ย้อนหลังไปในอดีตเมื่อ ๗๙ ปีมาแล้ว (นับถึง พ.ศ.๒๕๕๖) มีเรื่องที่อยู่ในความสนใจเป็นอย่างมากของผู้คนในสมัยนั้น ซึ่งมาถึงบัดนี้ประชาชนชาวไทยอาจจะลืมเหตุการณ์อันโด่งดัง และเป็นข่าวกึกก้องไปทั่วโลกเสียแล้ว ผู้เขียนจึงอยากจะรื้อฟื้นความทรงจำของคนไทย ซึ่งถ้าบัดนี้เป็นผู้สูงอายุก็คงจะเคยฟังเคยติดตามเหตุการณ์สำคัญๆนั้นมาแล้ว แต่ถ้าเป็นเยาวชนหรือผู้ที่ยังไม่สูงวัยมาก ซึ่งเกิดไม่ทันเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้เขียนก็ใคร่จะขอรื้อฟื้นเรื่องให้ได้ทราบ เพราะเป็นเรื่องของบุคคลสำคัญท่านหนึ่ง ซึ่งสร้างชื่อเสียงเกียรติคุณให้แก่ประเทศ เผยแพร่ประเทศไทยซึ่งในขณะนั้นเป็นประเทศที่ยังไม่เป็นที่รู้จักของชาวโลก ให้ได้รับชื่อเสียงกึกก้องไปทั่วโลก

แม้ว่าเรื่องที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้จะดูเก่าไปสักหน่อย เพราะต้องย้อนเวลาไปถึง ๗๙ ปี แต่ผู้เขียนเห็นว่า การกล่าวถึงคุณงามความดีที่คนไทยในอดีตได้สร้างสรรค์ไว้แก่ประเทศชาตินั้น ไม่น่าเก่าเกินไป อย่างน้อยคนไทยในปัจจุบันก็น่าจะได้ทราบและยึดถือแบบฉบับการทำความดีไว้แก่ประเทศชาติ จึงขอเสนอเรื่อง "พระองค์พีระ"

เมื่อประมาณ ๗๙ ปีมาแล้ว ประเทศไทยยังไม่เป็นที่รู้จักของชาวโลก  ผู้ที่ควรได้รับการยกย่องสูงสุดว่าเป็นผู้ที่เผยแพร่ชื่อของประเทศไทยให้ขจรขจายไปในหมู่ชาวโลกโดยเฉพาะชาวตะวันตกนั้น น่าจะได้แก่ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่คนไทยรู้จักกันในสมัยนั้นว่า "พระองค์พีระ" และคนตะวันตกรู้จักในนามว่า "พ.พีระ"

เกียรติอันสูงส่งที่ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช ทรงนำมาสู่ประเทศไทย ก็คือการเป็นนักขับรถแข่ง มีชัยชนะในนานาชาติ จนเป็นที่ยอมรับว่า พระองค์ทรงเป็นเจ้าแห่งความเร็วทุกครั้งและทุกแห่งที่ทรงชนะเลิศในการแข่งรถ ชื่อเสียงของพระองค์ท่านก็แพร่สะพัดไปในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นคนไทย จึงยิ่งเป็นที่สนใจของชาวต่างประเทศ และดังนั้นชื่อเสียงของประเทศไทยก็แพร่สะพัดเป็นที่รู้จักกว้างขวางออกไปพร้อมกันด้วย คนต่างประเทศต่างพากันตื่นเต้นตะลึงงันและประทับใจที่คนไทยจากประเทศเล็กๆในเอเชีย มีความสามารถเป็นเลิศในกีฬาที่ต้องใช้ความกล้าหาญ เสี่ยงอันตราย และต้องใช้ไหวพริบอย่างสูง จนพิชิตนักขับรถที่มีชื่อเสียงและมีประสบการณ์มาเป็นเวลายาวนานแล้วของตะวันตกลงได้

