คนนอก

หนังสือคือแสงจันทร์

คนนอก อัลแบร์ กามู เขียน อำพรรณ โอตระกูล แปล

"ชีวิตเป็นเรื่องไร้เหตุผล" คนนอก เขียนโดย อัลแบร์ กามู นักปรัชญานักเขียนชาวฝรั่งเศส ฝรั่งเศสเป็นประเทศแถวหน้าในเรื่องวรรณกรรม หนังสือ คนนอก ได้รับรางวัลโนเบล เมื่อ พ.ศ.2500 หลังจากนั้นสามปีกามูก็ถึงแก่กรรมด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ เมื่ออายุ 47 ปีเท่านั้นเอง

อำพรรณ โอตระกูล เป็นผู้แปล สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2510

กามู เกิดเมื่อเดือน พฤศจิกายน พ.ศ.2456 ที่เมืองมอนโดวี ประเทศแอลจีเรีย เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเกิดขึ้นกามูเขียนไว้ว่า " ฉันเติบโตขึ้นมาเช่นเดียวกับคนอื่นๆรุ่นราวคราวเดียวกัน คือท่ามกลางเสียงกลองรบของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และตั้งแต่นั้นมา ประวัติศาสตร์ของเราก็มีแต่เรื่องฆ่าแกงกัน ความอยุติธรรมและความรุนแรง

"ชีวิตเป็นเรื่องไร้เหตุผล" จากการสรุปประโยคสั้นๆเมื่ออ่านหนังสือคนนอก เมอโซคือคนนอก แม้ว่ามนุษย์คือสังคมที่เขาอาศัยอยู่ เมอโซก็คือคนนอกที่ปฏิเสธทุกสิ่งทุกอย่าง อย่ากล้าหาญและราวกับไม่ยี่หระ ใครจะมองเขาอย่างไร ใครจะพิพากษาเช่นใด เมอโซไม่ยินดียินร้ายแม้สักนิด เขาเป็นนกน้อยอยู่นอกกรงขัง อยู่เหนือกรอบบังคับใดๆ แม้เขาจะหนีกรอบคำพิพากษาไม่พ้น แต่ความคิดของเมอโซก็ช่วยให้เขาหนีออกจากกรงได้

คนนอก ชีวิตของชายหนุ่มชื่อเมอโซ แบ่งออกเป็นสองภาค ภาคหนึ่ง เริ่มเรื่องด้วยประโยคเป็นที่จดจำเล่าขาน

"วันนี้ซินะที่แม่ตาย หรือว่าเมื่อวานนี้ฉันก็ไม่รู้แน่" เมอโซคิด

ภาคแรกนี้ดำเนินอย่างเอื่อยๆเชื่องช้า บอกเล่าให้เรารู้ถึงชีวิตของชายหนุ่มคนธรรมดาๆ ไม่สุขล้นไม่โศกซึม ทำงานเลี้ยงชีวิต เพื่อจ่ายค่าเช่าห้องพักค่ากินอยู่ ตอนแรกแม่ยังอยู่กับเขา ต่อมาเขาให้แม่ไปอยู่บ้านพักคนชรา ในช่วงหลังๆไม่เยี่ยมแม่เลย เมอโซ จำอายุแม่ไม่ได้ กระทั่งบ้านพักคนชราโทรเลขมาบอกว่า "มารดาถึงแก่กรรม ฝังศพพรุ่งนี้ ขอแสดงความนับถือ"

เมอโซก็ไม่เศร้าโศกร่ำไห้ที่สูญเสียแม่ เขาลางานเดินไปยังบ้านพักคนชราตามหน้าที่ ไม่แสดงความเสียใจ ในคืนเฝ้าศพแม่เขานอนหลับ สูบบุหรี่และดื่มกาแฟ วันพิธีเมอโซไม่ยอมดูหน้าแม่เป็นครั้งสุดท้ายเช่นธรรมเนียมปฏิบัติ เขาบ่นว่าอากาศร้อนและอยากชมธรรมชาติชนบทมากกว่า ซ้ำเมื่อกลับมาในเมืองวันรุ่งขึ้นเขาออกไปเที่ยวกับมารีเพื่อนหญิง ว่ายน้ำและชมภาพยนตร์ตลก

