ข้าวต้มมัด...มัดใจใครทั้งสอง

ด้วยรักและผูกพัน

วันออกพรรษา เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา วันหนึ่ง เมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ดิฉันได้ไปร่วมทำบุญวันออกพรรษาที่วัดใกล้บ้านคุณพ่อ คุณแม่ นั่นไม่แปลกและไม่น่าทึ่งอะไรเท่ากับคุณแม่วัย ๘๖ ปี และคุณพ่อวัย ๙๐ ปีของดิฉันต่างขยันขันแข็งร่วมด้วยช่วยกัน ทำข้าวต้มมัดเพื่อไปทำบุญเหมือนในอดีต โดยต่างลืมวัยของตนเองในวันนี้โดยสิ้นเชิง อาจเป็นเพราะสืบเนื่องมาจากการทำบุญร่วมกันในชาติปางก่อนที่มีความเชื่อว่า ถ้าชายหนุ่มและหญิงสาวใดทำบุญด้วยข้าวต้มมัดแล้วนั้น คู่ครองจะอยู่นานตลอดกาล เหมือนข้าวมต้มมัดที่มัดเข้าด้วยกัน 2 อัน ทุกบ้านต้องทำข้าวต้มมัดไปทำบุญ ใส่บาตร โดยใช้วัตถุดิบพื้นบ้านมาเป็นส่วนประกอบทั้งสิ้น เริ่มตั้งแต่การตัดใบตองมาจากต้นกล้วยในสวนหลังบ้าน นำมาผึ่งแดดให้นิ่มสักแดดสองแดด ตัดไผ่มาจักตอกเองไว้สำหรับมัดข้าวต้มมัด กล้วยน้ำว้าที่ตัดมาแล้วกะเวลาให้สุกพอดีในวันห่อและนึ่งก่อนวันทำบุญหนึ่งวัน จากนั้นจึงต่อเนื่องไปถึงขั้นตอนการแช่ข้าวเหนียว ถั่วดำ ขูดมะพร้าว คั้นกะทิ แล้วนำมาผัดให้เข้ากันใส่ไส้กล้วย เตรียมห่อและมัดเป็นข้าวต้มมัดอย่างที่เราเห็นและรับประทานกัน

ที่มาของข้าวต้มมัดหรือข้าวต้มผัดนี้ไม่ปรากฏชัดเจน ในแต่ละภาคจะมีสูตรการทำต่างๆกัน แต่ล้วนเป็นขนมที่ทำด้วยข้าวเหนียวผัดแล้วห่อด้วยใบตองหรือใบมะพร้าวอ่อน อย่างเช่น ภาคใต้ ใช้ข้าวเหนียวผัดกับน้ำกะทิ ห่อด้วยใบพ้อ เรียก "ห่อต้ม" ถ้าห่อด้วยใบมะพร้าว เรียกและมัดด้วยเชือกเรียก "ห่อมัด" ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียกว่า "ข้าวต้มกล้วย" โดยใช้ข้าวเหนียวดิบ ปรุงรสด้วยเกลือนิดหน่อย ใส่ถั่วลิสงต้มสุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วห่อเป็นมัดใส่ไส่กล้วย หรืออาจผัดข้าวเหนียวกับกะทิก่อนแล้วจึงห่อใส่ไส้กล้วย ต้มให้สุก ส่วนทางภาคเหนือนิยมนำข้าวต้มมัดที่สุกแล้วมาหั่นเป็นชิ้นๆคลุกกับมะพร้าวขูด โรยน้ำตาลทรายเรียก "ข้าวต้มหัวหงอก" ข้าวต้มมัดนี้สามารถพบได้ในประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ประเทศลาวมีทั้งไส้เค็มและไส้หวาน ไส้เค็มใส่มันหมู ถั่วเขียว ส่วนไส้หวานใส่กล้วย เรียกว่า "เข้าต้ม" และในประเทศฟิลิปปินส์ก็มีขนมชนิดนี้เช่นกัน เรียกว่า "อีบอส" หรือ "ชูมัน"