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช เป็นพระโอรสในสมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระยาภาณุพันธ์วงศ์วรเดช ประสูติจากหม่อมเล็ก เมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๕๗ เมื่อเยาว์วัย ทรงได้รับการศึกษาที่โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ ต่อมาเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๐ ได้เสด็จไปทรงศึกษาที่มหาวิทยาลัยอีตัน ในประเทศอังกฤษ ทรงคุ้นเคยสนิทสนมกับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ จนทรงรับเลี้ยงดูพระองค์พีระเป็นน้องชาย ทั้งสองพระองค์โปรดรถยนต์และโปรดกีฬาแข่งรถยนต์เหมือนกัน เคยไปดูการแข่งรถด้วยกันเสมอทั้งในประเทศอังกฤษและฝรั่งเศส ดังนั้น ต่อมา พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ จึงได้ลงทุนซื้อรถแข่งให้พระองค์พีระเป็นผู้ขับเข้าแข่งรถยนต์ โดยพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงรับเป็นผู้จัดการ

พระองค์พีระเริ่มเข้าแข่งรถครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๗ เป็นการเข้าแข่งกับนักแข่งรถที่เคยมีชื่อเสียงมาแล้ว โดยใช้รถคันเล็กๆธรรมดาๆ แม้ว่ายังมิได้รับชนะเลิศ แต่หนังสือพิมพ์ของต่างประเทศต่างพากันกล่าวขวัญถึงด้วยความชื่นชมและสรรเสริญความสามารถในการขับรถ ครั้นถึง พ.ศ.๒๔๗๘ พระองค์พีระมีอายุครบ ๒๑ ปี ทรงบรรลุนิติภาวะ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์จึงซื้อรถแข่งของอังกฤษชนิดอี อาร์ เอ ขนาด ๑,๕๐๐ ลูกบาศก์เซนติเมตร เป็นรถแข่งขนาดเบา แต่วิ่งได้เร็ว ๑๓๐ ไมล์ต่อชั่วโมง ให้เป็นของขวัญ ซึ่งพระองค์พีระได้นำรถคันนี้เข้าขับแข่งที่เมืองดิเอปของฝรั่งเศส และที่กรุงเบิร์นของสวิส ทรงชนะที่ ๒ ทั้งสองครั้ง ซึ่งทำให้ชาวโลกตื่นเต้นและแปลกใจมาก และนับว่าทรงก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วเกินความคาดหมาย ถึงต้น พ.ศ.๒๔๗๙ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์จึงซื้อรถแข่งอี อาร์ เอ ให้อีก ๑ คัน เป็นคู่กัน และพระองค์พีระได้ขนามนามรถว่า "รอมิวรุส" และ "รีมุส"

เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๙ พระองค์พีระเคยได้รับอุบัติเหตุระหว่างการแข่งรถครั้งสำคัญของอังกฤษ ชิงรางวัลจักรวรรดิบริติช โดยก้อนกรวดกระเด็นจากล้อรถอีกคันหนึ่งมาถูกกระจกแว่นตาแตก และเศษกระจกหลุดเข้าไปในดวงตา ได้ทรงพักรักษาตัวไม่กี่วัน ก็ได้ตัดสินพระทัยเข้าแข่งรถครั้งสำคัญที่กรุงโมนาโค ซึ่งเป็นประเทศเล็กๆทางตอนใต้ของฝรั่งเศส มีนักขับรถแข่งที่มีชื่อเสียงมาแล้วจาก ๘ ชาติ เข้าแข่งรวม ๒๒ คน และครั้งนี้เองที่พระองค์พีระนักขับรถหนุ่มของไทยทรงได้รับชัยชนะมาเป็นที่ ๑ เป็นที่กล่าวขวัญถึงอย่างกึกก้อง!!

พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ได้ทรงบรรยายไว้ในหนังสือ "ไทยชนะ" ซึ่งเป็นเรื่องเล่าถึงชัยชนะในการแข่งรถของพระองค์พีระ ซึ่งนำชื่อเสียงอย่างมากมาสู่ประเทศไทยว่า

"นักขับรถชาวไทยก็ได้รับชัยชนะที่ ๑ เป็นครั้งแรก และเป็นชัยชนะที่น่าชื่นชมยิ่ง ทั้งนี้เพราะนอกจากการแข่งที่โมนาโคจะนับว่าเป็นการแข่ง ณ สังเวียนที่มีชื่อเสียงยิ่งแล้ว บริษัทอี อาร์ เอ และบริษัทมาเซราตี ยังได้ส่งรถของบริษัทเข้าแข่งเป็นคณะของบริษัทแท้ๆด้วย...แต่ถึงกระนั้น นักขับไทยผู้เป็นนักขับเอกชนคนเดียว ก็ยังสามารถเอาชนะเหนือนักแข่งรถทั้งหมดได้"