เมื่อมารีถามถึงเรื่องแต่งงาน เมอโซตอบว่า "ถ้าเธอต้องการเขาก็จะแต่ง" เมอโซมีเพื่อนบ้านสองคน คือชายชรา กับ เรย์มอนด์ ชายชรามีสุนัขเป็นเพื่อน ทะเลาะและตีหมาทุกวัน วันหนึ่งสุนัขหาย เขาร้องไห้

เมอโซนี่เองได้พุดคุยปลอบใจชายชรา ส่วนเรย์มอนด์ ซึ่งกำลังมีปัญหากับแฟนสาว ขอร้องให้เมอโซช่วยเขียนจดหมายเพราะอยากแก้เผ็ดเธอ เมอโซก็เขียนให้ ที่สุดเรย์มอนด์กับแฟนสาวก็ถึงขั้นทำร้ายร่างกาย

เรื่องเลยเถิดจนกระทั่งวันหนึ่งชวนกันเที่ยวทะเล มีชาวอาหรับ(พี่ชายของแฟนเรย์มอนด์)ซึ่งเป็นนักเลงกลุ่มเดิมที่เคยชกต่อยกับเรย์มอนด์ตามไปยังชายหาด พวกเขาทะเลาะกันอีกครั้ง เรื่องทั้งหมดดูไม่มีเหตุผล หลังจากทะเลาะกันเรย์มอนด์บาดเจ็บ เมอโซรู้สึกว่าอากาศร้อนมาก ทำให้ไม่อยากเดินขึ้นบ้านไปคุย เขาหันหลังกลับเดินเล่นเรื่อยๆอีกครั้ง กระทั่งพบกับชาวอาหรับอีก

ปืนของเรย์มอนด์ยังอยู่ในกระเป๋าเมอโซ ชายอาหรับชักมีดออกมา โอกาสนั้นเมอโซก็ลั่นไกปืน เขายิงนัดแรก แล้วหยุด และยิงอีกสามนัด ทำให้ชาวอาหรับตาย ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ทุกสิ่งที่ทำดูเหมือนจะไร้เหตุผลและไร้เจตนา

"เมื่อตอนที่แม่อยู่บ้านกับฉัน แม่ได้แต่มองดูเงียบๆว่าฉันทำอะไรบ้าง วันแรกๆที่แม่ไปอยู่ที่บ้านพักคนชราใหม่ๆ แม่ร้องไห้บ่อยๆ แต่ทั้งนี้เพราะแม่ยังไม่ชิน ต่อมาสองสามเดือนให้หลัง แม่กลับจะร้องไห้ ถ้าใครบังคับให้แม่ออกจากบ้านพักคนชราทั้งนี้ก็เนื่องจากความเคยชินอีกนั่นแหละ ฉันเองมาตอนท้ายๆนี้ ก็แทบไม่ได้ย่างกรายมาที่นี่เลย ทั้งนี้เพราะฉันต้องเสียเวลาอาทิตย์ทั้งวัน เสียค่ารถและเวลาสองชั่วโมงบนรถเมล์"

"ฉันรู้สึกเหนื่อย คนเฝ้าประตูพาฉันไปที่บ้านเขา ฉันได้ล้างหน้าล้างตาที่นั่น ฉันได้ดื่มกาแฟใส่นมรสดีมากด้วย ตอนที่ฉันออกมา ดวงอาทิตย์ทอแสงกล้าแล้ว เหนือเนินที่แยกเมอรองโกจากทะเล ท้องฟ้าเป็นสีแดงเรื่อๆ ลมที่พัดมานำกลิ่นเค็มของเกลือทะเลเข้ามาด้วย นับว่าเป็นวันที่มีอากาศดีวันหนึ่ง นานแล้วที่ฉันไม่ได้ออกมาที่ชนบทและฉันรู้สึกว่าฉันจะเป็นสุขทีเดียว ถ้าฉันไปเดินเล่นได้ แต่นี่เรื่องศพแม่เป็นอุปสรรคอยู่"

"คุณยังหนุ่มแน่น ดูจะเป็นชีวิตที่ทำความพอใจให้คุณอยู่ทีเดียว" ฉันตอบว่าจริง แต่ว่าอันที่จริงแล้วสำหรับฉันจะอย่างไรก็ได้เหมือนกัน เขาถามฉันต่อไปว่าฉันไม่สนใจในการได้เปลี่ยนแปลงชีวิตบ้างหรือ ฉันตอบเขาว่า "คนเราไม่เคยเปลี่ยนวิถีชีวิตหรอก ทุกวิถีชีวิตมีคุณค่าเหมือนกันทั้งนั้น"

"หาดทรายยังเป็นสีเพลิงเช่นเดิม น้ำทะเลระเหยไปอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ลูกคลื่นลูกเล็กๆสาดมาเหนือพื้นทราย ฉันเดินไปช้าๆมุ่งไปยังโขดหิน และฉันรู้สึกว่าหน้าผากฉันพองโตขึ้นๆภายใต้แสงแดด ความร้อนทั้งหมดดูจะทับถมอยู่ที่ฉันคนเดียวและขัดขวางไม่ให้ฉันเดินไปยังข้างหน้า และทุกครั้งที่ฉันรู้สึกว่าไอร้อนปะทะหน้า ฉันก็กัดฟันกำหมัดแน่นในกระเป๋ากางเกง"

"ฉันรู้สึกเหมือนว่าท้องฟ้าได้แยกออกโดยตลอดเพื่อปล่อยลูกไฟให้ตกลงมา ร่างฉันทั้งร่างเกร็งเครียด มือฉันกำปืนแน่น ไกปืนสลักเลื่อน ฉันสัมผัสด้านในที่ราบเรียบของด้ามปืน และทันใดนั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็เริ่มขึ้นท่ามกลางเสียงแห้งๆที่แผดดังลั่น ฉันสลัดทั้งเหงื่อและดวงอาทิตย์ทิ้ง"

ภาคสองเพิ่มความเข้มข้นขึ้นมาก ตอกย้ำบุคลิก "อะไรก็ได้" หรือ "ช่างโลก" ของเมอโซ กับความคิดว่า "โลกไร้เหตุผล" และ " ไร้สาระ" อีกด้านตรงกันข้ามมนุษย์ถูกครอบงำด้วยเหตุของความเชื่อ กฎเกณฑ์ ประเพณีวัฒนธรรม ศาสนาและความก้าวหน้าของสังคมเทคโนโลยี สำคัญที่สุดคือความเชื่อที่เรามีให้ตนเอง กิ่งก้านสาขาของการถูกครอบงำไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลยเหล่านี้ หากใครไม่แน่จริงย่อมจะไขว้เขวเดือดร้อนใจ ต่อการแหกกฎการถูกพิพากษา และหากจะยึดเหนี่ยวกฏเกณฑ์และวัตถุมากเกินไป ในที่สุดก็จะสูญสิ้นตัวตน แล้วมนุษย์มีทางเลือกจริงๆหรือ

เมอโซถูกจับเข้าคุก และเขาก็ปรับตัวได้โดยง่าย จะว่าไปแล้วเมอโซไม่ได้ปรับตัวอะไร เพราะเขาก็ยังเป็นเขาผู้ไม่เดือดร้อนนั่นแหละ ตอนแรกไม่มีใครสนใจคดีเมอโซ ต่อมากลายเป็นตรงกันข้าม เขาถูกสอบสวนและเรื่องราวโยงไปถึงพิธีฝังศพแม่ ใครๆมองว่าเขาเป็นคนดูจะไม่ปกติ โดยเฉพาะเรื่องการแสดงออกถึงความรักกับแม่ เช่นเขาไม่รู้ว่า แม่อายุเท่าไหร่ แม่ตายวันไหน นั่งหลับในคืนเฝ้าศพ ดูดบุหรี่และดื่มกาแฟ เป็นต้น พฤติกรรมแสนธรรมดาของเมอโซกลายเป็นอีกบ่วงรัดในการเพิ่มความผิดให้แก่เขา

ฉากวันพิพากษาคดีและสืบเนื่องจนจบเรื่อง เป็นงานเขียนยอดเยี่ยมพิเศษ เพียงไม่กี่หน้ากระดาษบางๆ กามู สามารถสร้างสรรค์โลกให้เด่นชัดถึงส่วนของสิ่งสำคัญสองประการอันถือเป็นกรอบใหญ่ในสังคมมนุษย์ คืออำนาจควบคุมจิตใจกับอำนาจควบคุมร่างกาย อำนาจควบคุมใจคือความศรัทธาหรือพระเจ้า ส่วนอำนาจควบคุมความประพฤติคืออำนาจตุลาการ นอกจากนั้นยังมีการถูกพิพากษาจากผู้คนในสังคมหากเราประพฤติผิดแผกออกไป

ไม่ว่าอย่างไรเมอโซกยังเป็นเมอโซ เขายังเป็นตัวของตัวเองไม่เดือดร้อน เมอโซเป็นเหมือนอากาศธาตุ ราวจะไร้ตัวตน ไม่เจ็บร้อนไม่แค้นเคืองอะไร

แม้จะถูกประณาม และถูกตัดสินประหารชีวิต ช่วงไม่กี่ชั่วโมงสุดท้ายของลมหายใจเมอโซปฏิเสธไม่ขอพบนักบวช และ เมื่อนักบวชตัดสินใจเดินเข้ามาในห้องขัง บทสนทนาระหว่างนักโทษประหารกับตัวแทนความศรัทธา เมอโซพูดว่า "เขาไม่เชื่อถือในพระเจ้า"

"ฉันคิดเสมอๆว่าถ้าใครจับให้ฉันอาศัยอยู่ในโพรงไม้แห้ง โดยไม่ต้องทำอะไรนอกจากมองดูดอกไม้บนท้องฟ้าเหนือศีรษะฉัน ฉันก็คงคุ้นกับการทำเช่นนั้นภายในเวลาไม่ช้านัก ฉันคงจะคอยการบินผ่านมาของนก หรือหมู่เมฆที่ลอยมาพบกันเหมือนเช่นที่ฉันรออยู่ที่นี่ดูการผูกเนคไทแปลกๆของทนายของฉัน หรือเหมือนเมื่อก่อนนี้ ฉันอดทนรอที่จะได้กอดร่างมารีในวันเสาร์ แต่ทว่าถ้าจะคิดกันให้ดีแล้วฉันก็ไม่ได้ถึงขนาดอยู่ในโพรงไม้แห้ง ยังมีคนที่ทนทุกข์ทรมานมากกว่าฉันอีก อันที่จริงนี่ก็เป็นความคิดของแม่แท้ๆ และแม่ก็มักจะพูดบ่อยๆเสียด้วยซิว่า คนเราลงท้ายก็จะชินกับทุกสิ่งทุกอย่างเอง"

"ฉันก็ไม่เดือดร้อนเท่าไรนัก ปัญหามีอยู่ว่าจะใช้เวลาให้หมดไปอย่างไรดี ฉันเลิกเบื่อก็เมื่อตอนที่ฉันหัดระลึกถึงความหลังได้ บางครั้งฉันนึกถึงห้องที่ฉันเคยอยู่ ขณะที่นึกฝันถึงห้อง ฉันจะเริ่มจากมุมหนึ่งไปเรื่อยจนรอบห้อง โดยการนับในใจทุกสิ่งซึ่งอยู่ตามทาง ในตอนแรกมันเสร็จไปอย่างรวดเร็ว แต่ทุกครั้งที่ฉันเริ่มนึกใหม่ มันก็ยิ่งยาวนานขึ้น เพราะว่าฉันนึกถึงเครื่องเรือนใหม่ๆขึ้นมาได้อีกหลายสิ่ง"

