ตอนที่ 6 สมเด็จพระสังฆราชสุก รัตนสังฆราชาพระองค์ที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

เรื่องพิเศษสดุดี 100 พระชันษาสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ
ช่างภาพ: 

ตอนที่ 6 สมเด็จพระสังฆราชสุก รัตนสังฆราชาพระองค์ที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

" สมเด็จพระสังฆราช ไก่เถื่อน

องค์สมเด็จพระอุปัชฌายะ ญาณะสังวรเจ้า

ศักดิ์สิทธิ์ราชสิทธิ์พเน้า หนักข้างวิปัสสนายิ่งแล

เกริกฉายานามะประกาศ สังฆราชไก่เถื่อนนั้น

เดชวิศิษฏเมตตาจิตชั้น ไก่ป่ากล้าบูชาโฉมชิดแล "

พระนิพนธ์ สมเด็จฯ กรมพระนราธิปพงศ์ประพันธ์

 

สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สุก ญาณสังวร) สถิต ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร เดิมทรงประทับอยู่ ณ วัดพลับ หรือที่ภายหลังในสมัยรัชกาลที่ 3 พระราชทานนามใหม่เป็นวัดราชสิทธาราม ทรงมีพระสมัญญานามที่คนทั่วไปกล่าวขานถึงพระองค์ว่า สมเด็จพระสังฆราชไก่เถื่อน ด้วยพระเมตตาที่แผ่กว้างไกลไพศาล จนแม้ไก่ป่ายังเข้ามาใกล้ชิดราวกับไก่บ้านก็ไม่ปาน เป็นที่อัศจรรย์ใจของผู้คนยิ่งนัก

เรื่องราวของ สมเด็จพระญาณสังวรมหาเถรเจ้า สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ดังที่มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์กล่าวว่า ทรงเป็นพระอาจารย์ของพระเจ้าแผ่นดินถึง 4 พระองค์ เป็นพระองค์แรก และพระองค์สุดท้ายของกรุงรัตนโกสินทร์ ทั้งยังทรงเป็นพระอาจารย์พระองค์แรก ที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ทรงอาราธนาจากเมืองอื่นมายังกรุงเทพฯ และยังทรงได้รับแต่งตั้งเป็นที่ "สมเด็จพระญาณสังวร" พระองค์แรกของกรุงรัตนโกสินทร์ (ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ถัดมาที่ได้รับพระราชทานราชทินนามนี้ เป็นเวลาห่างกันถึง 152 ปี ก็คือ สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ปัจจุบัน สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก นั่นเอง)

สมเด็จพระสังฆราชสุก ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช ที่มาจากฝ่ายวิปัสสนาธุระพระองค์แรกของกรุงรัตนโกสินทร์ และทรงเป็นองค์ประธานสังคายนาพระกรรมฐานพระองค์แรกของกรุงรัตนโกสินทร์ รวมทั้งยังทรงได้รับพระราชทานพัดสองด้าม คือ พัดแฉกใบสาเก ฝ่ายคันถธุระ1 และพัดงาสาน ฝ่ายวิปัสสนาธุระ 1 ตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นพระราชาคณะ นับว่าเป็นพระราชาคณะพระองค์แรกของกรุงรัตนโกสินทร์ที่ถือพัดงาสาน ทั้งนี้ทรงได้รับพระเกียรติยศพิเศษ โดยได้รับพระราชทานพัดงาสาน ซึ่งโปรดฯให้ทำวิจิตรกว่าพัดสำหรับพระราชาคณะสมถะสามัญ

สมเด็จพระญาณสังวรมหาเถรเจ้า สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์พระองค์นี้ทรงเป็นบรมครูฝ่ายวิปัสสนาธุระประจำยุครัตนโกสินทร์ และทรงเป็นองค์ปฐมเจ้าอาวาสแห่งวัดราชสิทธารามราชวรวิหาร หรือวัดพลับ ในกาลสมัยของพระองค์ได้ทรงทำให้วัดพลับเป็นเสมือนศูนย์กลางการปฏิบัติพระกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับดังเช่นในครั้งกรุงศรีอยุธยา โดยทรงสั่งสอนศิษยานุศิษย์ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ผู้มีศรัทธาในการบำเพ็ญภาวนาวิปัสสนากรรมฐาน อันนับเป็นการสืบทอดแนวทางพระสุปฏิปันโนไว้เป็นมรดกธรรมประจำกรุงรัตนโกสินทร์

