เที่ยวละไมบายบัส

วิถีไทย-วิถีอาเซียน

การมีพรมแดนประชิดติดกันด้วยพื้นฐานที่ใกล้เคียงทั้งทางด้านภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ตลอดจนวัฒนธรรมประเพณี ก่อเกิดเป็นการไปมาหาสู่ สร้างไมตรีจิตมิตรภาพ ยิ่งหากเส้นทางคมนาคมสะดวกสบายไร้พรมแดน ย่อมนำมาซึ่งการเชื่อมโยงผูกพันระหว่างประเทศได้อย่างแน่นแฟ้น จึงเป็นที่น่ายินดีว่าขณะนี้คนไทยสามารถเดินทางไปเที่ยว ลาว พม่า กัมพูชา เวียดนาม และมาเลเซียได้แบบสะพายเป้ไปกลับบรรยากาศเนียนละมุนนุ่มละไม

จากจังหวัดหนองคาย ข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว เข้าสู่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวที่เมืองเวียงจันทน์ ด้วยรถวีไอพีที่ท่าขนส่ง สามารถเดินทางต่อไปยังหลวงพระบางได้ หรือจากอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ข้ามฟากไปยังเมืองห้วยทราย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสามารถเดินทางต่อไปยังหลวงพระบางโดยรถยนต์ ระยะทางประมาณ 477 กิโลเมตร ได้อย่างสบายสบาย สำหรับคนที่อยากจะหนีบรรยากาศของเวียงจันทน์ ลองแวะที่วังเวียงได้ มีกิจกรรมล่องห่วงยางมาตามลำน้ำซอง ทิวทัศน์ของสายน้ำกับแนวเทือกเขาหินปูนแปลกตา เส้นทางนี้ยังสามารถเลยเข้าไปถึงประเทศจีน จากถนนสายห้วยทรายไปถึงบ่อเต็น

และในอนาคตจะมีสะพานมิตรภาพข้ามโขงที่เชียงของอีกหนึ่งแห่งตามโครงการถนนสาย อาร์ 3 ที่ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชียให้การสนับสนุนเชื่อมระหว่าง ไทย-ลาว และคุนหมิง เมืองหลวงของมณฑลยูนนาน ประเทศจีน จากไทยข้ามไปลาวยังอาจเริ่มกันที่อุบลราชธานีก็ได้ โดยบริษัท บขส.ของไทยไปเปิดการเดินรถข้ามไปถึงปากเซ ศูนย์กลางเที่ยวลาวใต้ ต่อไปยังจำปาสัก ปราสาทวัดภู สี่พันดอน หลี่ผี คอนพะเพ็ง โดยเฉพาะหลี่ผีและคอนพะเพ็ง ซึ่งเป็นสองน้ำตกใหญ่ที่นักท่องเที่ยวหมายใจไปถึง

ความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย-กัมพูชา แบบเปลี่ยนสนามรบมาเป็นสนามการค้า จึงทำให้เส้นทางท่องเที่ยว อรัญประเทศ-ตลาดโรงเกลือ-ปอยเปต-ศรีโสภณ-เสียมเรียบ-นครวัดและนครธม ได้รับความนิยมไม่น้อยไปกว่าการข้ามไปเที่ยวที่ลาว แต่ที่ ปอยเปต ไม่มีอะไรมากนอกจากเป็นเมืองการค้าชายแดนและแหล่งกาสิโนถัดจากปอยเปตมาเป็นเมืองเล็กๆ ที่ชื่อศรีโสภณ เขมรเรียก สะเรยโสพอน แปลว่า สาวสวย ถือเป็นชุมทางที่จะแยกต่อไปทางเสียมเรียบ ส่วนอีกทางแยกลงใต้ไปยังเมือง บัตดำบอง หรือ พระตะบอง ส่วนใหญ่คนจะเลือกไปเสียมเรียบซึ่งถือเป็นเมืองศูนย์กลางการท่องเที่ยวของกัมพูชา และสถานที่ท่องเที่ยวดึงดูดใจ ก็หนีไม่พ้นนครวัด นครธม ซึ่งผู้เชี่ยวชาญแนะว่า ควรเผื่อเวลาชมอย่างน้อย 2-3 วันกำลังดีโดยเลือกเที่ยวปราสาทบายน และพื้นที่ใกล้เคียงก่อน และใช้เวลาช่วงแดดร่มลมตกเข้าดูนครวัด ช่วงพระอาทิตย์ตกดินวิวที่ปราสาทพนมบาแคงที่อยู่บนยอดเนินเขาเล็กจะเป็นจุดพระอาทิตย์ตกดินที่น่าประทับใจ