"ฉันไม่เสียใจเท่าไรนักในการกระทำของฉัน แต่การที่เขาตามเอาเรื่องฉันอย่างไม่ลดละนี้ออกจะทำให้ฉันประหลาดใจอยู่ ฉันอยากจะพยายามอธิบายให้เขาฟังอย่างฉันท์มิตร เกือบจะเรียกได้ว่าอย่างรักใคร่ทีเดียวละว่าฉันเป็นคนไม่ค่อยจะเสียใจอะไรจริงๆจังๆนัก..."

"และฉันพยายามฟังต่อไป เพราะอัยการเริ่มพูดถึงวิญญาณของฉัน เขาพูดว่าเขาได้พิจารณาดูวิญญาณของฉัน แต่ทว่าเขาไม่พบมัน ท่านคณะลูกขุนทั้งหลาย เขาพูดว่าอันที่จริงฉันไม่มีวิญญาณนั่นเอง ไม่มีสิ่งที่เป็นมนุษย์เลย ไม่มีหลักศีลธรรมจรรยาอันเป็นสิ่งยึดถือทางด้านจิตใจของมนุษย์เราแม้แต่ข้อเดียวที่จะเข้าถึงตัวฉันเลย"

เมื่ออ่านมาถึงตอนพิจารณาคดีในศาลนี้ ฉันรู้สึกสะเทือนใจอย่างบอกไม่ถูก เมอโซเป็นคนไม่ทุกข์ร้อน ไม่กลัดกลุ้มใดๆทั้งสิ้น จะเกิดอะไรอย่างไร...ร้ายแรงเพียงไหน ชีวิตถูกพิพากษาทั้งทางกฎหมายและสังคม ตัวเองต้องถูกกักขังสิ้นอิสรภาพ เขาก็ยังเผชิญอย่างไม่เดือดร้อนใดๆ

"ฉันสามารถใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆเพียงเพื่อนึกถึงของที่อยู่ในห้องของฉันจนครบ เพราะฉะนั้น ยิ่งฉันตริตรองฉันก็ยิ่งนึกของแปลกๆและหลงเหลืออกมาได้มากยิ่งขึ้น ฉันจึงเข้าใจว่ามนุษย์สามารถมีชีวิตถึง 100 ปีในคุกได้อย่างสบาย หลังจากที่เขาดำรงชีวิตมาเพียง 1 วันเต็ม เขาจะมีเรื่องราวและสิ่งที่ระลึกถึงอย่างเพียงพอ โดยไม่ต้องเบื่อหน่ายเลย ว่ากันไปแล้วออกจะเป็นข้อได้เปรียบเสียอีก"

"ดังนั้น เมื่อรวมชั่วโมงการพักผ่อนนอนหลับกับการหวนระลึกถึงสิ่งที่ผ่านมา ตลอดจนการอ่านข่าวเรื่องนี้และการเปลี่ยนแปลงสลับกันของแสงสว่างและความมืด วันเวลาก็ค่อยๆผ่านไป ฉันเคยอ่านมาว่าในคุก ในที่สุดคนเราก็จะลืมไม่รู้จักวันเวลา แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ค่อยมีความหมายเท่าไรนักสำหรับฉัน ฉันไม่เข้าใจมาก่อนว่าวันหนึ่งๆนั้นจะสามารถดูยาวนานหรือสั้นก็ได้ มันอาจจะยาวนานสำหรับการมีชีวิตอยู่ แน่ละแต่มันก็แสนจะยาวนานเสียจนกระทั่งมันไปคาบเกี่ยวกับวันที่ตามมา มันก็เลยไม่มีชื่อจะเรียก มีแต่คำว่าเมื่อวานนี้หรือพรุ่งนี้เท่านั้นที่คงมีความหมายสำหรับตัวฉัน"