ชาวบ้านทั่วไปเรียกขานพระนามของพระองค์ว่า "สมเด็จพระสังฆราชไก่เถื่อน" ด้วยทรงคุณเป็นที่น่าอัศจรรย์ในด้านพระเมตตากรุณาธรรมอย่างยอดเยี่ยมเป็นที่เลื่องลือ สามารถแผ่เมตตาเรียกไก่ป่าให้มารวมกันเป็นฝูงเข้ามารอรับอาหารจากพระหัตถ์ ทำให้ไก่ป่านั้นเชื่องลงได้ไม่ต่างจากไก่บ้านเลยทีเดียว ทั้งๆที่ตามปกติทั่วไปเป็นที่รู้กันดีว่าไก่ป่านั้นไม่เชื่อง

สมเด็จพระสังฆราชสุก แต่เดิมทรงเป็นชาวบ้านตำบลท่าหอย อยู่ที่กรุงเก่า ทรงประสูติในรัชสมัยพระเจ้าบรมโกศ ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น 12 ค่ำ เดือนยี่ ปีฉลู เบญจศก จุลศักราช 1095 พ.ศ.2276 ในครั้งกรุงธนบุรี พระองค์ทรงเป็นอธิการอยู่วัดท่าหอย (ท่าข่อย) ซึ่งเป็นวัดป่าและวัดปฏิบัติ ตั้งอยู่ริมคลองคูจามที่กรุงเก่า หรือคลองตะเคียนในปัจจุบัน พระกิตติศัพท์ของพระองค์ขึ้นชื่อในทางบำเพ็ญสมถภาวนา ทำให้มีผู้คนนับถือกันมาก และทรงเป็นพระอาจารย์ของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ตั้งแต่ครั้งที่ยังทรงเป็นพระอาจารย์สุก อยู่วัดท่าหอย

หลังจากกรุงรัตนโกสินทร์ได้รับการสถาปนาขึ้นแล้ว การจัดการบริหารบ้านเมืองเริ่มเข้าที่เข้าทางดีแล้ว งานฟื้นฟูบำรุงพระศาสนาจึงเริ่มขึ้น โดย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ทรงแต่งตั้งพระราชาคณะในตำแหน่งต่างๆ เพื่อสืบสานงานฝ่ายพุทธจักร ขณะเดียวกันก็ทรงแสวงหาพระเถระผู้ทรงคุณพิเศษจากที่ต่างๆ เข้ามาทรงอุปถัมภ์ โดยโปรดฯแต่งตั้งไว้ในตำแหน่งอันสมควร ครั้นเมื่อทรงระลึกถึงพระอาจารย์สุก จึง "โปรดฯให้นิมนต์พระอาจารย์วัดท่าหอย คลองตะเคียน แขวงกรุงเก่า มาอยู่วัดพลับ ให้เป็นพระญาณสังวรเถร" เนื่องจากพระอาจารย์สุกนั้น ทรงเป็นพระป่า นิยมปลีกวิเวกเพื่อปฏิบัติภาวนา จึงโปรดฯให้นิมนต์มาครองอยู่ที่วัดพลับ ที่ถือเป็นวัดสำคัญของฝ่ายอรัญวาสี ตั้งแต่ครั้งกรุงธนบุรี คู่กันกับวัดรัชฎาธิษฐาน และอยู่ห่างไปไม่ไกลจากพระนครนัก

ในคราวเดียวกันนี้ยังโปรดฯให้สร้างวัดขึ้นใหม่ ให้สมเป็นวัดของพระเถระผู้เป็นพระอาจารย์ของพระเจ้าแผ่นดิน โดยสร้างขึ้นในที่ดินที่อยู่ติดกับวัดพลับเดิมนั่นเอง เมื่อพระอารามใหม่สร้างแล้วเสร็จ จึงโปรดฯให้รวมวัดพลับเดิมเข้ามาอยู่ในอาณาเขตของวัดพลับใหม่ด้วย แต่ก็ยังคงเรียกชื่อว่า วัดพลับอยู่ดังเดิม

มาภายหลังในสมัยรัชกาลที่ 3 จึงได้รับพระราชทานนามว่า วัดราชสิทธาราม ส่วนบริเวณวัดพลับเดิมนั้นอยู่ทางด้านตะวันตกของวัดราชสิทธารามในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีข้อมูลในจดหมายเหตุ เล่าไว้ว่า เมื่อปี 2374 รัชกาลที่ 3 ทรงสร้างพระเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองขึ้นที่หน้าพระอุโบสถด้านใต้ กล่าวกันว่าบรรจุพระธาตุสมเด็จพระสังฆราชสุกอยู่ใกล้ๆกัน พระบรมอัฏฐิธาตุของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ต่อมาปี 2397 สมัยรัชกาลที่ 4 พระองค์โปรดฯให้สร้างพระเจดีย์ทรงเครื่องครอบพระเจดีย์องค์เดิม แล้วพระราชทานนามว่า พระสิราสนเจดีย์ เพื่อทรงอุทิศพระราชกุศลแด่พระเชษฐาธิราช และยังทรงสร้างพระเจดีย์ขึ้นคู่กันไว้ พระราชทานนามว่า พระสิรจุมภฎเจดีย์ เป็นพระบรมราชูทิศของพระองค์เองอีกด้วย

ทั้งนี้ในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้น วัดอรัญวาสี ที่สำคัญอีกวัดหนึ่ง คือ วัดสมอราย หรือ วัดราชาธิราช อันเป็นสถานที่จำพรรษาของพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎ ที่ทรงขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 4 ในเวลาต่อมา วัดสมอรายหรือวัดราชาธิวาส ถือว่าคู่กันกับ วัดพลับหรือวัดราชสิทธาราม แห่งนี้นั่นเอง

ในพระราชพงศาวดารนั้นปรากฏนามของสมเด็จพระสังฆราชสุก ในครั้งที่ยังทรงเป็นพระญาณสังวรเถระ และทรงเป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอุปัธยาจารย์ ของพระราชวงศ์ในสมัยรัชกาลที่ 1 รัชกาลที่ 2 รัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4 รวมถึง 4 รัชกาลด้วยกัน หรืออีกนัยหนึ่ง ทรงเป็นพระอาจารย์ของพระเจ้าแผ่นดินถึง 4 พระองค์เป็นพระองค์แรก และองค์สุดท้ายของกรุงรัตนโกสินทร์

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ครั้งเสด็จฯมาทรงทบทวนพระกรรมฐานมัชฌิมาใน พ.ศ.2336พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งทรงพระผนวช เมื่อ พ.ศ.2331 ครั้งยังดำรงพระราชอิสริยยศ เป็นเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร (ฉิม) พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งทรงพระผนวชและทรงจำพรรษาที่ วัดราชสิทธาราม 1 พรรษา ตรงกับ พ.ศ.2351 ตั้งแต่ครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ และ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในคราวทรงพระผนวชเป็นสามเณร เมื่อ พ.ศ.2360 ในครั้งนั้นทรงดำรงพระราชอิสริยยศเป็น พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎ

"พระองค์ทรงเป็นพระราชอุปัธยาจารย์ในกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ เมื่อครั้งทรงเป็นพระเจ้าหลานเธอ ในรัชกาลที่ 1 เมื่อคราวทรงพระผนวชเป็นพระภิกษุ ก็เสด็จฯมาประทับทรงบำเพ็ญเนกขัมมะปฏิบัติ และทรงศึกษาวิปัสสนาธุระในสำนักสมเด็จพระสังฆราช (สุก) แต่ครั้งยังทรงดำรงสมณศักดิ์ ที่ พระญาณสังวรเถร ณ วัดราชสิทธาราม นี้ เป็นเวลา 1 พรรษา โดยมีพระตำหนักสำหรับทรงบำเพ็ญสมาธิกรรมฐานโดยเฉพาะ เรียกว่า พระตำหนักจันทน์ ซึ่งสมเด็จพระบรมชนกนาถ คือ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ขณะทรงดำรงพระราชอิสริยยศเป็นกรมพระราชวังบวรมงคล ได้ทรงสร้างถวาย ยังคงมีอยู่สืบมาจนบัดนี้ ตลอดเวลาที่ทรงพระผนวชอยู่ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้ตำหนักเก๋งจีน และพระตำหนักจันทร์เป็นที่ประทับเจริญพระกรรมฐานมาตลอด และยังปรากฏเป็นอาคารถาวรวัตถุมาจนถึงทุกวันนี้" ข้อความเหล่านี้ พระครูสังฆรักษ์วีระ ฐานวีโร ปัจจุบันคือ พระครูสิทธิสังวร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชสิทธาราม เป็นผู้รวบรวมเรียบเรียงไว้ตั้งแต่ปี 2535

ในคราวที่ทรงได้รับอาราธนานิมนต์มายังเมืองหลวงนั้น เล่ากันว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ทรงรำลึกถึงพระอาจารย์สุกอยู่เนืองๆ แต่เนื่องจากในระยะนั้นยังเพิ่งแรกสร้างเมือง ทรงยังไม่เห็นวัดที่เป็นวิเวกสถานอันเหมาะกับพระอาจารย์และอยู่ไม่ห่างจากเมืองมากนัก ต่อมาทรงตั้งพระทัยว่าจะทรงอาราธนาพระอาจารย์สุกมาจำพรรษาอยู่ที่วัดสระแก หรือวัดสระเกศ ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นวัดฝ่ายอรัญวาสี และว่างเจ้าอาวาสลง จึงโปรดฯให้สังฆการี ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับสงฆ์ในงานหลวงไปอาราธนานิมนต์พระอาจารย์สุกเข้ามายังวัดสระเกศ โดยโปรดฯให้สร้างเสนาสนะใหม่ไว้รอท่า ในคราวนั้นใกล้เข้าพรรษาเต็มทีพระอาจารย์สุกยังไม่กลับจากธุดงค์ เมื่อส่งข่าวไปยังเมืองหลวง ก็ทรงสั่งให้ชาวสังฆการีคอยอยู่ที่วัดท่าหอยนั่นเอง

ผ่านไปราว 7 วันเมื่อพระอาจารย์สุกกลับมา ชาวสังฆการีจึงอาราธนานิมนต์ให้เข้ากรุงเทพฯทันที พระอาจารย์สุกท่านรู้ใจของพระองค์เองว่าไม่อยากมากรุงเทพฯ เพราะทรงไม่ชอบความวุ่นวาย แต่โปรดความสงบสงัดของวัดท่าหอยดังทรงกล่าวไปว่า "ที่นี่สงบดีอยู่แล้ว" แต่เมื่อ "พระเจ้าอยู่หัว" ทรงอาราธนานิมนต์มาแล้ว พระองค์จึงตัดสินพระทัยว่าจะไป แต่ก็ทรงขอพักผ่อนที่วัดสักคืนหนึ่งก่อน วันรุ่งขึ้นเป็นฤกษ์ดีวันธรรมสวนะตรงกับวันพฤหัส จุลศักราช 1145 ปีเถาะ พระองค์ท่านออกบิณฑบาตโปรดสัตว์ ฉันภัตตาหารเช้า (ทรงฉันมื้อเดียว) ในตอนสายคณะสังฆการีเตรียมขบวนเรือที่จะล่องลงมากรุงเทพฯ ทรงเข้าไปในอุโบสถกราบนมัสการลาพระประธานในพระอุโบสถวัดท่าหอย แล้วอาราธนานิมนต์พระพุทธรูปทองคำขนาดย่อม อันเป็นของสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ ทรงถวายให้ไว้แต่ก่อนนั้นเป็นพระพุทธประธานนำขบวนเรือมาด้วยอีกองค์หนึ่งในขบวนเรือลำแรก

