คณะนักร้องประสานเสียง "สานใจรัก" สานหัวใจ สานเสียงร้องเพลง

สุขที่ใจรัก
ช่างภาพ: 

จากจุดเริ่มต้นที่คิดเพียงอยากจะทำให้บุคคลที่รักกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง แต่เพราะทุกคนต่างก็รักในสิ่งที่ทำอย่างสุดหัวใจ คณะนักร้องประสานเสียง "สานใจรัก" จึงเติบโตก้าวหน้าจนกลายเป็นกลุ่มจิตอาสาของผู้สูงอายุที่มีทั้งฝีมือและลีลาในการร้องไม่แพ้วงรุ่นลูกรุ่นหลานได้ภายในระยะไม่ถึงปีเท่านั้น

"พอเราตัดสินใจทำวงเพื่อแม่ใหญ่ เราไม่คิดว่าจะทำแบบสบายๆ แต่คิดว่าเมื่อจะทำควรทำให้ดีที่สุด ให้เป็นวงตัวอย่างของประเทศเลย เพราะเคยดูหนังเรื่อง Young at Heart จึงเกิดแรงบันดาลใจอยากจะให้ผู้สูงอายุมีความสดใสและอยากให้คนข้างนอกเห็นว่าคนแก่ก็ทำได้ จุดประสงค์ของเราเป็นอย่างนั้นถึงได้เริ่มฝึกซ้อมอย่างหนักมาตั้งแต่ต้น ซึ่งหลังจากรวมตัวกันไม่นาน เราได้ออกงานแรก และหลังจากนั้นก็มีงานเข้ามาตลอด จนถึงวันนี้ไม่ได้หยุดเลย"

ปัจจุบัน คณะนักร้องประสานเสียง "สานใจรัก" มีสมาชิกประมาณ ๒๐ คน อายุระหว่าง ๕๐-๘๔ ปี โดยมี ป้าใหญ่-เฉลิมศรี บุญยัง เป็นหัวหน้าวงฯ คุณโต-ธีรพัฒน์ พัฒนศิษฏางกูร เป็นผู้จัดการวงฯ มี คุณพิณ-พิณณ์นิภา ธนาเอกเสฏฐ์กุล และ คุณอัง-อังศนา ชัยเรืองจิตจรัส ช่วยเหลือด้านการบริหารวง คุณม้อด-สุชาติ บูรณาการณ์ และ พ.อ.อ.เกษม สมพงษ์ ช่วยเหลือด้านการประสานงานและประชาสัมพันธ์ นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติอย่างสูงจาก อาจารย์ดุษฎี พนมยงค์ และ อาจารย์สันทัด ตัณฑนันทน์ คอยเมตตาให้คำปรึกษามาโดยตลอด

ธีรพัฒน์ เดิมทีแม่ใหญ่เคยร้องเพลงมาก่อนตั้งเกือบ ๒๐ ปี พอไม่ได้ร้องเพลงก็ป่วย ความดันสูงมากจนน่าตกใจ พวกเราซึ่งทั้งรักทั้งเคารพนับถือแม่ใหญ่ อยากจะให้แม่กลับมาสดชื่นแข็งแรง พอดีผมอยู่วงคอรัสพอมีประสบการณ์เลยคิดจะทำวงประสานเสียง เมื่อเริ่มทำเราพยายามพัฒนาหาจุดบกพร่องจากที่เคยเห็นในวงอื่นๆ มาแก้ไขปรับใช้กับวงเรา แต่ก็มีหลายคนพูดว่าเป็นไปไม่ได้ สมาชิกบางคนไม่ให้ความร่วมมือ จนเราต้องใจเย็น ต้องมีการพูดคุยกันเรื่อยๆ และให้ความสำเร็จของงานบอกทุกคนเองว่า คนดูมีความสุขไปกับเราแค่ไหน สุดท้ายสมาชิกส่วนใหญ่จึงหันมาร่วมกันเทใจให้วงนี้ก้าวต่อไปได้ด้วยดี ทำให้นึกถึงคำของ "โบโจ้" คอนดัคเต้อร์ระดับโลกชาวฟิลิปปินส์ที่เราเคยมีโอกาสได้ไปร่วมฝึกซ้อมด้วยเคยพูดไว้ว่า "ไม่มีวงที่ประสบความสำเร็จวงไหน ที่ทำงานสบายๆ"

พิณณ์นิภา วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดแม่ใหญ่ มีเพื่อนมางานสิบกว่าคนก็เริ่มถามว่า มาทำวงประสานเสียงกันไหม ทุกคนตกลงจึงเริ่มตั้งวงเมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ปีเดียวกัน ปัจจุบันเรามี อาจารย์พัด-สุรพัฒน์ เปรมชัยพร มาสอนสัปดาห์ละ ๒ วัน คืออังคารกับพุธ ซ้อมกันตั้งแต่สิบโมงเช้า ถึงสี่โมงเย็น ซึ่งค่อนข้างหนัก เลยมีคนเข้าๆออกๆบ่อย เพราะหลายคนไม่มีเวลาให้ได้มากขนาดนั้น

เฉลิมศรี เรามารวมตัวกันได้ เพราะต่างคนต่างชอบ ทุกคนตั้งใจมาจริงๆ จะซ้อมกี่วันไม่มีบ่นเลย เพราะว่าเมื่อใดที่รับงาน เราจำเป็นต้องมาซ้อมล่วงหน้า จากอาทิตย์ละ ๒ วันจะกลายเป็น ๓-๔ หรือ ๕ วัน แต่ตอนซ้อมแรกๆ เหมือนจับปูใส่กระด้งมากค่ะ เพราะด้วยความที่ไม่มีใครรู้จักการร้องประสานเสียง

ธีรพัฒน์ การร้องเพลงประสานเสียงคือแบ่งส่วนกันร้อง แต่ละเสียงร้องไม่เหมือนกัน เราไม่ได้มาร้องทำนองเดียวกันทุกคน แต่จะแบ่งทำนองเป็น ๓ แนว ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจะฟังกลมกลืนเป็นเพลงที่ไพเราะมาก ต้องฝึกร้องให้ทุกคนออกเสียงเดียวกัน รูปปากกลมเหมือนๆกัน เพื่อให้เสียงออกมาโทนเดียวกัน แต่ก็มีหลายคนที่ไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องมาเปลี่ยนเสียงของเขา บางคนคิดว่าฉันร้องเพลงเพราะ มีแต่คนชม แต่ทำไมมาที่นี่มีแต่คนติ หรือบางเพลงเขาคุ้นกับการเอื้อนแบบนี้ แต่ร้องเพลงประสานเสียงต้องเอื้อนเท่ากันหมด หลายคนรับไม่ได้ก็เลยถอยไป เราตั้งใจทำให้เป็นวงตัวอย่างของผู้สูงอายุที่สดใส สนุกสนาน เราร้องเพื่อให้เป็นแบบอย่างของผู้สูงอายุที่สามารถทำสิ่งนี้ได้ ซึ่งถ้าจะให้เป็นอย่างนั้นก็ต้องทำอะไรที่สะดุดใจคน แต่บางคนบอกว่า ไม่งามเลยทำอย่างนี้ไม่สมวัย เขาอยากจะยืนร้องอย่างสง่างาม แต่เราต้องการให้คนสะดุดตาสะดุดหู วงเราจึงเลือกเพลงสมัยนิยมผสมลงไปและให้เต้นแสดงท่าทางประกอบอย่างที่คนดูไม่คิดว่าคนแก่จะทำได้

พิณณ์นิภา หลังรวมตัวกันได้ไม่ถึง ๒ เดือน ก็ได้ออกงานครั้งแรกที่สวนโมกข์ กรุงเทพฯ ด้วยความมีน้ำใจของ คุณนิดหน่อย-กัลยา สุภัทรวณิชย์ ที่เห็นคุณค่าและให้โอกาสทางวง เป็นจุดเริ่มต้นให้เราได้ขึ้นเวที หลังจากนั้นก็ได้แสดงที่นี่เป็นประจำ นอกจากนี้ยังมีอีก ๓ แห่ง คือ โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลทหารผ่านศึก และศูนย์แพทย์พัฒนา ที่ไปร้องประจำเดือนละครั้ง ส่วนงานจรมีติดต่อเข้ามาตลอดค่ะ ทุกงานดีๆ ทั้งนั้น ปฏิเสธไม่ได้เลย แล้วทุกอย่างยังเหมือนการเดินขึ้นบันไดที่ทำให้เรามีการพัฒนาที่ดีขึ้นเรื่อยๆด้วย

สุชาติ สังเกตว่าตอนแรกๆ ก่อนโชว์ เราจะไม่เป็นกระบวนกันเลย เพราะไม่มีใครมาจัดคิวให้ ต่างคนต่างเดินขึ้นไป หันซ้ายหันขวามาคุยกัน จนกระทั่งมีการจัดคิวถึงค่อยมีระเบียบขึ้น เคยถ่ายวิดีโอมาดูว่าแต่ละคนทำตัวยังไง พอเห็นเราก็แก้ไขพัฒนากัน อย่างผมชอบยุกยิกก็ต้องนิ่ง พยายามเก็บมือ (หัวเราะ)

