อยากหยุดเวลาไว้ "เชียงคาน"...เลย

ตอนที่ 1. ขี่จักรยานเที่ยวสองวัดในหนึ่งวัน...สรรหาของอร่อยเมือง "เชียงคาน"
ร้อยเรื่องเมืองไทย
ช่างภาพ: 

หากหมุนเมืองเชียงคานดูให้รอบๆ แต่ละคนที่มาเที่ยวเชียงคานแต่ละครั้ง ก็จะได้มุมมองที่แตกต่างกันไป นอกเหนือจากการเป็นชุมชนโบราณที่นำวิถีชีวิตที่สงบเรียบง่ายมาให้ผู้มาเยือนต่างถิ่นได้สัมผัสแล้ว เชียงคานยังแฝงแนวคิดการใช้ชีวิตอยู่บนความพอเพียง ให้คนรุ่นใหม่ได้ซึมซับ อย่าหวังถึงโรงแรม 5 ดาว ที่เมื่อเราจอดรถเทียบหน้าล็อบบี้แล้วจะมีพนักงานมารับกระเป๋า ที่พักส่วนใหญ่ในเมืองนี้เป็นบ้านไม้โบราณที่กลายเป็นโฮมสเตย์ หลายบ้านเป็นที่นอนหนาปูกับพื้นกระดาน ใช้ห้องน้ำรวม ไม่มีแยกหญิงชาย แต่ทุกแห่งเน้นความสะอาดและใส่งาน "อาร์ต" ลงไปทุกจุด จึงดึงดูดใจนักท่องเที่ยววัยใสวัยทำงานให้เดินทางเข้ามาพักผ่อน นอนชมดาวริมลำน้ำโขงกันอย่างเนืองแน่นแทบจะทุกวันหยุด ราคาห้องพักมีตั้งแต่ 300 บาท ไปจนถึงหลักพัน ซึ่งเมื่อห้องพักราคาสูงขึ้น ความสะดวกสบายก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

เราไปถึงเชียงคานในช่วงบ่ายแก่ๆ ได้ห้องพักราคา 700 บาทที่หม่อลาว@เชียงคาน ห้องแต่ละห้องมีชื่อเรียกเก๋ๆ เช่น หม่อฉัน หม่อเธอ "ป้าแดง" เจ้าของบ้านบอกว่า คำว่า "หม่อ" หมายถึงใกล้ ราคาขนาดนี้เป็นห้องปรับอากาศหัวมุมที่มีวิวริมน้ำโขงให้มองผ่านหน้าต่าง ได้ทั้งสองด้าน มีทีวี ตู้เย็น ไวไฟ และห้องน้ำในตัว ไม่ต้องไปอาบปะปนกับคนอื่น แค่นี้ก็หรูแล้วสำหรับโฮมสเตย์ที่เชียงคาน วางกระเป๋าแล้วก็ไม่รอช้า เพราะรู้สึกว่าควรใช้เวลาทุกนาทีที่นี่ให้คุ้มค่า คว้าจักรยานที่มีให้ใช้ฟรี ขี่รับลมเย็นลัดเลาะไปตามถนนอิฐตัวหนอนริมโขง เข้าซอยนั้นทะลุซอยนี้ จนถึงโซนถนนคนเดินที่เป็นเรือนไม้เก่าๆ เรียงรายริมสองฝั่งถนน มีเพื่อนร่วมทางมากมาย บางกลุ่มเป็นครอบครัวพ่อแม่ลูก บางกลุ่มอยู่ในวัยนักศึกษาขี่จักรยานสวนกันไปมาขวักไขว่เล่นกันสนุกสนาน มีคู่สามีขี่จักรยานให้ภรรยาที่ตั้งท้องอ่อนๆซ้อนท้ายมา ดูน่ารักน่าเอ็นดู

หลังจากเราไปจอดรถพักเหนื่อยบริเวณไปรษณีย์ชายโขงเพื่อถ่ายภาพพระอาทิตย์กำลังลับทิวเขายามเย็นแล้ว เราก็เข้าไปทานอาหารในร้านที่มีโต๊ะตั้งริมลำน้ำโขงให้ลูกค้าได้นั่งชมวิวพระอาทิตย์ลับแนวทิวเขา มาถึงเมืองขอบประเทศแบบนี้ก็ต้องมองหาเมนูท้องถิ่นกันละค่ะ เราสั่ง "ไคแผ่น" ซึ่งเป็นสาหร่ายแม่น้ำโขงย่างไฟจนมีกลิ่นหอมอ่อนมาทานเล่น ก่อนจะเข้าสู่เมนูหลักอื่นๆ สนนราคาอาหารไม่แพงมาก รสชาติก็อร่อยดีค่ะ

อิ่มอร่อยกันเรียบร้อยแล้วก็ลัดเลาะเดินเล่นในถนนคนเดินเชียงคาน เนื่องจากเป็นวันหยุด จึงมีร้านรวงมาขายของกันแน่นขนัดตลอดเส้นทาง ส่วนใหญ่เป็นของแฮนด์เมด ดีไซน์เก๋ๆ เช่น เสื้อยืดที่สกรีนคำน่ารักๆ โดยมีคำว่า "เลย" ผสมผสานในแต่ละวลี อาทิ "รักแล้วรักเลย" "น่ารักจังเลย" "อยากไป...ไปเลย" อะไรประมาณนี้ แต่ที่เห็นขายกันร้านเว้นร้านคือผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ทำจากผ้าฝ้ายทอมือลายตาหมากรุก (ผ้าขาวม้า) ไม่ว่าจะเป็นหมวก กระเป๋า เสื้อ กางเกง รองเท้า ออกแบบง่ายๆให้ใส่เดินเล่นชิวชิวในเมืองเชียงคาน เราเดินเล่นกันจนเกือบสามทุ่ม คนเริ่มบางตา คงทยอยกันกลับที่พัก เราจึงขี่จักรยานกลับบ้านพักของเราบ้าง ตลอดทางได้สายลมเย็นโบกสะบัดเป็นเพื่อนร่วมทาง อากาศสดชื่นจนต้องสูดลมหายใจแรงๆเก็บไว้เต็มปอด คืนนี้ทั้งอิ่มทั้งเหนื่อย ร่างกายเริ่มออกอาการหาวหวอดๆพร้อมจะนอนหลับฝันดี

ปูมประวัติเชียงคานนั้น เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดเลย ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง เคยเป็นราชธานีหรือเมืองหลวงของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือราชอาณาจักรลาวมาก่อน เมืองเชียงคานเก่า หรือเมืองสานะคาม (ชนะสงคราม) เป็นเมืองที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ทางยุทธศาสตร์สมัยราชอาณาจักรล้านช้าง ถูกก่อสร้างโดย ขุนคาม โอรสของขุนคัวแห่งอาณาจักรล้านช้าง เมื่อประมาณพ.ศ.1400 ต่อมาประมาณพ.ศ.2250 ทางเวียงจันทน์ได้ตั้งเมืองเชียงคานเดิม ซึ่งอยู่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงเป็นเมืองหน้าด่าน

พ.ศ.2320 พระเจ้ากรุงธนบุรี โปรดฯให้เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกับพระสุรสีห์ ยกทัพไปตีกรุงเวียงจันทน์ ตีเวียงจันทน์ได้จึงได้อัญเชิญพระแก้วมรกต กลับมายังกรุงธนบุรี แล้วได้รวมอาณาจักรล้านช้างเข้าด้วยกันและให้เป็นประเทศราชของไทย แล้วได้กวาดต้อนผู้คนมาอยู่เมืองปากเหืองมากขึ้น แล้วโปรดเกล้าฯ ให้เมืองปากเหืองขึ้นกับเมืองพิชัย ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้กองทัพไทยยกทัพไปปราบเจ้าอนุวงศ์ที่นครราชสีมา เนื่องจากเจ้าอนุวงศ์ เจ้าเมืองเวียงจันทน์คิดกอบกู้เอกราชเพื่อแยกเป็นอิสระจากไทย หลังจากปราบได้สำเร็จแล้ว ก็ไปกวาดต้อนผู้คนจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงมาอยู่เมืองปากน้ำเหืองมากขึ้น แล้วโปรดเกล้าฯ ให้ไปขึ้นกับเมืองพิชัย