"เมื่อก่อนการแข่ง เจ้าหน้าที่ได้ชักธงชาติทั้ง ๘ ชาติ ขึ้นปลิวสะบัดอยู่บนเสาธง แต่พอการแข่งจบลงแล้ว เขาก็ได้ลดธงลดหมดทุกเสา แล้วเขาก็กลับชักธงขึ้นอีกเสาเดียวเท่านั้น คือธงชาติของชาติที่ชนะ และธงนั้นก็มิใช่ธงอื่นไกล คือธงไตรรงค์สีสลับลายแดงขาวน้ำเงินขาวแดงของเรานั่นเอง ธงชาติของเราก็ได้ปลิวสะบัดติดเสาอยู่โดดเดี่ยว ในขณะที่พีระขึ้นไปรับถ้วยรางวัลอันงดงามจากพระหัตถ์ของท่านเจ้าผู้ครองนคร ส่วนธงอื่นๆได้ถูกลดลงมาห้อยอยู่เบื้องล่างโคนเสา ต่อมาในวันรุ่งขึ้น พระองค์พีระยังได้รับเกียรติยศให้เป็นผู้ขับรถรอบสังเวียน เพื่อเป็นการเปิดการแข่งรถชนิดใหญ่ และประชาชนหลายหมื่นคนที่มาดู ก็ได้โห่ร้องแสดงความยินดีต่อคนไทยอย่างเสียงสนั่นหวั่นไหว”

หลังจากได้รับชัยชนะที่โมนาโคแล้ว ใน พ.ศ.๒๔๗๙ ปีเดียวกันนั้นเอง พระองค์พีระ ทรงได้รับชัยชนะที่ ๑ ในการเข้าแข่งรถที่อังกฤษอีก เป็นชัยชนะติดๆกันถึง ๒ ครั้ง ชื่อเสียงของพระองค์เจ้าพีระ หรือที่ชาวต่างประเทศรู้จักดีในนาม "พ.พีระ" นั้น ก็เลื่องลือทั่วไป และจากชัยชนะครั้งนี้ พระองค์พีระ ได้รับเชิญไปพูดวิทยุกระจายเสียงที่กรุงลอนดอน ซึ่งพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงบันทึกไว้ว่า

"นับว่าเสียงของคนไทยได้กระจายไปในวิทยุของอังกฤษเป็นครั้งแรก และคนหลายล้านคนที่ได้ฟังอยู่ ก็ย่อมได้ยินอย่างชัดถึงการที่คนไทยได้มีชัยชนะในการกีฬาอันแสนจะยากและแสนจะน่ากลัวต่ออันตราย"

หลังจากนั้น พระองค์พีระก็ได้เข้าแข่งรถติดต่อกันอีกหลายครั้ง และทรงได้คะแนนรวมในการแข่งรถชนะจนถึง ๗๓ คะแนน เป็นการชนะได้รับตำแหน่ง "ดาราทอง" ของอังกฤษ อันเป็นตำแหน่งที่ได้มาด้วยความยากลำบาก และนักแข่งรถของโลกต่างก็มุมานะพากเพียรพยายามให้ขึ้นสู่ตำแหน่งนี้ พระองค์พีระ ซึ่งเป็นคนไทย เป็นนักขับรถแข่งมาไม่กี่ปี สามารถชนะตำแหน่งนี้ได้ และต่อมาก็ได้รับตำแหน่ง "ดาราทอง" นี้ติดต่อกันถึง ๓ ปี ซึ่งยากที่จะมีนักขับรถแข่งผู้อื่นกระทำได้ จึงนับว่าเป็นเกียรติอย่างสูงยิ่ง ไม่เฉพาะแก่พระองค์ท่าน หรือผู้จัดการคือ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ โดยลำพัง หากแต่เป็นเกียรติยศของประชาชนชาวไทยและชาติไทยด้วย