พิณณ์นิภา จำได้ว่าครั้งแรกที่พี่ม้อดขึ้นเวทีที่สวนโมกข์ เขาคงจะเขิน พอดีมีเปียโนอยู่ข้างหลัง เขาเลยยืนเท้าเปียโนแล้วร้องเพลงไปด้วย

เฉลิมศรี ขอฟ้องค่ะ มีครั้งหนึ่งเขาหายไปเป็นอาทิตย์ พวกเราร้อนใจมาก คิดว่าเขางอนเพราะเราไปพูดอะไรผิดรึเปล่า เรากังวลใจกันมาก พอเขากลับมา ดีใจมาก รีบไปบอก พี่ใหญ่รักน้องม้อดนะ (หัวเราะ)

พิณณ์นิภา งานหนึ่งที่ทางวงภูมิใจ เป็นงานฉลองวันเกิดอายุ ๘๐ ปี ของ คุณสุเทพ วงศ์กำแหง ซึ่งสมาพันธ์นักแต่งเพลง นักร้องอาชีพ และวรรณกรรมจัดขึ้น เราพยายามซ้อมกันเต็มที่ เพราะจะต้องไปร้องให้คนในแต่ละสาขาอาชีพฟัง ที่ว่าภูมิใจ เพราะพอร้องจบ ไม่เพียงคุณสุเทพจะกล่าวชื่นชม แต่ คุณว.วัชญาน์ นักแต่งเพลงชื่อดัง ยังได้เชิญเราให้ไปร่วมแสดงในคอนเสิร์ตเพลงไทยไพเราะที่สุดในโลก ครั้งที่ ๓ ในวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ที่หอประชุมกรมประชาสัมพันธ์ ทั้งยังใจดีแต่งเพลงให้สานใจรัก ๒ เพลง ชื่อ "ลืมแล้วหรือ" กับ "โลกนี้น่าอยู่เพราะคุณ" เป็นเพลงใหม่ที่กำลังซ้อมกันอยู่ และให้โอกาสเราได้ออกรายการการกุศลทางช่อง ๕ เมื่อคืนวันที่ ๑๗ ตุลาคมที่ผ่านมาด้วย อีกครั้งที่เราได้รับการติดต่อจากมูลนิธิเดอะฮับ สายเด็ก ให้ไปช่วยสอนเด็กๆ ด้อยโอกาสร้องเพลงประสานเสียง การได้ทำตรงนี้ เรามีความสุขมาก เพราะก่อนหน้านี้มีคนเข้าไปสอนอะไร พี่เลี้ยงบอกว่าเด็กไม่ค่อยสนใจ แต่พอเราเข้าไปสอนร้องเพลงประสานเสียง เขาให้ความร่วมมือฝึกซ้อมด้วยความตั้งใจมาก เราเลยไม่อยากให้ซ้อมเฉยๆ แต่อยากให้มีจุดมุ่งหมายว่าที่ทำวันนี้เขาจะได้อะไร พอพาไปแสดงจริงหลายๆที่ ปรากฏว่าเขาภูมิใจกันมาก

ล่าสุดที่ต้องบอกว่าเป็นความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตของพวกเราทุกคน คืองานเปิดห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ บ้านจิรายุ นพวงศ์ ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯไปทรงเป็นประธานในพิธีเปิด งานนั้นเรารู้ตัวว่าจะต้องทำเพลงถวายล่วงหน้าแค่ไม่กี่วัน พี่โตก็รีบทำเพลง "ค่าแห่งหนังสือ" ซึ่งเป็นการนำบทพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาเรียบเรียงเสียงประสานการอ่านทำนองเสนาะ พอถึงวันงาน กว่าจะได้ร้องก็เป็นตอนที่จะเสด็จฯกลับแล้ว แต่ในขณะที่พระองค์กำลังเสด็จพระราชดำเนินผ่านนั้น ปรากฏว่าได้ทรงหยุดยืนฟังพวกเราร้องจนจบเพลงเลย เป็นความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณแบบที่ไม่มีวันลืม น้ำตาร่วงด้วยความดีใจกันทุกคนเลย และยิ่งดีใจมากขึ้นอีกเมื่อมีผู้ใหญ่มาบอกว่า ตรงนี้เป็นจุดที่พระองค์ทรงยืนทอดพระเนตรนานที่สุด