คณะของพระองค์ท่านล่องเรือมาตามลำน้ำจนมาถึงวัดสระแก พระองค์ก็ได้เข้าพักผ่อนอิริยาบถในเสนาสนะที่สร้างขึ้นใหม่ ก็ในใจทรงรำลึกถึงวัดพลับร้างที่เคยสัญจรมาอาศัยบำเพ็ญภาวนาเมื่อหลายปีก่อน ตั้งพระทัยว่าหลังจากพักผ่อนแล้วจะเดินทางไปวัดพลับร้างทันที เมื่อจำวัดไปได้ราวชั่วโมงหนึ่งก็ทรงตื่นจากจำวัดเนื่องจากมีเสียงอึกทึกครึกโครม เป็นเสียงผู้คนกำลังแบกขนของหนักและได้ยินสำเนียงพูดคุยกันโหวกเหวกเป็นภาษาลาวบ้าง เขมรบ้าง พวกที่ถูกเกณฑ์มาสร้างก่อรากสร้างฐานกำแพงพระนครนั่นเองที่กำลังเร่งมือกันเป็นการใหญ่ พระองค์ท่านไม่ชอบเสียงเอะอะอึกทึกเพราะท่านเป็นสงฆ์สมถะ ชอบความสงบวิเวก พระองค์จึงทรงบอกกับชาวสังฆการีขอให้นำเรือไปส่งยังวัดพลับร้างเพื่อจะทรงไปบำเพ็ญสมณธรรมที่นั่น

ณ วัดพลับร้างในครั้งนั้นเต็มไปด้วยไม้ใหญ่มากมาย ทั้งต้นโพธิ์ ต้นไทร ต้นชำมะเลียง ต้นกร่าง ต้นตาล และมีต้นพลับขึ้นอยู่มากที่สุด วัดพลับร้างเป็นสถานที่สงบสงัด มีแต่ความเงียบ วิเวกวังเวง และร่มเย็นยิ่งนักเหมาะแก่การบำเพ็ญภาวนาทางจิต

คณะของพระองค์ท่านปักกลดอยู่ทางด้านทิศเหนือของวัดพลับร้าง ด้วยพระเมตตาจิตอันแรงกล้าเมื่อทรงโปรยอาหารให้ไก่ป่าในบริเวณนั้นก็มาห้อมล้อมพระองค์ ขณะเดียวกันหมู่พรานทั้งหลายที่พากันมาล่าไก่ป่าไปเป็นอาหาร แลเห็นฝูงไก่ป่ารุมล้อมพระภิกษุเถระ จึงมิกล้าเข้ามาทำร้ายไก่

ต่อมาเมื่อมีโอกาสได้พบสนทนากับพระองค์ท่านพรานเหล่านั้นก็เกิดความสุขใจ อบอุ่นใจ บันเทิงใจทั้งนี้เป็นด้วยอำนาจแห่งเมตตาจิตอันสูงส่งของพระองค์ท่าน ด้วยความสงสัยพวกพรานจึงถามออกไปว่า พระองค์ท่านมีอะไรดีหรือไก่ป่าจึงพากันมารุมล้อมพระองค์ท่านมากมายถึงขนาดนี้ พระองค์ก็ทรงตอบว่า "ข้าฯไม่มีอะไรดีหรอก ข้ามีแต่ความเป็นมิตร ความเป็นเพื่อน ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย ให้ได้รับความเดือดร้อน สัตว์ทั้งหลายจึงมาอยู่ใกล้ๆ และมารุมล้อมข้าฯอย่างนี้" จากนั้นมาก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาล่าไก่ป่าหรือสัตว์อื่นๆในบริเวณนี้อีกเลย

ในสมัยรัชกาลที่ 2 ตรงกับปี 2359 เมื่อทรงได้รับสถาปนาเป็นพระราชาคณะ ในปีเดียวกันกับ สมเด็จพระสังฆราช (มี) ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช และทรงนั่งหน้าสมเด็จพระสังฆราช "ด้วยได้เห็นบัญชีนิมนต์พระสวดมนต์ในสวนขวา มีนามสมเด็จพระญาณสังวรอยู่หน้าสมเด็จพระสังฆราช เห็นจะเป็นด้วยมีพรรษาอายุมากกว่า"

พระจริยวัตรของ สมเด็จพระญาณสังวร (สุก) ทรงถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร พระองค์จะไม่ทรงยอมขาดการออกบิณฑบาตอย่างเด็ดขาด ด้วยเป็นกิจของสงฆ์ที่พึงทำ แม้เมื่อทรงพระชราภาพมากแล้วทรงเดินไปไกลๆไม่ไหว พระองค์ท่านยังเสด็จประทับยืนถือบาตรอยู่หน้ากุฏิ โดยมีบรรดาญาติโยมมายืนเข้าแถวใส่อาหารบิณฑบาตพระองค์ท่านสองข้างทางกุฏิของพระองค์ทุกวัน

ในช่วงหนึ่งราวปี 2362 เกิดโรคห่าลงเมืองหรืออหิวาตกโรคระบาดหนัก สมเด็จพระญาณสังวร ทรงทำน้ำพระพุทธมนต์ตั้งไว้ในพระอุโบสถ ผู้คนจึงได้อาศัยพึ่งพาน้ำพระพุทธมนต์นำไปต้มยากินเพื่อบรรเทารักษาโรค ต่างก็พากันหายจากโรคได้ ต่อมา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดฯให้ตั้งพระราชพิธีอาพาธพินาศเพื่อขับไล่โรคร้ายขึ้น มีการทำน้ำพระพุทธมนต์รัตนสูตร ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นน้ำพระพุทธมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ของ สมเด็จพระญาณสังวร และคณะพระราชาคณะทั้งปวง

เวลาต่อมา พระพิมลธรรม (ด่อน) วัดหงส์ฯ ต้องการให้ประชาชนได้มีที่พึ่งทางจิตใจจึงอาราธนานิมนต์สมเด็จพระญาณสังวร พร้อมด้วย พระปัญญาวิสารเถร (ศรี) วัดสมอราย พระพรหมมุนี (ชิต) มาทำน้ำมนต์ให้กับวัด ดังนั้น ภายในบริเวณวัดหงส์จึงมีสระน้ำพระพุทธมนต์ที่เชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์ ก่อนอาบกินต้องอธิษฐานขอความสำเร็จแล้วจึงค่อยอาบกิน เล่ากันว่าใครได้อาบกินน้ำพระพุทธมนต์ในสระนี้ จักบังเกิดความเจริญรุ่งเรืองขึ้นแก่ตนไปตลอดชีวิต ลูกศิษย์วัดหงส์ฯดังเช่น เจ้าพระยายมราชได้อาบกินก็รุ่งเรืองตลอดวัย ท่านพระยาธรรมปรีชาอาบกินก็ได้พ้นราชภัย

ภายหลังยังมีเรื่องเล่ากันมาอีกว่า มีการค้นพบพระคาถาที่จารึกในแผ่นศิลา บรรจุอยู่ในสระน้ำพระพุทธมนต์วัดหงส์ฯ ว่ากันว่าเป็นพระคาถามหาวิเศษของพระเถราจารย์ทั้ง 4 ที่ได้ช่วยกันอธิษฐานจิตไว้ ใน "พระคาถาแก้วเรือนฟ้าส่องโลก" มีใจความว่าดังนี้ "ปัญญาพะลัง ปัญญาเสฏฐัง ปัญญาปาสาทิโก ปัญญาโอภาโส ปัญญาปะโชโต ปัญญารัตตะนัง อะโมสิงหลภาษา พะหูสุขัง พะหูสิเนหัง สาอุปัชชะติ ภูริปัญโญมะหาญานัง ปะฐะวีจักขะณา"

นอกจากนี้พระองค์ยังทรงเป็นผู้ริเริ่มสร้างพระเครื่อง "สมเด็จอรหัง" พระรูปทรงสี่เหลี่ยมชิ้นฟักที่ด้านหลังมีรอยจารเป็นคำว่า "อะระหัง" ซึ่งเป็นพระต้นแบบการสร้าง "พระสมเด็จ" ของ สมเด็จโต แห่งวัดระฆัง ในเวลาต่อมานั่นเอง สมเด็จอรหัง ที่ สมเด็จพระสังฆราชสุก ทรงสร้างนี้ ผู้คนต่างเสาะแสวงหาไว้ติดตัวกันเป็นอันมาก

ราวปลายปี 2362 นั้นเอง หลังจาก สมเด็จพระสังฆราช (มี) สิ้นพระชนม์ลงแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้โปรดเกล้าฯสั่งให้ หลวงธรรมเสนา เจ้ากรมสังฆการี ในขณะนั้น ไปอาราธนานิมนต์ สมเด็จพระญาณสังวร ขึ้นเป็น สมเด็จพระสังฆราช แต่พระองค์ไม่ทรงยอมรับ รัชกาลที่ 2 ถึงกับเสด็จพระราชดำเนินมาที่วัดราชสิทธารามด้วยพระองค์เอง ทรงกราบนมัสการสมเด็จพระญาณสังวรทูลขอให้รับขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช และถึงกับทรงวิงวอน ในที่สุด สมเด็จพระญาณสังวรจึงทรงยอมรับขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช เวลานั้นทรงมีพระชนมายุ 88 พรรษา

ตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมานั้น ในการเลือกสมเด็จพระสังฆราชนิยมเลือกพระเถระผู้เล่าเรียนเจนจบคันถธุระ ขึ้นดำรงตำแหน่ง สมเด็จพระสังฆราชสุก ทรงเป็นพระเถระฝ่ายวิปัสสนาธุระจึงไม่ได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชมาแต่ก่อน มาในคราวนี้น่าจะด้วยทรงพระราชดำริว่าท่านมีพรรษากาลมากอยู่ จึงทรงมีพระราชประสงค์สถาปนาให้ถึงพระเกียรติยศสูงสุดดังที่ทรงเคารพนับถือ ดังนั้น จึงได้ทรงวิงวอนขอให้ท่านรับเป็นสมเด็จพระสังฆราช

สมเด็จพระสังฆราชสุกไม่ได้เสด็จไปสถิตวัดมหาธาตุฯตามใบประกาศพระนาม เพราะพระองค์ท่านเป็นพระป่า ทรงคุ้นเคยกับการอยู่ป่าอันเงียบสงบ พระองค์ท่านทรงสถิตอยู่ ณ วัดราชสิทธาราม อันเป็นผาสุกวิมานของพระองค์ท่านตราบจนสิ้นพระชนม์

ธรรมโอวาทของพระบรมศาสดาที่ทรงรำลึกอยู่เสมอคือการเจริญมรณานุสติ ดังที่ปรากฏในคำสอนของพระองค์ที่ทรงสอนให้ระลึกถึงความตายว่า "ความตายนี้ย่อมมีเพราะสิ้นบุญบ้าง เพราะสิ้นอายุบ้าง เพราะสิ้นทั้งสองอย่างบ้าง ความตายย่อมมีแก่บุคคลทั้งหลาย วัน-คืนล่วงไปชีวิตก็ดับไป อายุก็สิ้นไป แม้พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพระพุทธเจ้า พระอรหันตสาวก ราชามหากษัตริย์ก็ยังไม่พ้นจากความตาย แม้แต่ตัวเรา เมื่อพระโยคาวจรพิจารณาความตายจนได้อารมณ์เต็มที่ถึงที่ จิตย่อมข่มนิวรณ์ธรรมได้ เพราะเกิดขึ้นด้วยกำลังที่ระลึกถึงความตาย"

สมเด็จพระสังฆราชสุกทรงดำรงตำแหน่งพระสังฆราชเป็นเวลาราว 1 ปี กับ10 เดือน สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2365 สิริรวมพระชนมายุ 89 ปี ทรงเป็นพระสงฆ์และสมเด็จพระสังฆราชพระองค์แรกที่ได้รับพระราชทานพระโกศทองใหญ่ และทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชที่พระอัฏฐิธาตุ พระเกศาธาตุ พระอังคารธาตุ แปรเป็นพระธาตุพระองค์แรกของกรุงรัตนโกสินทร์

นับตั้งแต่ที่พระองค์ท่านได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช จนแม้ในภายหลังเมื่อสิ้นพระชนม์แล้วก็ตามผู้คนทั้งหลายก็ยังเรียกขานพระนามของพระองค์ว่า สมเด็จพระสังฆราชสุก ไก่เถื่อนมาตราบเท่าทุกวันนี้

********************

หมายเหตุ - ค้นคว้าจากหนังสือพระประวัติสมเด็จพระสังฆราชสุก ไก่เถื่อน ยุคกรุงศรีอยุธยาและยุคกรุงรัตนโกสินทร์ (พระครูสังฆรักษ์วีระ ฐานวีโร รวบรวมเรียบเรียง) , บันทึกสยาม ธรรมโอวาทสมเด็จพระสังฆราช 19 พระองค์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (บรรหาร ทินประบุตร บรรณาธิการ) , พระเกียรติคุณ 19 สมเด็จพระสังฆราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (รศ.สุเชาว์ พลอยชุม และ ธ.ธรรมรักษ์ เขียนและเรียบเรียง)