ถึงบัดนั้น ชื่อเสียงของ "พ.พีระ" และเมืองไทยก็เป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลก โดยเฉพาะพระองค์เป็นเจ้าชายหนุ่มวัยเพียง ๒๑ ชันษา นาม "พ.พีระ" จึงกลายเป็นขวัญใจ ติดปากติดใจคนทั่วไปทั้งชาวต่างประเทศและชาวไทย และอิทธิพลแห่งอัจฉริยภาพและความสามารถของพระองค์ ก็ได้ทำให้ "สีน้ำเงิน" ซึ่งเป็นสีรถแข่งที่ทรงขับเข้าแข่งขันชนะนั้น ได้ชื่อใหม่ตามพระนามของพระองค์ว่า "สีพีระ" แม้บริษัทรถเมล์ที่ตั้งขึ้นใหม่ในระยะนั้น ก็นำพระนามไปเป็นชื่อบริษัทคือ บริษัทรถเมล์พีระ ใช้สีน้ำเงินเป็นแถบข้างรถ (รถเมล์พีระนี้มีจุดตั้งต้นที่สี่เสาเทเวศร์ และไปสิ้นสุดระยะทางที่สามย่าน ซึ่งผู้เขียนเป็นนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้เดินทางไปกลับมหาวิทยาลัย ด้วยรถเมล์สายนี้ซึ่งอยู่ยั่งยืนต่อมานานมาก) สตรีทั้งหลายในกรุงเทพฯต่างก็ตื่นสีน้ำเงิน หรือสีพีระ และในโอกาสสำคัญๆก็จะแต่งกายด้วยสีพีระกันอย่างหลากหลาย

นับว่าทรงเป็นขวัญใจของคนทั่วไปจำนวนมาก และเมื่อพระองค์พีระ พร้อมด้วยพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ได้เสด็จกลับมาเยือนประเทศไทยใน พ.ศ.๒๔๘๐ ก็ทรงได้รับการต้อนรับอย่างมโหฬารนับตั้งแต่รถไฟเทียบชานชาลาสถานีหาดใหญ่ จนตลอดเวลาที่ทรงพำนักอยู่ ซึ่งพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ได้ทรงบรรยายไว้ว่า

"ทั้งพีระและข้าพเจ้า ซึ่งได้รับการต้อนรับและอวยพรของคนไทยเป็นครั้งแรก ก็มีใจชุ่มชื่นเต็มเปี่ยมไปด้วยความยินดี ดังจะหาคำใดมาอธิบายให้เพียงพอมิได้"

เมื่อเสด็จกลับจากเมืองไทยแล้ว พระองค์พีระ ได้ทรงเข้าแข่งรถอีกติดต่อกัน นับถึงเพียง พ.ศ.๒๔๘๒ รวม ๕ ปี ก็ได้ทรงขับรถแข่งระยะยาวถึง ๖๘ ครั้ง ได้ที่หนึ่งถึง ๒๐ ครั้ง ได้ที่สอง ๑๔ ครั้ง และได้ที่สาม ๕ ครั้ง เป็นสถิติที่พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์รับสั่งว่า "วิเศษงดงามยิ่ง"

จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ได้เขียนคำสดุดีไว้ในหนังสือ "ไทยชนะ" ว่า

"การที่พระองค์เจ้าพีระพงศ์ทรงได้ชัยชนะ จึงไม่แต่จะเป็นเกียรติประวัติเฉพาะพระองค์ท่านผู้เดียว แต่นับเป็นการนำชื่อเสียงเกียรติคุณอันงามมาสู่ชาติไทยด้วย ฐานที่พระองค์เป็นชาวไทยคนเดียวที่เข้าไปแข่งกับชาวต่างประเทศทุกครั้ง เท่ากับพระองค์เจ้าพีระพงศ์นำเกียรติของชาติไทยไปเผยแพร่ให้โลกได้รู้จักกันทั่วไป สมควรได้รับความยกย่องจากชาวไทยทั้งหลาย ทั้งการปฏิบัติในส่วนความกล้าหาญของพระองค์ท่านตลอดมา ก็ควรถือเป็นตัวอย่างอันดี..."

ข้อความดังกล่าวนี้เป็นการยืนยันความจริง ดังที่พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงบันทึกเหตุการณ์ทุกครั้งที่พระองค์พีระทรงได้รับชัยชนะว่า

"ภายหลังการชนะ ดนตรีก็บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีของไทยขึ้น ซึ่งเขากระจายเสียงทั่วสังเวียนการแข่ง ธงไตรรงค์ก็ได้ปลิวสะบัดอย่างงาม คนดูนับแสนต่างถอดหมวกและลุกขึ้นยืนแสดงความเคารพต่อชาติของเรา ซึ่งได้ชัยชนะอย่างงดงามอีกในวันนี้"

