สมุนไพรไทย สุขภาพไทย เศรษฐกิจไทย

สมุนไพรเพื่อสุขภาพ

งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 10 "สมุนไพรไทย สุขภาพไทย เศรษฐกิจไทย" โดย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ร่วมกับ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และภาคีเครือข่าย จัดขึ้น ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เตรียมขนสมุนไพร กิจกรรม และเรื่องราวความรู้มาฝากคนรักสุขภาพเช่นเคย ไฮไลท์สำคัญในงานปีนี้ คือ "สมุนไพรท้องไส้ อาเซียน" ที่หยิบยกเรื่องราวของสมุนไพร ที่ช่วยดูแลในเรื่องท้องไส้ของอาเซียน รวมถึงการแจกต้นสมุนไพร การรวบรวมวิธีการทำอาหารหมัก เพิ่มโปรไบโอติกส์ ช่วยดูแลลำไส้ จากพ่อหมอแม่หมอไทยใหญ่ จัดทำเป็นหนังสือแจกให้ผู้ร่วมงานกันอีกเช่นเคย

ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า สมุนไพร 5 ชนิด ที่แจกในงานปีนี้ ประกอบไปด้วย ดีปลี ขมิ้นชัน เปล้าน้อย มะกา และตาไก้ โดยทั้งหมดมีสรรพคุณในการดูแลท้องไส้

ดีปลี หรือดีปลีเชือก / Indian long pepper / Javanese long pepper เป็นสมุนไพรที่เก่าแก่ ปรากฏอยู่ในคัมภีร์อายุรเวท มีแหล่งผลิตใหญ่ในอินโดนีเซียและมาเลเซีย คนไทยในภาคใต้และภาคเหนือ นิยมรับประทานดีปลีเป็นเครื่องเทศ แทนพริกและพริกไทย ผลสุกดีปลีนำมาตากแห้งเป็นเครื่องเทศ ผลแก่นำมาตำน้ำพริก ผลอ่อนใช้กินเป็นผักสด เชื่อกันว่า...ดีปลีเป็นยาบำรุงกำลังและบำรุงกำหนัด ยอดอ่อนใช้ใส่ในข้าวยำ หรือใช้แต่งใส่ในผักดองเช่นเดียวกับพริก ช่วยถนอมอาหารไม่ให้เกิดการบูดเน่า

ดีปลีเป็นสมุนไพรที่ช่วยดูแลท้องและปอด เป็นยากระจายลม ระบายความเจ็บปวด แก้ทางเส้นทางเอ็นได้ดี อยู่ในตำรับยาที่ใช้แก้ปัญหาเรื่องกระเพาะลำไส้ เช่น อาหารไม่ย่อย มีลมในกระเพาะมาก ท้องอืดท้องเฟ้อ รวมทั้งเป็นตัวยาสำคัญในตำรับยาแก้โรคเกี่ยวกับระบบหายใจ เช่น แก้อาการหวัด หอบหืด หลอดลมอักเสบ

นอกจากนี้ดีปลียังเป็นสมุนไพรประจำธาตุดิน หากมีปัญหาทั้งท้องผูกท้องเสีย นำดีปลีไปเยียวยาได้ มีงานวิจัยพบว่า ดีปลีทำให้การทำงานของระบบทางเดินอาหารเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น และยังใช้ในตำรับยารักษาริดสีดวงต่างๆอีกด้วย

ส่วนในงานวิจัยสมัยใหม่พบว่า ดีปลีเป็นสมุนไพรที่มีศักยภาพในการต้านมะเร็ง เนื่องจากมีสารที่มีฤทธิ์ต้านการอ็อกซิไดส์ ทั้งในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง ดีปลีมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา ต้านการเกิดแผลที่กระเพาะอาหาร กดประสาทส่วนกลาง เสริมฤทธิ์ยานอนหลับ ลดไขมันในเลือด ลดน้ำตาลในเลือด ต้านพิษต่อตับ ทำให้กล้ามเนื้อเรียบคลายตัว จึงสนับสนุนดีปลีว่า น่าจะเกี่ยวข้องกับธาตุดิน

ขมิ้นชัน ถึงแม้จะมีถิ่นกำเนิดอยู่ในอินเดีย แต่การใช้ขมิ้นชันในการรักษาโรคกระเพาะอาหารและขับลมนั้น เกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรกของโลก และการใช้ขมิ้นชันรักษาโรคตั้งแต่ปากถึงทวาร ไม่ว่าจะเป็นโรคปากเป็นแผล ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย โรคกระเพาะ โรคลำไส้อักเสบ หรือโรคริดสีดวงทวาร รักษาแผลได้ทุกที่ ใช้ได้ทั้งคนและสัตว์ ทั้งแผลภายในและภายนอก ก็เป็นความรู้พื้นฐานที่คนไทยรู้จักกันดี

คนไทยสมัยก่อนเชื่อว่า กินขมิ้นชันแล้วจะไม่แก่ กินแล้วผิวสวย เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น ช่วยปรับธาตุ ช่วยย่อย บำรุงตับ บำรุงดี บำรุงเลือดลมให้ไหลเวียนดี ทำให้เลือดสะอาดบริบูรณ์ ขับเลือดเสีย ช่วยบำรุงเอ็นให้เส้นเอ็นโล่ง แก้อาการเส้นเอ็นตาย เพราะลมเดินไม่สะดวก ดังนั้น จึงเปรียบเปรยขมิ้นดั่งทองคำ

ส่วนงานวิจัยสมัยใหม่พบว่า ขมิ้นชันมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านอักเสบ ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ช่วยชะลอความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ รักษาเข่าเสื่อม ลดการทำลายของเซลล์ต่างๆ จากโรคเบาหวาน และได้มีการศึกษาฤทธิ์ของขมิ้นชัน ในการใช้ป้องกันและรักษามะเร็ง พบว่า ขมิ้นชันมีสารที่มีคุณสมบัติยับยั้งการเกิดสารก่อมะเร็ง ป้องกันการดูดซึมสาร และป้องกันไม่ให้สารก่อมะเร็งทำปฏิกิริยากับสารพันธุกรรม หรือดีเอ็นเอ (ซึ่งจะป้องกันมิให้เกิดการกลายพันธุ์ และการทำลายดีเอ็นเอ) นอกจากนี้ยังเพิ่มระดับเอนไซม์ ที่เกี่ยวข้องกับการกำจัดสารก่อมะเร็งออกจากร่างกาย ยับยั้งไม่ให้เซลล์ที่ได้รับสารก่อมะเร็ง กลายเป็นเซลล์มะเร็ง มีการศึกษาการใช้ขมิ้นในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ พบว่ามีแนวโน้มที่ดี

เปล้าน้อย หรือเปล้าท่าโพ เป็นสมุนไพรเก่าแก่ของเมืองไทย ในหมู่หมอยาพื้นบ้านรู้กันดีว่า เปล้าน้อยมีคุณสมบัติเป็นยาร้อน และเป็นยาแก้น้ำเหลืองเสีย จึงใช้เป็นยาบำรุงธาตุ บำรุงร่างกาย ช่วยย่อยอาหาร แก้ลมจุกเสียด บำรุงเลือด กระจายเลือดลม ยาแก้ซาง ยารักษาอัมพฤกษ์อัมพาต มือเท้าตาย แก้ปวดเมื่อย แก้กษัย ระดูไม่ปกติ ทำให้น้ำเหลืองดี แก้โรคมะเร็ง รักษาแผลทั้งแผลภายในและแผลภายนอก

เปล้าน้อยเป็นสมุนไพรที่ทำให้คนไทยหันกลับมาหวงแหน และเห็นคุณค่าของสมุนไพรพื้นบ้าน เนื่องจากในปี 2526 บริษัทซังเกียว จำกัด ประเทศญี่ปุ่น นำไปจดทะเบียนสารสกัดจากเปล้าน้อย กับองค์การอนามัยโลก ภายใต้ชื่อ เปลาโนทอล (Plaunotol) มีฤทธิ์สมานแผลในกระเพาะอาหารที่ดีมาก กระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อ ทำให้แผลหายเร็ว มีฤทธิ์ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ลดการหลั่งกรดในสัตว์ทดลอง และมีการสกัดสารนำมาวิจัยทางคลินิก ในปี 2528 บริษัทซังเกียว จำกัด ได้รับอนุญาตจากองค์การอาหารและยาของญี่ปุ่น ให้ผลิตยาจากเปล้าน้อยออกจำหน่าย โดยใช้ชื่อทางการค้าว่า เคลเน็ก (Kelnac) ใช้รักษาแผลในกระเพาะและลำไส้ โดยใช้สารกัดที่ส่งจากโรงงานของบริษัทไทยซังเกียว ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตลาดของยาเคลเน็กอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ไม่มีนโยบายที่จะจำหน่ายยาในประเทศไทย แต่ปัจจุบัน บริษัทซังเกียว จำกัด เลิกผลิตไปแล้วโดยไม่ทราบสาเหตุ

กรณีของเปล้าน้อยกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมไทย เนื่องจากสมุนไพรพื้นบ้านไทย ถูกนำไปจดสิทธิบัตรโดยชาวต่างชาติ แต่การหาทางนำเปล้าน้อยมาให้คนไทยใช้นั้น ก็ยังไม่ปรากฏเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ทั้งที่มีข้อมูลการใช้ของหมอยาพื้นบ้านอยู่ทุกภูมิภาค ถึงเวลาหรือยังที่คนไทยควรมีการฟื้นฟู จากการใช้ประโยชน์จากเปล้าน้อย ทั้งส่งเสริมการใช้ยาพื้นบ้าน เพื่อการพึ่งพาตนเอง

มะกา หรือกอง ก้องแกบ ขี้เหล้ามาดกา ซำซา มัดกา มาดกา เป็นสมุนไพรที่เข้ายาซางเด็ก อาจเพราะไม่ทำให้ถ่ายรุนแรง มะกาใช้เป็นยาถ่ายพิษทุกชนิด ถ่ายซาง ถ่ายพิษฝี ถ่ายพิษไข้ ถ่ายพิษกษัย ถ่ายน้ำเหลือง พิษที่อยู่ในตัวในตน ชักลมเบื้องสูงให้ต่ำ เป็นยาร้อน จึงใช้เข้ายาถ่ายโลหิต ขับเลือดเสีย อัมพฤกษ์ อัมพาต และเข้ายาประคบเช่นเดียวกับเปล้า มะกาจึงเป็นสมุนไพรที่ต้องใช้บ่อยๆ จนหมอยาบางท่านนำมาปลูกไว้ใกล้บ้าน

ส่าเหล้า หรือมะกา เป็นยาถ่ายใช้ในประเทศไทยที่เดียว งานวิจัยเกี่ยวข้องในประเทศอื่นๆ ก็ไม่มีเช่นกัน มีแต่คนไทยที่ศึกษาสารที่มีอยู่ในกิ่งมะกา กับฤทธิ์การเป็นยาระบาย และพบว่าเป็นยาถ่ายเช่นเดียวกับมะขามแขก แต่ออกฤทธิ์เร็วกว่า

นอกจากนี้มะกายังเข้าน้ำเหลือง บำรุงน้ำเหลือง เข้ายารักษาฝีในท้อง ทั้งฝีหัวคว่ำ ฝีหัวหงาย ซึ่งหมายถึงอาการของโรคมะเร็งนั่นเอง ทำให้อดที่จะสันนิษฐานไม่ได้ว่า มะกาน่าจะเป็นยาต้านมะเร็งและฆ่าเชื้อโรคได้ด้วย ที่สำคัญใบมะกาเป็นยาที่ใช้ได้กับคนทุกเพศทุกวัย เป็นทั้งยาบำรุงและยารักษาเช่นเดียวกับฝักคูน

ตาไก้ หรือกำแพงเจ็ดชั้น ตะลุ่มนก ตาไก้ น้ำนอง มะต่อมไก่ หลุมนก เป็นสมุนไพรที่หมอยาอีสานทุกคนต้องรู้จัก เพราะแทรกอยู่ในตำรับยาหลายตำรับ ในตำราใบลานของอีสาน หมอยาทุกภาคใช้ ตาไก้เป็นยารักษาเอ็น รักษากล้ามเนื้อ บำรุงร่างกาย ช่วยระบายของเสีย ตามความเชื่อที่ว่า ถ้าร่างกายมีเอ็นและกล้ามเนื้อที่แข็งแรงแล้ว จะทำงานทำการได้ดี แต่ลักษณะเด่นที่สุดของตาไก้ก็คือ การถ่ายของเสียออกจากร่างกาย

รายงานวิจัยที่ทำในประเทศญี่ปุ่น ใช้วัตถุดิบสมุนไพรจากเมืองไทย พบว่า ตาไก้มีสารที่ยับยั้งการย่อยแป้งให้เป็นน้ำตาลในลำไส้ ช่วยชะลอและลดการดูดซึมน้ำตาลสู่ร่างกาย ทำให้ควบคุมน้ำตาลได้ดี ทั้งยังมีฤทธิ์ในการป้องกันตับไม่ให้ถูกทำลายจากสารพิษ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านความอ้วน ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ตาไก้ขาย เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ใช้ป้องกันโรคเบาหวาน เป็นที่นิยมในประเทศญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา

หากท่านใดมีความสนใจ เชิญเข้าเยี่ยมชมที่ ศูนย์การเรียนรู้การดูแลสุขภาพภาคประชาชน ด้านการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร ได้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เรื่องของสมุนไพรและการแพทย์แผนไทย ณ มูลนิธิเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โทรศัพท์ 0-3721-1289 ได้เลยค่ะ