ผ้าหมี่ขิด เมืองอุดร

เส้นไหม ใยฝ้าย
ช่างภาพ: 

พลตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม ทรงตั้งเมืองอุดรธานี เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2456 ดังนั้น เมื่อถึงวันที่ 18 มกราคม 2535 ซึ่งเป็นวันครบ 99ปี การก่อตั้งเมืองอุดรธานี ธวัช โพธิสุนทร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี (ในสมัยนั้น) จึงจัดทำโครงการทอผ้าหมี่ขิดยาวที่สุดในโลก จากการร่วมแรงร่วมใจของกลุ่มชาวบ้าน จำนวน 150 กลุ่ม ผ้าหมี่ขิดที่ยาวที่สุดในโลกแบ่งออกเป็น 150 ช่วง แต่ละช่วงประกอบด้วย ลวดลาย 4 ประเภท คือ ขิดคั่น มัดหมี่ และขิดล้วนจำนวน 600 ลาย ซึ่งเป็นลวดลายที่ปรากฏขึ้นในเมืองอุดรธานี เรียงตามลำดับภายในผ้าผืนเดียวกัน ผ้าผืนดังกล่าวมีความยาว 1,199 เมตร ความกว้าง 60 เซนติเมตร เพื่อประชาสัมพันธ์คำขวัญของจังหวัดอุดรธานี "ธานีผ้าหมี่ขิด" ให้ยิ่งใหญ่แพร่หลายและดำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ผ้าทอมือของจังหวัดอุดรธานี

ผ้าทอลายขิด เป็นผ้าพื้นเมืองของภาคอีสาน เป็นศิลปะพื้นฐานที่สะท้อนให้เห็นภาพ ลักษณะ ลวดลาย และวิวัฒนาการของท้องถิ่นเดิมของไทยที่มีมาแต่โบราณ ชาวอีสานถือว่าในกระบวนการทอผ้าด้วยกันแล้ว การทอผ้าขิดต้องอาศัยความชำนาญ และมีชั้นเชิงทางฝีมือสูงกว่าการทอผ้าอย่างอื่นๆ เพราะทอยากมาก มีเทคนิคการทอที่ซับซ้อนมากกว่าการทอผ้าธรรมดา เพราะต้องใช้เวลา ความอดทน และความละเอียดลออ มีกรรมวิธีที่ยุ่งยากทอได้ช้า และผู้ทอต้องมีประสบการณ์และพรสวรรค์ในการทอ

การทอผ้าลายขิด (ภาคกลาง ภาคเหนือ เรียก "เก็บขิด" หรือ "เก็บดอก") คือการทอผ้าออกมาให้มีความมันวาว นูนลอยออกมาบนผืนผ้า เหมือนผ้าที่มีการปักดอก ลวดลายของขิดแต่ละลายจะมีรูปแบบที่สวยงาม ชาวอีสานโดยทั่วไปนิยมทอผ้าขิดเพื่อทำเป็นหมอน สังเกตว่าลวดลายขิดจะอยู่บริเวณส่วนกลางของตัวหมอน ส่วนหน้าหมอนนั้นนิยมเย็บปิดด้วยผ้าฝ้ายสีแดง ลวดลายหมอนขิดส่วนใหญ่ เป็นลวดลายที่ผู้ทอได้รับแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความเชื่อ เช่น ลายแมงงอด ลายอึ่ง ลายช้าง ลายม้า ลายพญานาค ลายดอกแก้ว ลายดอกจันทร์ ลายตะเภาหลงเกาะ ลายขอ ลายสิงห์ ลายคชสีห์อองน้อย ลายแมงมุม ลายกาบ ลายหอปราสาท หรือธรรมาสน์ เป็นต้น แต่เดิมชาวภาคอีสานนิยมทอลวดลายขิดด้วยเส้นใยฝ้ายสีคราม ส่วนปัจจุบันนิยมใช้สีสันสดใส และพัฒนาการย้อมด้วยสีธรรมชาติจากเปลือกไม้ ใบไม้

ผ้าลายขิดในภาคอีสาน นอกจากทอในกลุ่มภูไทหรือผู้ไทยและไทลาวอื่นๆแล้ว ยังทอในกลุ่มไทกูย หรือส่วย เขมร ในบริเวณภาคอีสานตอนล่างด้วยเช่นกัน โดยทอทั้งหมอนขิด ขิดหัวซิ่น ขิดตีนซิ่น สไบลายขิด และที่น่าสนใจคือ ผ้าขาวม้าไหมเชิงขิด มีลักษณะการทอที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่ม คือนิยมใช้เส้นไหมทอมากกว่าการใช้เส้นฝ้ายทอเหมือนกลุ่มอื่นๆ ผ้าทอลายขิดอีสาน ตามที่ได้ทอกันมาตั้งแต่สมัยดั้งเดิมในอดีต จนถึงปัจจุบันนี้ อาจแบ่งกลุ่มแม่ลายผ้าทอลายขิด ได้เป็น 4 ประเภท คือ ขิดลายสัตว์ ขิดลายพันธุ์ไม้ ขิดลายสิ่งของเครื่องใช้ และขิดลายเบ็ดเตล็ด ลักษณะเฉพาะของผ้าทอลายขิด สังเกตดูได้จากลายซ้ำของเส้นพุ่งที่ขึ้นเป็นแนวสีเดียวกันตลอด อาจจะเหมือนกันทั้งผืนหรือไม่เหมือนกันทั้งผืนก็ได้ แต่ต้องมีลายซ้ำที่มีจุดจบแต่ละช่วงของลายเห็นได้ชัด

วิธีการเก็บขิดในประเทศไทยมี 3 วิธี คือ1. คัดไม้ขิดโดยไม่มีการเก็บตะกอ เหมาะสำหรับการทอลวดลายที่ไม่ซับซ้อนมาก และต้องการเปลี่ยนลวดลายบ่อยๆ ไม้ขิดที่เก็บลวดลายจะเรียงกันไปตามลำดับบนเครือเส้นยืนซึ่งอยู่ด้านหลังฟืม 2. เก็บขิดเป็นตะกอลอย วิธีนี้ต้องผ่านการคัดไม้ขิดแบบแรกเสียก่อน เสร็จแล้วใช้ด้ายเก็บลายตามไม้ขิดที่คัดไว้ทุกเส้น เรียกว่า เก็บตะกอลอย วิธีนี้สะดวกกว่าวิธีแรกคือไม่ต้องเก็บ ขิดทุกครั้งในเวลาทอ แต่ใช้วิธียกตะกอลอยไล่ไปแต่ละไม้จนครบ วิธีการนี้ทำให้ทอลวดลายซ้ำๆกันได้ โดยไม่ต้องเก็บลายใหม่ทุกๆครั้งเหมือนวิธีแรก แต่ถ้ามีจำนวนตะกอมากๆ ก็ไม่เหมาะสมกับวิธีการนี้เช่นกัน 3. เก็บตะกอแนวตั้ง พัฒนาจากแบบการเก็บขิดดั้งเดิมให้ทอได้สะดวกรวดเร็วขึ้นสามารถทำลวดลายที่ซับซ้อนและมีจำนวนตะกอมากๆได้

การทอผ้าขิดเก็บดอกเช่นนี้ ต้องมีไม้ค้ำอันหนึ่งกว้างประมาณ 4 นิ้ว ยาวขนาด 2 ศอก เป็นไม้บางๆ และมีไม้ขนาดเล็กๆ เป็นไม้สอดใช้สำหรับเก็บขิดให้เป็นลายต่างๆ ในบางครั้งก็อาจใช้ไม้เก็บขิดนี้ 30-40 อันก็มี แล้วแต่ความยากง่ายของลาย ฉะนั้นถ้าหากว่าใช้ไม้เก็บขิดจำนวนมากจะทำให้ทอได้ช้ามาก เพราะต้องเก็บดอกทีละเส้นๆ จนหมดตามลวดลายที่กำหนดไว้ ผ้าขิดส่วนใหญ่ใช้เส้นใยฝ้ายมากกว่าเส้นใยไหม โดยทอเป็นผ้าขิดสำหรับใช้สอย เป็นหมอนผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน ผ้าคลุมไหล่ ผ้าห่อคัมภีร์ และผ้าม่าน นอกจากนี้ยังมีการทอทอผ้าลายขิดด้วยฟืมหน้าแคบ เพื่อใช้เป็นหัวซิ่นและตีนซิ่นอีกด้วย...ดังนั้น การได้เป็นเจ้าของผ้าหมี่ขิดทอมือของเมืองอุดรสักผืน จึงไม่ได้หมายความแค่การซื้อผ้าซิ่นผ้าทอมาใช้ แต่นั่นคือการได้ซึมซับศิลปวัฒนธรรมประเพณี และประวัติศาสตร์อันยาวนานผ่านผ้าผืนสวยด้วยความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์และเอกราชที่บรรพบุรุษไทยปกป้องแผ่นดินนี้ไว้เพื่อเราค่ะ

(ขอบคุณข้อมูลจาก บ้านหนองเจริญ ตำบลกุดจับ อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี)