตัวเราเองทั้งนั้น ไม่มีใครมาบงการชีวิตของเราได้ เราเป็นผู้กำหนดชีวิตของเราเอง...อย่างที่บอก ถ้ามัวแต่คิด แล้วเมื่อไรจะประสบความสำเร็จ จริงไหมคะ..." จ้ะจ๋า รองอันดับ 2 มิสวีลแชร์ไทยแลนด์ 2012 กล่าวทิ้งท้าย