อังศนา วงเรามาได้ไกลมาก และเร็วมาก ออกทีวีแต่ละครั้งจะมีคนมาหาตลอด แต่พอมาแล้วเขาตามเราไม่ทัน ก็ท้อ เพราะประสานเสียงร้องยาก พี่โตเลยมีความคิดอยากจะทำอีกวงให้เขาค่อยๆ ไต่ขึ้นมาแจมกับเราได้ โชคดีด้วยว่าเราได้ครูพัดที่มีความอดทนกับผู้ใหญ่มาก และมีรอยยิ้มให้ตลอดเวลา ต้องขอบคุณเลย เวลาจะออกงานก็ทุ่มเทให้ทั้งที่เขาได้ไม่คุ้มเลย ถือว่าครูของเราก็เป็นจิตอาสาตัวจริงเหมือนกัน

พิณณ์นิภา สิ่งที่ชื่นใจที่สุดคือ ทุกคนในวงให้ความร่วมมือ และเป็นกำลังใจให้กันและกันที่ดีมากๆ เพราะมันคือพลังที่เราจะจูงกันไปให้ถึงระดับประเทศอย่างที่หวังได้จริงๆ ในอนาคต

อังศนา พวกเราไม่ได้มีพื้นฐานด้านการร้องเพลง แต่ที่ก้าวมาถึงจุดนี้ได้ต้องบอกว่าเพราะเรามีจิตอาสา ตั้งใจ เต็มใจจะช่วย ไปออกงานไม่ว่าที่ไหนจะมีผลตอบรับที่ทำให้เราตื้นตัน น้ำตาจะไหลได้ อยากบอกว่าเราเป็นวงจิตอาสาจริงๆ ทั้งที่ออกไปแสดงข้างนอก และที่อยู่ข้างในด้วยกันเอง

สุชาติ ทุกคนจะมีความภูมิใจในการออกมาเป็นจิตอาสา โดยเฉพาะเวลาที่ไปร้องตามโรงพยาบาล เพราะเราได้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนไข้และญาติพี่น้องของเขาได้มีความสุขร่วมกันกับเรา บางทีคนไข้มัวร้องตามจนลืมอาการป่วยไปเลย บางคนก็มาขอเพลง อยากมาแจมด้วย นี่คือสิ่งที่เราจะเจอทุกครั้งที่ออกไปทำงาน

เฉลิมศรี ในความรู้สึกของแม่ แม่มีความสุขที่สุดบอกได้แค่นี้ละค่ะ

ธีรพัฒน์ ผมเคยร้องอยู่หลายวง อย่างสวนพลูคือวงที่รวมเอาคนที่มีทักษะสูง ส่วนใหญ่เป็นครูสอนร้องเพลง ครูดนตรี และทำเพื่อความก้าวหน้าทางดนตรีเลย นั่นก็เป็นเป้าหมายอย่างหนึ่ง ซึ่งวงสานใจรักไม่มีทางทำอย่างนั้นได้ แต่วงนี้เรามีเป้าหมายคือ ต้องการจะให้เป็นวงที่คนคิดไม่ถึงว่าวัยปูนนี้แล้ว น่าจะเลี้ยงหลานอยู่ที่บ้าน แต่กลับมาทำสิ่งที่คนคิดไม่ถึงได้ แถมยังทำได้ดีเกือบเทียบเท่ากับคนมืออาชีพอีกด้วย พูดง่ายๆ ว่าโดยตัวมันเองก็เป็นสิ่งที่คนคิดไม่ถึงอยู่แล้ว แล้วยังเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นด้วย อย่างเช่นที่ไปร้องให้ผู้ป่วยฟัง ให้กำลังใจคนอื่น อันนี้คือสิ่งที่ทำให้ทั้งคนร้องและคนฟังต่างรู้สึกมีคุณค่าในตัวเองขึ้นมา และยิ่งถ้าเป็นแบบอย่างให้คนอื่นทำตามได้ด้วย ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากๆ...ความจริงตอนนี้เรายังมีหลายก้าวที่ต้องไปต่อแต่การมาถึงตรงนี้ได้ทำให้ผมนึกย้อนกลับไปถึงความคิดที่เคยเสนอให้วงที่แม่ใหญ่เคยอยู่นำไปแก้ไข แต่เขาไม่รับ พอเราเอามาทำเองกับวงของเราแล้วปรากฏว่าได้ผลดี นั่นแปลว่าความคิดของเราได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว