ปวดท้อง...อาการที่ไม่ควรมองข้าม

สภาพสุข...สุขภาพ

ช่องท้องเป็นแหล่งรวมอวัยวะที่มีความสำคัญหลายชนิด ทั้งกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ตับถุงน้ำดี ไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ อาการปวดท้องไม่ว่าจะมากหรือน้อยจึงเป็นสัญญาณความเสี่ยงเตือนว่าร่างกายกำลังเกิดความผิดปกติ ซึ่งอาจนำไปสู่โรคร้ายแรงอย่างที่เราไม่คาดคิดในภายหลัง

หนึ่งในโรคเหล่านั้นคือ มะเร็งซึ่งเป็นสาเหตุการตายอันดับ ๑ ของคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่พบบ่อยเป็นลำดับสามในเพศชายและอันดับห้าในเพศหญิง ที่มีอายุ ๕๐ ปีขึ้นไป ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญ และยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากไทยมีโครงสร้างประชากรที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

แพทย์หญิงพอหทัย พิทักษ์พงศ์ศิริ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคทางเดินอาหารและโรคตับ โรงพยาบาลปิยะเวท กล่าวว่า มะเร็งเป็นโรคที่มีระยะเวลาการก่อโรคยาวนาน ใช้เวลาหลายปีกว่าจะปรากฏอาการผิดปกติ ผู้ที่เป็นส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัว ทุกคนจึงควรให้ความสำคัญกับการตรวจสุขภาพประจำปีแม้ว่าจะแข็งแรงอยู่แล้วหรือไม่เคยเจ็บป่วยเลยก็ตาม เพราะจะช่วยให้เรารู้สถานะสุขภาพของตนเอง และเฝ้าระวังความผิดปกติ พร้อมกับปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค หรือได้รับการดูแลรักษาอย่างทันท่วงทีตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่มีผลต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ ได้แก่ การรับประทานอาหารที่มีไขมันมากเกินไป และทานผักผลไม้ที่มีเส้นใยอาหารน้อยทำให้เกิดอาการท้องผูกท้องเสียบ่อยๆ เป็นระยะเวลานาน มีประวัติเคยตรวจพบติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่หรือเคยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีคนในครอบครัวมีติ่งเนื้อหรือเป็นมะเร็งในลำไส้ใหญ่มาก่อน มีภาวะลำไส้อักเสบ พบอาการปวดท้อง ท้องผูก ท้องผูกสลับท้องเสีย ถ่ายเป็นเลือด มีอาการซีดอ่อนเพลีย มีภาวะเลือดออกจากก้อนมะเร็ง คลำพบก้อนบริเวณหน้าท้อง ซึ่งบางรายหากก้อนมีขนาดใหญ่มากก็อาจพบอาการลำไส้อุดตันทำให้ท้องอืดมากไม่ถ่ายไม่ผายลม เป็นต้น

แพทย์หญิงพอหทัยแนะว่า การตรวจคัดกรองหามะเร็งลำไส้ใหญ่จึงเหมาะสมสำหรับผู้มีอายุระหว่าง ๕๐-๘๕ ปี ยกเว้นในรายที่มีปัจจัยเสี่ยงข้างต้นก็ควรจะเข้ารับการตรวจคัดกรองหาโรคแต่เนิ่นๆ แม้จะมีอายุไม่ถึง ๕๐ ปีก็ตาม ขึ้นอยู่กับภาวะร่างกายของแต่ละบุคคล

การแพทย์ปัจจุบันมีวิธีตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่หลายแบบ

วิธีเบื้องต้นง่ายๆ ที่ทำได้ทุกปีคือการตรวจเลือดที่แฝงในอุจจาระ (Fecal Occult Blood Test) การตรวจหาดีเอ็นเอในอุจจาระแต่วิธีนี้มีราคาสูงและไม่เป็นที่แพร่หลายนักเพราะยังไม่มีแนวทางการนำไปใช้ที่ชัดเจน

การส่องกล้องซิกมอยด์ (Sigmoidoscopy) ตรวจลำไส้ใหญ่ส่วนปลายซึ่งสามารถตัดนิ่วเนื้อไปตรวจด้วยได้ แต่มีข้อเสียคือไม่สามารถตรวจได้ตลอดความยาวของลำไส้และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ วิธีต่อมาคือการสวนแบเรียม (Double Contrast Barium Enema) แต่ปัจจุบันไม่ค่อยนิยมกันแล้ว

การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ลำไส้ใหญ่ (CT Colonoscopy) เป็นการเอกซเรย์ตัดภาพบริเวณลำตัวด้วยความละเอียดสูงแล้วนำมาประมวลเป็นภาพสามมิติ แต่มีข้อด้อยคือหากติ่งเนื้อในลำไส้มีขนาดเล็กจะตรวจพบยากและไม่สามารถตัดชิ้นเนื้อได้ วิธีสุดท้ายคือ การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) แนะนำให้ตรวจทุกๆ ๑๐ ปี มีข้อดีคือดูได้ตลอดความยาวลำไส้และสามารถตัดชิ้นเนื้อออกมาตรวจได้ แต่วิธีนี้มีราคาค่อนข้างสูง

"ปวดท้องเป็นอาการที่ไม่ควรละเลย คิดเอาว่าเดี๋ยวก็หายไปเอง แต่ควรหมั่นสังเกตตำแหน่งและอาการที่เป็น หากปวดถี่และปวดมากก็ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาทันที" แพทย์หญิงพอหทัยย้ำ พร้อมทิ้งท้ายโดยให้คำแนะนำเบื้องต้นเกี่ยวกับการเช็คตำแหน่งอาการปวดท้องไว้ด้วยว่า

"หากปวดท้องด้านบนฝั่งขวามีความเป็นไปได้ที่ท่อน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน เกิดนิ่วในถุงน้ำดีหรือถุงน้ำดีอักเสบ เป็นเนื้องอกหรือมะเร็งลำไส้ใหญ่ หากปวดท้องด้านล่างฝั่งขวาอาจเป็นเพราะนิ่วในท่อไต กรวยไตอักเสบ หรือไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน หากปวดท้องด้านบนช่วงกลาง/ฝั่งซ้ายมีความเป็นไปได้ที่ตับอ่อนอักเสบหรือกระเพาะอาหารทะลุ หากปวดท้องด้านล่างช่วงกลาง/ฝั่งซ้ายให้ระวังกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เป็นนิ่วในท่อไต หรืออาจมีการอาการอักเสบติดเชื้อในมดลูกและรังไข่"

(โรงพยาบาลปิยะเวช เอื้อเฟื้อข้อมูล)