จากเสียมเรียบและนครวัด หากยังไม่จุใจสามารถต่อไปยังพนมเปญ และโฮจิมินห์ซิตี้ได้โดยจะมีรถประจำทางหรือรถบัสปรับอากาศจากเสียมเรียบไปพนมเปญ ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง และมีรสบัสจากพนมเปญไปนครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ใช้เวลา 5 ชั่วโมง

การท่องเที่ยวไทย-กัมพูชา บายบัสอีกเส้น จากสถานีขนส่งเอกมัยไปที่จังหวัดตราด ใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง แล้วต่อมินิบัสไปที่บ้านหาดเล็กราว1 ชั่วโมง ถึงด่านชายแดน ต่อรถจักรยานยนต์ข้ามไปเกาะกง ซึ่งบรรยากาศคล้ายปอยเปต คือเป็นแหล่งการพนันหรือกาสิโน สามารถนั่งรถแท็กซี่หรือนั่งเรือต่อไปยังพนมเปญได้ และจากพนมเปญสามารถจับรถบัสต่อไปยังโฮจิมินท์ ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง

ส่วนผู้ที่อยากไปต่อที่ สีหนุวิลล์ สามารถนั่งเรือเร็วที่ท่าเรือเกาะกงได้ ใช้เวลาราว 4 ชั่วโมงถึง สีหนุวิลล์ เดิมชื่อ กำปงโสม เป็นทั้งเมืองท่าและเมืองตากอากาศชายทะเลของกัมพูชา เดิมอยู่ในสภาพทรุดโทรมจากสงคราม ปัจจุบันค่อยๆ ฟื้นตัวและกลายเป็นจุดดึงดูดใจนักท่องเที่ยวที่ชอบความสงบเงียบของท้องทะเล

เส้นทางเที่ยว 3 ประเทศในวันเดียว ที่ถูกใจบรรดาคนมีเวลาจำกัด อีกสาย ได้แก่ การนั่งรถทัวร์ไปลงที่มุกดาหารแล้วต่อรถข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่สองไปเมืองสะหวันนะเขต แล้วต่อไปยังเมืองเว้ของเวียดนาม เสน่ห์ของเว้คือความเป็นเมืองเก่าที่ยังมีจักรยานให้ขี่ชมเมืองเก่า ประทับใจกับการชมพระราชวัง จากเว้ นักท่องเที่ยวจะนั่งรถไฟต่อไปยังดานังแล้วต่อรถไปที่ฮอยอัน

สำหรับเส้นทางกรุงเทพฯ-มาเลเซีย ปัจจุบันนักท่องเที่ยวมาเลเซียเป็นฝ่ายเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยมากกว่าที่คนไทยจะข้ามไปที่นั่น ถึงแม้ว่าการเดินทางไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีชายแดนติดกันในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยจะไม่ต้องใช้วีซ่า แต่ค่าครองชีพที่สูงกว่าไทยและค่าอาหารค่าที่พักที่แพง ทำให้ไม่สามารถจูงใจให้คนไทยข้ามไปเที่ยวมาเลเซียมากเพียงพอ นอกจากทางรถไฟสายกรุงเทพ-บัตเตอร์เวิร์ธ ซึ่งเป็นเส้นทางข้ามประเทศที่เปิดมานานสามารถเดินทางไปถึงกัวลาลัมเปอร์และสิงคโปร์แล้ว ยังมีอีกเส้นทางคือนั่งรถทัวร์ไปลงที่สตูล แล้วนั่งเรือเฟอรี่วิ่งจากท่าเรือตำมะลังในฝั่งจังหวัดสตูลไปที่เกาะลังกาวี ใช้เวลาเดินทางราวชั่วโมงครึ่ง ที่เกาะลังกาวีมีเรือเฟอรี่ทุกชั่วโมงไปยัง กัวลา ปาลิส และเมืองจอร์จทาวน์ ที่เกาะปีนัง เนื่องจากปีนังเป็นรัฐเดียวของมาเลเซียที่มีประชากรเชื้อสายจีนมากที่สุด โดยเฉพาะจีนฮกเกี้ยน และเป็นเมืองแห่งอาหาร ที่สามารถลิ้มลองได้หลากหลาย เที่ยวปีนังจึงมีความน่าสนใจไม่น้อย

สิ่งที่มาเลเซียมีต่างไปจากชายแดนภาคใต้ของไทยน่าจะอยู่ที่เมืองตากอากาศในลักษณะที่เรียกว่า Hill Station เป็นการใช้ประโยชน์จากที่ราบสูงและภูเขาในตอนกลางของประเทศที่มีความสูงระหว่าง 1,000-2,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล เย็นสบายตลอดปีเหมือนภูกระดึง หรือดอยอินทนนท์ มีอยู่ 4 แห่งในมาเลเซีย เมืองตากอากาศที่ใหญ่ที่สุดคือ คาเมรอนไฮแลนด์ แต่ที่คุ้นหูนักท่องเที่ยวที่สุดคือ เกนติ้งไฮแลนด์ แหล่งคาสิโนของมาเลเซีย นอกจากนี้มี บูกิต ลารุต เป็นฮิลสเตชั่นเก่าแก่ที่สุดแต่มีคนไปเที่ยวน้อย เฟรเซอร์ ฮิล ขึ้นชื่อเรื่องการดูนก เคยเป็นฮิลสเตชั่นที่คนอังกฤษชอบมาก มีบ้านเก่าๆ สร้างแบบอังกฤษรวมทั้งสวนอังกฤษ โดยทั่วไป ฮิลล์สเตชั่น หมายถึงเมืองตากอากาศที่เจ้าอาณานิคมอังกฤษนิยมตั้งขึ้นมาเพื่อหนีร้อน ซึ่งในอดีตพวกเจ้าหน้าที่อังกฤษในมาเลเซียและสิงคโปร์มาหลบร้อนกันที่นี่เป็นจำนวนมาก

นักท่องเที่ยวที่ชอบเดินทางด้วยรถไฟสามารถใช้เส้นทาง กรุงเทพฯ-บัตเตอร์เวิร์ธโดยซื้อตั๋วตู้นอนชั้นสอง วิ่งจากกรุงเทพฯไปถึงชุมทางหาดใหญ่แล้วเลี้ยวเข้ามาเลเซียที่ปาดังเบซาร์ วิ่งเรื่อยไปจนถึงบัตเตอร์เวิร์ธ จุดเด่นของเมืองนี้ก็คือการรวมเอาท่ารถบัส สถานีรถไฟและท่าเรือเฟอร์รี่ที่ข้ามไปเกาะปีนังไว้ด้วยกัน จากบัตเตอร์เวิร์ธสามารถตีตั๋วต่อไปยังสิงคโปร์ได้ ใช้เวลาประมาณ 14-15 ชั่วโมง

ในอนาคตอันใกล้ การเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างประเทศต่างๆ ในอาเซียนสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้อย่างสะดวกสบาย จะเป็นจุดสำคัญในการขยายการค้า การลงทุน การท่องเที่ยวระหว่างกันได้เป็นอย่างดี ซึ่งขณะนี้ประเทศต่างๆ มีแผนการพัฒนาเส้นทางการคมนาคมขนส่งรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 สำหรับประเทศไทยได้เปิดตัวประกาศยุทธศาสตร์อนาคตประเทศไทย 2020 ในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศ ซึ่งจะใช้งบประมาณ 2 ล้านล้านบาท ในช่วงเวลาดำเนินการ 7 ปี ปฎิรูปโครงสร้างการคมนาคมขนส่งครั้งใหญ่ โดยเริ่มในปี 2557 ด้วยการที่รัฐบาลจะสร้างถนน 4 เลนทั่วประเทศ

สร้างรถไฟรางคู่ 5 สาย ประกอบด้วยสายปากน้ำโพ-เด่นชัย สายหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ สายชุมพร-ปาดังเบซาร์ สายขอนแก่น-หนองคาย และสายจิระ-อุบลราชธานี ทันที รวมทั้งจะมีการสร้างรถไฟความเร็วสูง ซึ่งจะเป็นหัวใจของการสร้างเมืองใหม่ และทำให้เกิดการพัฒนาในท้องถิ่น

สิ่งสำคัญที่สุดคือการวางรากฐานที่จะเชื่อมเส้นทางนี้ต่อไปในภูมิภาคนอกอาเซียน โดยเฉพาะกับจีนซึ่งจะเป็นประเทศที่เข้ามาออกแบบรถไฟความเร็วสูงให้แก่ประเทศไทย

เมื่อถึงเวลานั้น ถนนทุกสายจะมุ่งหน้าสู่ประเทศไทย กลายเป็นศูนย์กลางแห่งภูมิภาคอาเซียนอย่างแท้จริง

แต่ทว่าคนไทยจะต้องเร่งปรับตัวเข้าสู่วิถีอาเซียน ตั้งแต่บัดนี้เพื่อเตรียมความพร้อมในทุกด้าน รวมทั้งภาษาสากลที่ดูเหมือนเราจะเสียเปรียบ จากการไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของนักล่าอาณานิคม และการขาดความเป็นชาตินิยมจนทำให้คิดถึงผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม