สืบสานหัตถศิลป์ถิ่นผู้ไท "งานบุญพวงมาลัยไม้ไผ่"

จับหัวใจพญานาค "วัดภูค่าว" ก้าวข้ามประตูสู่กาลเวลา "คุ้มบุญตามทัน"
ที่นี่...รายการตะวันหรรษา

คำว่า "ฮีต 12 คอง 14" หมายถึง "บุญประเพณี" ที่มีความสำคัญสำหรับชาวอีสาน ถือปฏิบัติตามแบบแผนการดำเนินชีวิต การทำบุญผ่านประเพณีสิบสองเดือน เกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา เช่น วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา ฯลฯ ผู้คนไปทำบุญที่วัด ถือศีลปฏิบัติธรรม ยึดโยงคนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสงบสุข

ดิฉันได้รับเชิญจาก กองตลาดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เดินทางไปร่วม งานบุญพวงมาลัยไม้ไผ่ ในประเพณีบุญข้าวประดับดิน ขอนแก่น - กาฬสินธุ์ - ร้อยเอ็ด - มหาสารคาม โดยมี อัน-รณพล จันทราโชติ เป็นผู้ประสานงานนำไปสัมผัสประสบการณ์ "เที่ยวอีสาน...เส้นทางบุญ"

การเดินทางจาก ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ สู่ สนามบินจังหวัดขอนแก่น โดยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG046 กรุงเทพฯ - ขอนแก่น เวลา18.20-19.00 น. อ้อย-บุหลัน ททท.ขอนแก่น มารับและนำไปส่งที่ โรงแรมริมปาว จ.กาฬสินธุ์ เพื่อสมทบกับคณะสื่อมวลชนที่เดินทางมาก่อน

รุ่งเช้า รับประทานอาหารแล้วเดินทางไปบันทึกภาพบรรยากาศรอบๆบริเวณสะพานเทพสุดา ขับรถผ่านสถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าลำปาว (สวนสะออน) อยู่ใกล้กับอ่างเก็บน้ำลำปาว มีสภาพเป็นป่าเต็มรัง (ป่าแดง) ที่สมบูรณ์ มี สวนสัตว์เปิด มีวัวแดงสัตว์ป่าหายากอาศัยอยู่ และสัตว์อื่นๆ อาทิ ชะนี ลิง มีนกที่เลี้ยงไว้และนกที่มาตามฤดูกาล นอกจากนี้ยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติให้เดินชม

จากนั้นมาที่ บ้านนาสีนวล ห่างจากตัว อ.สหัสขันธ์ ไป 7 กม. เป็นที่ตั้งของ วัดพุทธนิมิต (ภูค่าว) ภายในวัดมี อุโบสถไม้ แกะสลักลวดลายงดงามมองดูคล้ายภาพสามมิติ ซึ่งนำไม้จากต้นที่ยืนตายอยู่ใต้เขื่อนลำปาวมาสร้าง ทั้งประตู หน้าต่าง เพดาน บอกเล่าถึงพุทธประวัติ ทศชาติชาดก บริเวณใกล้ๆกันมี พระมหาธาตุเจดีย์ก่อสร้างด้วยหินทรายสีชมพูงดงาม ปั้นรูปพญานาคประจำไว้ตามจุดต่างๆ สะดุดตามาก คือพญานาคคู่มีเกล็ดเป็นรูปหัวใจ ทราบมาว่าเป็นงานฝีมือของช่างที่มาจากกัมพูชา

ภายใน ถ้ำภูค่าว ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ภูค่าว สลักอยู่ที่เพิงผา เชื่อกันว่าเป็นลักษณะของพระโมคลานะ พระอัครสาวกองค์หนึ่งเบื้องซ้ายซึ่งเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ของพระพุทธเจ้า แตกต่างจากพระไสยาสน์ทั่วไป คือนอนตะแคงซ้าย ต้นแขนที่หนุนพระเศียรไม่ได้ตั้งขึ้น พระหัตถ์ไม่ได้รองพระเศียร และไม่มีพระเกตุมาลา ความยาว 2.25 เมตร เป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้านทั่วไป

รับประทานอาหารกลางวันที่ ร้านแก้วตา แล้วเดินทางไป บ้านกุดหว้า อ.กุฉินารายณ์ เพื่อร่วมงานบุญพวงมาลัย นพรัตน์ กอกหวาน ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานขอนแก่น เล่าให้ฟังว่า พื้นที่ใจกลางอีสาน ขอนแก่น - ร้อยเอ็ด - กาฬสินธุ์ - มหาสารคาม มีความหลากหลายและโดดเด่นของแหล่งท่องเที่ยว งานประเพณีที่สืบสานจากวิถีวัฒนธรรมฮีตสิบสองฯ

หนึ่งในงานบุญตามวิถีฮีตสิบสองมีเอกลักษณ์ถิ่นอันน่าสนใจ คืองานบุญเดือนเก้า หรือ "บุญข้าวประดับดิน" เป็นพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติมิตรผู้ล่วงลับ ตามวิถีประเพณีของชาวอีสานที่ยึดถือปฏิบัติสืบมา กิจกรรมหลักในงานบุญประกอบด้วย การทำบุญตักบาตร ถวายปัจจัยทาน จัดข้าวปลาอาหารพร้อมหมากพลูใส่ใบตองวางที่โคนต้นไม้และบนดินภายในบริเวณวัด เพื่ออุทิศให้ญาติมิตรผู้ล่วงลับ

"ปีนี้ในพื้นที่อีสานกลางมีการจัด งานบุญข้าวประดับดิน ที่น่าสนใจ 2 แห่ง ได้แก่ ประเพณีบุญข้าวประดับดินวัดไชยศรี บ้านสาวะถี อ.เมือง จ.ขอนแก่น ชุมชนเข้มแข็งที่ร่วมกันทำนุบำรุงสิมอีสานโบราณ ซึ่งงดงามด้วยฮูปแต้ม - จิตรกรรมฝาผนังตามแบบพื้นถิ่นอันทรงคุณค่า ร่วมกันรักษา และสืบสานวิถีฮีตสิบสองในแต่ละเดือนไว้อย่างมั่นคง"

งานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือ "งานบุญพวงมาลัยไม้ไผ่" ในงานประเพณีบุญงานข้าวประดับดิน ที่ วัดกกต้องกุดหว้า ของ ชุมชนผู้ไทบ้านกุดหว้า ผู้ที่มีฝีมือโดดเด่นด้านงานหัตถศิลป์ประดิษฐ์และสานงานไม้ไผ่ ประดิษฐ์มาลัยไม้ไผ่ ขึ้นมาสำหรับแขวนสิ่งของเพื่อเป็น เครื่องไทยธรรม ถวายเป็นพุทธบูชาในงาน งดงามแปลกตา โดยฝ่ายชายจัดหาไม้ไผ่และประดิษฐ์พวงมาลัยไม้ไผ่ ฝ่ายหญิงประดับสิ่งของให้งดงาม

"นักท่องเที่ยวจะได้ร่วมกิจกรรมชมการสาธิตประดิษฐ์มาลัยไม้ไผ่ ตกแต่งพวงมาลัยไม้ไผ่ ร่วมขบวนแห่ยอดต้นพวงมาลัย ถวายต้นมาลัยไม้ไผ่ ชมการประกวดมาลัยวิจิตร ประกวดรำผู้ไท และร่วมทำบุญข้าวประดับดินกับชาวชุมชน เลือกซื้อผ้าแพรวาที่งดงามเป็นของที่ระลึกได้”

ชุมชนผู้ไทบ้านกุดหว้า มีฝีมือโดดเด่นในการประดิษฐ์ มาลัยไม้ไผ่ เพื่อเป็นเครื่องไทยธรรมถวายเป็นพุทธบูชา นำไปแขวนรวมกันเป็นต้นกัลปพฤกษ์ ในงาน บุญพวงมาลัยไม้ไผ่วิจิตร เดือนเก้าวิถี วัฒนธรรมฮีตสิบสอง ณ วัดกกต้องกุดหว้า อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์

พวงมาลัยประดิษฐ์ขึ้นเป็น รูปคล้าย ดอกไม้ แล้วเจาะรูทำด้ามด้วยไม้ไผ่สำหรับแขวน จึงเรียกว่า พวงมาลัยไม้ไผ่ เป็นการอนุรักษ์ และสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ชาวบ้านแต่งกายพื้นเมือง ฟ้อนผู้ไท รอบโบสถ์ หลวงพ่อองค์แสน ที่มีความศักดิ์สิทธิ์เป็นพระประธาน ใครลืมอะไรไว้ขอให้ไปบอกท่าน รับรองได้คืนครบถ้วน เมื่อได้รับสิ่งของคืนแล้ว ควรหาโอกาสไปถวายดอกไม้ให้ท่านด้วยนะคะ

สำหรับ วิธีการทำ ตัดไม้ไผ่มาทิ้งไว้ 15 วัน เพื่อให้ไม้ไผ่เหนียวขึ้นและง่ายต่อการดัดรูปทรง จากนั้นนำมาผ่าเป็นเส้นขนาดตามที่ต้องการ แล้วทำเป็นพวงมาลัยไม้ไผ่ได้ ในแต่ละปี ช่างทำมาลัย จะคิดรูปแบบใหม่ๆ ทำให้ต่อยอดการคิดค้นเป็น พวงมาลัยไม้ไผ่วิจิตร ที่งดงาม

"มาลัยไม้ไผ่" เป็นหัตถกรรมภูมิปัญญาชาวบ้านกุดหว้า ซึ่งบรรจงประดิษฐ์ด้วยความละเอียดเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาในงานบุญพวงมาลัย จัดทำขึ้นในเดือนเก้าและเดือนสิบ โดยมาลัยไม้ไผ่จะเป็นเครื่องผูกร้อยพืชพรรณธัญญาหารตามฤดูกาล พร้อมด้วยดอกไม้ ธูป เทียน เพื่อนำไปประกอบพิธีแห่มาลัยไม้ไผ่รอบโบสถ์ ก่อนจะนำมาแขวนรวมกันเป็นพุ่มเรียกว่า "ต้นกัลปพฤกษ์" แล้วถวายเป็นพุทธบูชา

งานบุญพวงมาลัย เป็นงานบุญที่จัดเป็นประจำทุกปีช่วงเข้าพรรษา มีหนึ่งเดียวในประเทศไทยก็ว่าได้ คำว่า มาลัยไม้ไผ่ เป็นการนำเอาไม้ไผ่มาจักและสานเป็นรูปดอกไม้ ชาวบ้านเรียกว่า "พวงมาลัย"

ชาวบ้านเล่าว่า ทุกวันพระช่วงเทศกาลเข้าพรรษา วันแรม 13-14 ค่ำเดือน 9 จะเข้าวัดฟังพระธรรมเทศนาและพร้อมใจกันจัดทำ ต้นกัลปพฤกษ์ถวายพระ นำใบมะพร้าวมาพันประดับให้สวยงาม คล้ายดอกไม้และห้อยด้วยสิ่งของที่จะถวายพระ เช่น พริก ยาสูบ ขนม สบู่ ยาสีฟันและของใช้ต่างๆ

ต่อมาในราว พ.ศ. 2456 มีพ่อค้ามาจากเมืองเวย์ อ.เรณูนคร จ.นครพนม ได้มาพักที่วัดและมีความประสงค์จะร่วมทำบุญ แต่ไม่ได้เตรียมสิ่งของสำหรับทำบุญ มองเห็นไม้ไผ่ไร่ข้างวัด จึงได้นำไม้ไผ่มาทำเป็นพวงคล้ายดอกไม้ เพื่อใช้แขวนปัจจัยเรียกว่า "พวงมาลัย" ชาวบ้านกุดหว้าเห็นว่ามีความงดงามจึงได้ขอศึกษาเรียนรู้การทำพวงมาลัยไม้ไผ่ และจัดทำพวงมาลัยไม้ไผ่มาจนถึงปัจจุบัน

บันทึกภาพและเรื่องราวของ ชาวบ้านกุดหว้ากับ งานบุญพวงมาลัยไม้ไผ่ ด้วยความประทับใจแล้ว เดินทางไป นมัสการ พระมหาเจดีย์บัว อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด รวบรวมเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับหลวงตามหาบัว ที่นี่สงบและร่มเย็น บันทึกภาพในช่วงใกล้ค่ำ ทำให้ได้มุมใหม่ที่งดงามกว่าที่เคยมา จากนั้นไปรับประทานมื้อค่ำในบรรยากาศบาหลีสไตล์กับเมนูอาหารไทยและอีสาน แล้วเข้าพักที่ โรงแรมเพชรรัตน์การ์เด้นท์

วันที่สอง ไป วัดกลางมิ่งเมือง เป็นวัดเก่าแก่สันนิษฐานว่าก่อสร้างมาก่อนตั้งเมืองร้อยเอ็ด อุโบสถและสร้างในสมัยอยุธยาตอนปลาย ในอดีตเคยเป็นสถานที่ประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ปัจจุบันเป็นสถานที่ศึกษาปริยัติธรรมและสถานที่สอบธรรมสถาน เคยเป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน มี พระพุทธมิ่งเมือง เป็นพระประธาน ภายนอกโบสถ์เขียน จิตรกรรมฝาผนังโทนสีครามแบบล้านช้าง เรียกว่า ฮูปแต้ม เรื่องราวพุทธประวัติและพระเวสสันดร

มีบันทึกว่าเคยเป็นสถานที่จัดเตรียมสร้างเทวาลัยขอมในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในยุคที่ขอมเรืองอำนาจ แต่สร้างไม่เสร็จต้องปล่อยให้รกร้าง ต่อมาได้มีเชื้อสายของเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ต้องการสร้างวัดขึ้นบริเวณนี้ (สมัยรัชกาลที่ 2) จ้างช่างหลวงฝีมือดีจากกรุงเทพฯไปสร้างโดยให้มีสถาปัตยกรรม แบบล้านช้าง มีปูนปั้นที่งดงาม โบสถ์จึงมีลักษณะของ สิมอีสานแท้

จากนั้นไป วัดเหนือ เป็นที่ตั้งของ "เสาหินแปดเหลี่ยม" ศิลปกรรมเสาหินวัดเหนือ สร้างขึ้นจากหินศิลาแลงรูปทรงกลางแปดเหลี่ยม มีจารึก อักษรปาละวะ ของอินเดียใต้โบราณสมัยทวารวดี มีใจความตอนหนึ่ง (ถอดความ)ได้ว่า ปุณณะมะญะ หมายถึง ผู้สร้างขึ้นด้วยความใจบุญ มีความสูง 2 เมตรครึ่ง มีอักษร 5 แถว ที่โคนเสาเป็นหลั่น 3 ชั้น เป็นกลีบบัวคว่ำ-บัวหงาย ยอดของเสาหินมีลักษณะกลม

ไม่พลาดไปเยือน บึงพลาญชัย สัญลักษณ์ของจังหวัด เกาะอยู่กลางบึงน้ำขนาดใหญ่ โดยรอบตกแต่งด้วยสวนไม้ดอกและพรรณไม้ ในบึงมีปลานานาชนิด เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและจัดงานเทศกาลของจังหวัด ภายในมี ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง คู่บ้านคู่เมือง ชาวเมืองร้อยเอ็ดมากราบนมัสการขอพรเสมอ และมีพระพุทธรูปปางลีลาองค์ใหญ่ อยู่กลางสวนดอกไม้ นอกจากนี้ยังมี สนามเด็กเล่นและสวนสุขภาพด้วย

เยี่ยมชมกระบวนการผลิต ผ้าบาติคอีสาน ซึ่งเป็นการต่อยอดภูมิปัญญาที่ผสานกันได้ลงตัวที่ เมืองไม้บาติค ก้าวแรกประทับใจด้วยวลี "โลกสวนด้วยงานศิลป์ ผ้าสวยด้วยบาติค" ยิ่งทำให้อยากรู้อยากเห็นว่าที่นี่เขาซ่อนอะไรไว้ให้ค้นหา แล้วก็ไม่ผิดหวังค่ะ ที่นี่เป็นทั้ง ค่ายงานศิลปะ แหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญา ศูนย์ผลิตและจำหน่าย ผ้าไหมบาติค ผ้าไหม ผ้าฝ้ายย้อมสีธรรมชาติ และโฮมสเตย์ มี "ครูต่อ" เป็นผู้ก่อตั้งขึ้น

อิ่มอร่อยมื้อกลางวันเมนูไก่ย่างและอาหารอีสานรสแซ่บแล้ว ออกเดินทางต่อไปที่ "พิพิธภัณฑ์คุ้มบุญตามทัน" ภูมิปัญญาสาลคาม จังหวัดมหาสารคาม ผู้อำนวยการ ททท.ขอนแก่น ภูมิใจนำเสนอและนำไปเยี่ยมชมด้วยตนเอง เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ให้ความรู้เชิงภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สมบูรณ์แบบ และรวบความเป็นมาของจังหวัดมหาสารคามจากอดีตสู่ปัจจุบัน

"ที่นี่ คุ้มบุญตามทัน เพียงท่านไปเยี่ยมชม บุญก็ตามทันท่านแล้ว" สงสัยจัง ทำไมมีชื่อแปลกๆ

"พิพิธภัณฑ์คุ้มบุญตามทัน" ก่อตั้งโดย สุรศักดิ์ จันทรจำนง จากความชอบสะสม ของเก่า ของแปลก ภาพถ่าย วัตถุมงคล และสิ่งของที่น่าสนใจต่าง ๆ ตกทอดเป็นมรดกจากบรรพบุรุษ การซื้อ การขอ การแลกเปลี่ยน และการให้ของผู้ที่ต้องการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ เพื่อให้คุ้มบุญตามทัน เป็นแหล่งเรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

จัดแสดงของสะสมโบราณ เพื่ออนุรักษ์ศิลปโบราณอันเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ภาพถ่ายที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนอีสาน ถ่ายทอดเรื่องราวทุกแง่มุมของวิถีชีวิตชาวอีสาน ด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของสะสมโบราณร่วมสมัย อายุระหว่าง 30-100 ปี อาทิ เครื่องทองเหลือง เครื่องแก้ว เครื่องลายครามของไทยและจีนในสมัยก่อน

จัดแสดงประวัติศาสตร์ เมืองนครจัมปาศรี และเป็นมาของ เมืองสาลคาม (เขียนแบบภาษาอีสาน) พระพิมพ์กรุนาดูน เครื่องใช้ในครัวเรือน - การเกษตร จับสัตว์น้ำ เครื่องมือทอผ้า เครื่องดนตรี เครื่องเล่นชนิดต่างๆ เช่น ขาโถเถก เดินกะลา กลองยาว แคน โหวต ทดลองเล่นได้ ชมงานไม้แกะสลักที่มีลวดลายสวยงาม เรืออีสาน และไหรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน เปิดให้เข้าชมได้ทุกวัน ตั้งอยู่ภายในศูนย์ประชุมแก่งเลิงจาน บ้านท่าแร่วัฒนา ต.แก่งเลิงจาน อ.เมือง จ.มหาสารคาม

มีคำถามว่า มหาสาลคาม ทำไมไม่ใช้ มหาสารคาม ได้รับคำตอบว่าเป็นคำศัพท์เดิม ใหญ่ ตรงกับคำว่า มหา และคำว่า คาม หมายถึงไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ในภาษาบาลีเรียกว่า ต้นสาละ จึงใช้คำว่า "สาละใหญ่" มหาสาลคาม จึงมีความหมายสอดคล้องกับชื่อเดิมอันหมายถึงสถานที่ตั้งเมือง คือ "กุดยางใหญ่" ต่อมาเกิดการกร่อนคำจึงกลายมาเป็น มหาสารคาม ตามที่เห็นในปัจจุบัน

กลุ่มจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์ (ร้อยเอ็ด - ขอนแก่น - มหาสารคาม - กาฬสินธุ์) พื้นที่ใจกลางของภาคอีสาน เป็นที่ตั้งของ 5 พระธาตุศักดิ์สิทธิ์ คือพระมหาธาตุเจดีย์ชัยมงคล (ร้อยเอ็ด) พระธาตุขามแก่นและพระธาตุแก่นนคร (ขอนแก่น) พระธาตุนาดูน (มหาสารคาม) และพระธาตุยาคู (กาฬสินธุ์) ของเส้นทาง "ไหว้พระธาตุอีสาน 4 เมืองรุ่งเรืองตลอดชีวิต" ครั้งหนึ่งในชีวิต ต้องไปพิชิตทางสายบุญนี้กันนะคะ