ความชื่นชมของชาวต่างประเทศที่มีต่อพระองค์พีระของชาติไทยนั้น จะเห็นได้จากการที่คนดูต่างแสดงความเอาใจช่วยทุกครั้งที่ทรงแซงรถขึ้นหน้าได้เมื่อไร คนดูทั้งอัฒจันทร์ก็จะพากันผุดลุกขึ้นตบมือโห่ร้อง แม้บางครั้งต้องทรงออกจากการแข่งขันกลางคันเพราะรถเสีย เมื่อทรงพระดำเนินผ่านอัฒจันทร์ คนดูจำนวนมากก็จะพากันปรบมือแสดงความนิยมชมเชย ซึ่งนับว่าเป็นการชนะด้านจิตใจอันเป็นชัยชนะยอดเยี่ยมได้เหมือนกัน

การเป็นนักขับรถแข่งของพระองค์พีระ มิได้นำชื่อเสียงมาสู่พระองค์ท่านเพียงผู้เดียว แต่ได้นำเกียรติอันยิ่งใหญ่มาสู่คนไทยทั้งชาติ การที่พระองค์พีระ จะได้รับชัยชนะอันยิ่งใหญ่นั้น พระองค์ต้องเป็นนักขับรถที่มีความสามารถอย่างสูง ต้องมีความกล้าหาญ มีสมาธิ ต้องทรงวางพระทัยเยือกเย็นและทรงใช้ไหวพริบ ตลอดจนการวางแผนที่รอบคอบ อดทนต่อปัญหาและทรงเสี่ยงภัยอันตรายที่อาจจะได้รับ พระองค์พีระมิได้ทรงขับรถแข่งที่มีเครื่องยนต์ที่ดีที่สุด บางครั้งบริษัทสร้างรถยนต์ก็ส่งรถยนต์ที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษเข้าแข่งขัน แต่พระองค์พีระก็สามารถนำชัยชนะมาให้เป็นเกียรติแก่ประเทศไทยจนได้ หนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนในต่างประเทศ ได้เผยแพร่พระเกียรติและแสดงความชื่นชมยินดียอมรับในอัจฉริยภาพของพระองค์อย่างกว้างขวาง

ครั้นถึงวันที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๒๘ เวลา ๐๐.๓๐ นาฬิกา ประเทศไทยก็ได้สูญเสีย "พระองค์พีระ" อดีตเจ้าแห่งความเร็ว ผู้นำชื่อเสียงเกียรติคุณกึกก้องโลกมาสู่ประเทศไทยเมื่อ ๗๙ ปีมาแล้ว ภายหลังจากที่พระองค์ท่านได้ทรงใช้ชีวิตประกอบธุรกิจอย่างสงบในวัยชราที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ระหว่างที่เสด็จ ณ สถานีรถไฟใต้ดินและได้ทรงล้มฟาดอย่างแรง เนื่องมาจากพระหทัยวาย ตำรวจอังกฤษนำพระองค์ส่งโรงพยาบาลแชริงคอสได้ ๒๐ นาที ก็สิ้นพระชนม์ด้วยพระอาการสงบ

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช เป็นบุคคลสำคัญที่ทรงเสียสละอุทิศตนด้วยความกล้าหาญ ด้วยพระอัจฉริยภาพส่วนพระองค์ ทรงสร้างชื่อเสียงเกียรติคุณของประเทศไทย ให้ปรากฏเด่นขึ้นในประวัติศาสตร์ของโลก การสูญเสียพระองค์ท่าน นำความเศร้าสลดอาดูรมาสู่คนไทยทั้งชาติ จึงขอเชิญชวนท่านผู้ฟังทั้งหลายโปรดพร้อมใจกันน้อมจิตรำลึกถึงพระเกียรติและพระคุณของพระองค์ท่าน ขอพระวิญญาณสถิตเสถียร ณ สวรรค์ชั้นฟ้า และขอคนไทยทุกคนยึดถือคุณสมบัติที่พระองค์ท่านทรงอุตสาหะนำเกียรติคุณมาสู่ประเทศชาติเป็นแบบฉบับสืบต่อไป

(หมายเหตุ: เรื่อง พระองค์พีระนี้ ผู้เขียนได้เรียบเรียงออกอ่านทางวิทยุกระจายเสียงกรมประชาสัมพันธ์ ออกอากาศมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๒๙)