ครั้นถึงสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พวกจีนฮ่อได้ยกทัพมาตีเมืองเวียงจันทน์ เมืองหลวงพระบางและได้เข้าปล้นสะดมเมืองเชียงคานเดิมที่อยู่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ชาวเชียงคานเดิมจึงอพยพผู้คนไปอยู่เมืองเชียงคานใหม่ (เมืองปากเหือง) เป็นจำนวนมาก ครั้นต่อมา เห็นว่าชัยภูมิเมืองเชียงคานใหม่ (เมืองปากเหือง) ไม่เหมาะสม ผู้คนส่วนใหญ่จึงอพยพไปอยู่ที่บ้านท่านาจันทร์ซึ่งใกล้กับที่ตั้งของอำเภอเชียงคานปัจจุบัน แล้วตั้งชื่อใหม่ว่า เมืองใหม่เชียงคาน ต่อมาไทยได้เสียดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงให้กับฝรั่งเศส ทำให้เมืองปากเหืองตกเป็นของฝรั่งเศส คนไทยที่อยู่เมืองปากเหืองจึงอพยพมาอยู่เมืองใหม่เชียงคาน หรืออำเภอเชียงคานปัจจุบันโดยสิ้นเชิง "แล้วได้เปลี่ยนชื่อเมืองเป็นเมืองเชียงคานใหม่" ได้ตั้งที่ทำการอยู่บริเวณวัดธาตุ เรียกว่าศาลาเมืองเชียงคาน ต่อมาได้ย้ายที่อยู่บริเวณวัดโพนชัย จนกระทั่ง พ.ศ.2452 เมืองเชียงคานซึ่งมีพระยาศรีอัคฮาดหรืออัครราช (ทองดี ศรีประเสริฐ) ได้รับตำแหน่งนายอำเภอเชียงคานคนแรก ต่อมา พ.ศ.2484 ได้ย้ายที่ว่าการอำเภอเชียงคานมาอยู่ ณ ที่อยู่ปัจจุบันตราบเท่าทุกวันนี้

เช้าวันรุ่งขึ้น เราตื่นกันแต่เช้าออกมาใส่บาตรในถนนเส้นเดิมที่เราเดินเล่นซื้อของกันเมื่อคืนนี้ สายหมอกยามเช้าลอยเรี่ยผิวน้ำ เมื่อมองข้ามไปฝั่งประเทศลาว สายหมอกก็หนาทึบจนมองไม่เห็นทิวเขาเขียวขจี เมืองเชียงคานยามนี้กลายเป็นเมืองที่สงบงามเรียบง่าย ชาวบ้านเริ่มยกเสื่อมาปูทอดยาวขวางหน้าบ้าน เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับใส่บาตร บางบ้านจัดอาหารแห้งไว้เป็นชุดๆเพื่อขายนักท่องเที่ยว เราถามว่าถ้าเป็นอาหารสดข้าวสุกแล้วจะถวายได้ที่ไหน คุณย่าคุณยายบอกว่าต้องตามไปใส่ที่วัด เราเลยซื้อชุดอาหารแห้งแล้วหาเสื่อว่างๆแถวนั้น นั่งรอภิกษุสงฆ์ ไม่นานเท่าไรท่านก็เดินบิณฑบาตมาถึง นักท่องเที่ยวที่ทยอยกันออกมาใส่บาตรหลายกลุ่ม ล้วนแต่มีกิริยาท่าทางสำรวมอ่อนน้อม ดูแล้วเย็นใจยิ่งนัก

ใส่บาตรเสร็จแล้ว พวกเราก็ไปเสาะหามื้อเช้าอร่อยๆที่มาเชียงคานแล้วต้องชิมนั่นคือ "ข้าวเปียกเส้น บ้านคุณยายซอย9" เป็นมื้อเช้าร้อนๆที่สร้างความอบอุ่นให้กับร่างกายอย่างมากมายในวันที่สายลมหนาวเริ่มโชยมาแผ่วๆ อิ่มกันแล้วเราก็ขี่จักรยานลัดเลาะไปตามวัดวาอารามต่างๆ เริ่มต้นที่วัดท่าคก วัดเก่าแก่อายุราว161ปีสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างเมื่อ พ.ศ.2395 เดิมตั้งอยู่บริเวณคุ้มวังน้ำวนริมแม่น้ำโขง ภาษาท้องถิ่นเรียกคุ้มวังน้ำวนว่า "คก" จึงตั้งชื่อวัดว่า "วัดท่าคก" ในสมัยนั้นยังไม่มีถนนตัดผ่านและยังไม่ได้ตั้งเป็นอำเภอ จึงขึ้นกับมณฑลพิษณุโลก ตามตำนานเล่ากันว่า บิดาของพระศรีอัคฮาด และชาวบ้านช่วยกันสร้างวัดขึ้นเพื่อป้องกันกลอุบายของฝรั่งเศสที่คิดจะมาเช่าผืนแผ่นดินสยามไว้เก็บสินค้า

วัดท่าคกมีศิลปะผสมผสานหลายชนชาติสามารถเห็นได้จากศิลปะลวดลายใน "สิม"หรือพระอุโบสถวัดท่าคก ซึ่งยังคงใช้งานอยู่จนถึงปัจจุบัน เป็นสิมทึบมีมุขหน้า มีประตูเข้าด้านหน้าและด้านข้าง มีลวดลายประดับสวยงาม คันทวยรูปนาค มอมสิงห์ และนาคเฝ้าทางขึ้นสิม ภายในสิมมีพระพุทธรูปโลหะและพระไม้ที่เกิดจากช่างฝีมือดี วัดท่าคกได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ.2410 การบริหารและการปกครองปัจจุบันพระธีรพันธ์ สนฺติธมฺโม เป็นเจ้าอาวาส รูปที่ ๑๑ รักษาการตั้งแต่ พ.ศ.2533 เป็นต้นมา

และที่เป็นข่าวโด่งดังครึกโครมไปเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2556 เนื่องจากต้นหมากแดง ที่วัดมีโคนต้นลักษณะเหมือนพญานาค ชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นพญานาคมีอายุ 300 ปี มาจำพรรษาที่วัดท่าคก พระภิกษุรูปหนึ่งในวัดเล่าว่า ทุกๆปี ก่อนจะเข้าพรรษาที่วัดนี้ มักมีเรื่องแปลกเกี่ยวกับพญานาค บางปีจะเห็นรอยพญานาคปรากฏในบริเวณโบสถ์ หรือนักท่องเที่ยวมากราบพระ ถ่ายรูปในโบสถ์จะปรากฏมีแสงออกมาคล้ายพญานาค และข้างๆโบสถ์ก่อนจะขึ้นบันไดโบสถ์ จะเห็นมีรูหนึ่งผู้เฒ่าผู้แก่เคยบอกว่าเกิดมาก็เห็นรูนี้ คงจะเกิดมาพร้อมๆ กับสร้างวัด ต่างเชื่อว่าเป็นทางขึ้นลงของพญานาค เคยมีคนมาพิสูจน์เอามะนาวโยนลงไปในรู ปรากฏว่ามะนาวที่โยนไปในรู ออกไปโผล่ที่ลำน้ำโขง

เราขี่จักรยานกลับมาในเส้นทางถนนคนเดินอีกครั้ง ยามสายร้านรวงยังไม่ค่อยเปิดกันมากนัก ส่วนใหญ่เป็นร้านเล็กๆขายของกินเล่นเล็กๆน้อยๆ เราขี่ลัดเลาะดูวิถีผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในเชียงคาน จนมาถึง วัดศรีคุณเมือง ตั้งอยู่ที่ซอย 7 ถนนชายโขง ทางด้านเหนือของตลาดเชียงคาน มีกำแพงแก้วล้อมรอบตัวพระอุโบสถ วัดนี้เป็นแหล่งรวมงานศิลปะทั้งแบบล้านนาและล้านช้างดังจะเห็นได้จากโบสถ์ ซึ่งหลังคาลดหลั่นอย่างศิลปะล้านนา ศิลปวัตถุที่สำคัญมีหลายชิ้นเช่นพระพุทธรูปไม้จำหลัก ลงรักปิดทองปางประทานอภัยแบบล้านช้าง พระพุทธรูปดังกล่าวมีพระเกศาเป็นปุ่มแหลมเล็ก พระกรรณค่อนข้างแหลมและยาว สันนิษฐานว่ามีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 24-25 นอกจากนี้ในวัดยังมีธรรมาสน์ไม้แกะสลักลงรักปิดทองทุกด้านที่พนักหลังมียอดคล้ายปราสาท ด้านหน้าโบสถ์มีภาพจิตรกรรมฝาผนังอยู่เต็มหน้าบัน ภาพทั้งหมดเป็นภาพนิทานชาดกชุดพระเจ้าสิบชาติซึ่งวาดขึ้นใหม่แทนของเดิม วัดศรีคุณเมืองมีประวัติความเป็นมายาวนาน น่าศึกษายิ่ง เป็นวัดเก่าแก่ร้างขึ้นพร้อมกับการตั้งบ้าน ตั้งเมืองเชียงคานหลายชั่วคราวคนแล้ว และเป็น ที่พำนักของพระเถระผู้ใหญ่ในอดีต ประชาชนจึงได้กล่าวขานว่า "วัดใหญ่" จากตำนานและหลักฐานหลายสิ่งหลายอย่างได้พบว่า พระยาอนุพินาถและภรรยาพร้อมทั้งบุตร ธิดา วงศาคณาญาติ มีท้าวพระยาแม่น เป็นต้น ได้สร้างพระอุโบสถ กับพระพุทธรูปไว้เพื่อเป็นพระพุทธบูชาที่วัดศรีคุณเมือง เมื่อ พ.ศ.2380 (จ.ศ.1199)

ศาสนสมบัติที่เก็บรักษาไว้ในพระอุโบสถนั้น บางชิ้นขึ้นทะเบียนไว้เป็นโบราณวัตถุศิลปะ คือธรรมาสน์ไม้สักแกะสลักลายประดับกระจกสี พระพุทธรูปยืนชนิดไม้ทาน้ำทอง พระพุทธรูปปางประธานอภัยชนิดไม้ทาน้ำทอง และศิลาจารึกชนิดหิน ทั้งหมดนี้เป็นโบราณวัตถุศิลปะล้านช้างที่มีอายุพุทธศตวรรษที่ 23 - 24 พระประธานในพระอุโบสถวัดศรีคุณเมือง เป็นปางประทับขัดสมาธิราบ นาคปรก จากพุทธลักษณะเห็นได้ว่าเป็นการผสมผสานระหว่างรูป แบบของพระพุทธปฏิมาสมัยรัตนโกสินทร์กับค่านิยมของท้องถิ่น เช่น ปลายนิ้วพระหัตถ์ยกขึ้น เช่นเดียว กับการสร้างพระพุทธปฏิมานาคปรกที่นำเอาความเชื่อเรื่องพญานาคในลุ่มแม่น้ำโขงเข้ามาเป็นองค์ ประกอบสำคัญของพระพุทธปฏิมา บริเวณด้านข้างของพระประธานมี "ฮางฮด" หรือ "รางรด" ที่มีลักษณะคล้ายรางน้ำตั้งอยู่ โดยตัวรางจะเป็นรูปของเรือสุพรรณหงส์ ส่วนด้านหน้าจะเป็นเศียรของพญานาค และส่วนท้องค่อนมาทางหัวของพญานาคจะมีรูให้น้ำไหลลงมาได้ ฮางฮดนี้จะใช้ในการประกอบพิธีสรงน้ำพระผู้ใหญ่หรือเจ้าเมืองเท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันหาดูได้ยากแล้ว ผนังหน้าบัน ด้านหน้าของพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นภาพนิทานชาดกชุดพระเจ้าสิบชาติปรากฏอยู่ ทุกวันพระและวันสำคัญทางพุทธศาสนา วัดแห่งนี้จะคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ทั้งชาวเชียงคานเองและนักท่องเที่ยวผู้มาเยือน ที่ต่างก็พร้อมใจกันมาร่วมทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์ ฟังธรรมกันอย่างถ้วนหน้า

หลังจากกราบพระประธานและเดินชมความงดงามของโบสถ์เก่าวัดศรีคุณเมืองจนอิ่มเอมใจแล้ว เรานำจักรยานไปคืนที่โฮมสเตย แล้วขึ้นไปนั่งเล่นริมระเบียงห้องชมวิวริมโขง พักจนหายเหนื่อยคลายอาการเมื่อยน่อง จากนั้นก็เก็บกระเป๋าเช็คเอ๊าท์ เพื่อมุ่งหน้าไปยังแก่งคุดคู้และวัดท่าแขกเพื่อกราบพระพุทธรูปโบราณอายุประมาณ300ปี ติดตามอ่านต่อได้ในฉบับหน้าค่ะ