คนนอก หนังสือดีวิเศษในแง่ทำให้เราหลายมุมมอง โดยเฉพาะเรื่องตัวตนและเสรีภาพ ซึ่งให้ความหมายได้หลากหลายและกว้างไพศาล เมอโซไม่เชื่อพระเจ้า ไม่ยี่หระกับกฎเกณฑ์ของสังคม ไม่ไยดีว่าคนอื่นจะมองเขาเช่นใด แต่ก็ใช่ว่าปัจเจกชนอื่นจะสามารถเป็นเยี่ยงเมอโซได้ เพราะเมอโซไม่ได้มีใจคอโหดร้าย ก้าวร้าว หรือคับแค้นเคืองสิ่งใดในโลก ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นดัง "ไร้เหตุผล" และเมื่อเกิดขึ้นแล้ว

เมอโซก็ไม่ปฏิเสธ เขายอมรับ "ผล" ของสิ่งนั้น อย่างเรียบนิ่งและออกจะสุขใจด้วยซ้ำไป แม้จะมีเพียงความตายรออยู่เบื้องหน้า

"ฉันเหยียดกายนอน มองดูท้องฟ้า ฉันบังคับตนเองให้สนใจมองดูท้องฟ้า มันกลายเป็นสีเขียว แสดงว่าเป็นตอนเย็น ฉันพยายามที่เปลี่ยนแนวความคิดของตนเอง ฉันฟังหัวใจตัวเองเต้น ฉันไม่อาจคิดว่าเสียงซึ่งติดตามฉันมาเป็นเวลานานแสนนานนี้จะหยุดไปได้ ฉันไม่เคยมีจินตนาการจริงๆเลย อย่างไรก็ตาม ฉันก็พยายามให้ความคิดของฉันยอมรับชั่วครู่หนึ่งเรื่องการที่หัวใจของฉันจะไม่เต้นอีกต่อไปแล้ว แต่ก็ไร้ผล รุ่งอรุณและการยื่นฎีกายังคงฝังแน่นอยู่ในห้วงความคิดของฉัน ฉันเลยยอมรับว่าฉันไม่ควรจะฝืนตนเองเป็นการดีกว่า"

"ถ้าเช่นนั้นฉันก็จะต้องตาย ตายเร็วกว่าคนอื่นๆ เรื่องนี้ก็เห็นกันชัดแจ้งดีแล้ว แต่ทุกคนก็รู้ดีว่าชีวิตนี้ไม่มีค่าควรแก่การดำรงชีวิตอยู่ เมื่อคิดกันให้ลึกซึ้งลงไปแล้วฉันไม่ปฏิเสธที่จะรับรู้ว่า การตายเมื่ออายุสามสิบ หรือตายเมื่ออายุหกสิปปีนั้นมันไม่ต่างกันมากนักเพราะว่า แน่ละในทั้งสองกรณี ทั้งมนุษย์ผู้ชายและผู้หญิงก็ยังดำรงชีวิตต่อไปอีกเป็นล้านปี ไม่มีอะไรจะแจ่มแจ้งไปกว่านี้แล้ว เพราะว่าเป็นตัวฉันเองที่จะตาย ไม่ว่าตายเดี๋ยวนี้หรือตายในอีกยี่สิบปีข้างหน้า"

คนนอก หนังสือเล่มเล็กมากพลัง และส่องแสงจัดจ้าราวแดดยามเที่ยงวัน คนนอก ยังกระทบหัวใจอย่างซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา อัลแบร์ กามู จับประเด็นความอ่อนไหวเปราะบางลำดับต้นๆของมนุษย์มาขีดเขียน คือหนึ่ง ความรู้สึกต่อผู้ให้กำเนิด สอง การยอมรับจากคนในสังคม สาม ความต้องการอิสระ สามสหายนามธรรมที่ว่านี้เกิดขึ้นอย่างห้าวหาญลงตัว คนนอกจึงทำให้เกิดความสดชื่นอย่างใหม่ๆทางความคิด ทุกครั้งเมื่อหยิบขึ้นอ่าน