นอกจากนั้น ข้าวต้มมัดในประเทศไทยยังมีอีกรูปแบบหนึ่งเรียกว่า "ลูกโยน" ซึ่งใช้ข้าวเหนียวผัดกับน้ำกะทิผสมน้ำตาลทรายและเกลือแล้วนำมาห่อด้วยใบมะพร้าวอ่อนหรือใบเตย แต่แถวบ้านดิฉันเขาใช้ใบพง ซึ่งสามารถเก็บได้ตามชายคลองหน้าบ้าน นำมาห่อเป็นทรงกลมยาวรี มียอดแหลมและไว้หางยาวที่ปลายยอด ข้าวต้มลูกโยนเป็นขนมที่ทำสำหรับใส่บาตรในเทศกาลออกพรรษา มีเรื่องราวทางพุทธประวัติกล่าวว่า ในสมัยพุทธกาลครั้งหนึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จขึ้นไปโปรดพระมารดาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นเวลา 1 พรรษา เมื่อออกพรรษา ได้เสด็จกลับลงมายังโลกมนุษย์ ณ เมืองกัสสนคร และการที่เสด็จกลับลงมาจากชั้นดาวดึงส์นี้เรียกตามศัพท์ภาษาบาลีว่า "เทโวโรหนะ" ครั้นบรรดาพุทธศาสนิกชนผู้มีความศรัทธา เลื่อมใสเมื่อทราบข่าวจึงพร้อมใจกันไปรอตักบาตรเพื่อรับเสด็จกันอย่างเนืองแน่น ณ บันไดแก้ว ประชาชนส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงพระพุทธองค์ได้ จึงได้โยนข้าวไป แล้วข้าวนั้นก็ตกลงบาตรพระพุทธองค์ทั้งหมด จึงเป็นหเตุให้ต่อมามีการทำอาหารห่อใบมะพร้าวไว้หางเพื่อจับโยนลงไปได้และนำไปตักบาตรเทโวในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 คือหลังออกพรรษาหนึ่งวัน

นอกจากข้าวต้มมัดแล้ว ทั้งคุณพ่อ คุณแม่ไม่ทราบเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนได้ลงแรงทำห่อหมกปลาช่อนใบยอไว้เลี้ยงดูลูกๆที่เดินทางไปจากกรุงเทพฯอีก โดยได้ปลามาจากคลองหน้าบ้านที่น้ำปริ่มจวนจะเข้าท่วมศาลาริมน้ำอยู่รอมร่อ ปรุงกับพริกแกงที่คุณแม่โขลกเองด้วยแรงงานคนชราทั้งสอง แม้ลูกๆจะซื้อเครื่องบดพริกแกงให้ก็ไม่ยอมให้ โดยมีข้ออ้างว่าไม่อร่อยเท่ากับโขลกในครกหิน กะทิสดๆจากมะพร้าวที่ต้นในสวนอีกเช่นกัน รองด้วยใบเตยสดอ่อนจากส่วนของเราเอง แต่เคล็ดลับความอร่อยอีกอย่างของคุณแม่อยู่ที่การกวนเนื้อห่อหมกให้เหนียวพอดีในอ่างดิน แล้วจึงมาห่อด้วยใบตอง นำไปใส่รังถึงที่คุณแม่เรียกตามภาษาจีนว่า "ซึ้ง" ตั้งไฟนึ่งบนเตาแกลบแบบโบราณ ที่ใช้ทั้งแกลบและฟืนเป็นเชื้อเพลิง อาหารบ้านเราจึงรับรองได้ว่าใช้วัตถุดิบดีชั้นเลิศ ปรุงด้วยรสมือแท้ๆของคนโบราณที่มีอายุเกือบศตวรรษพร้อมทั้งอุปกรณ์โบราณที่วันนี้เกือบจะหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว แต่ครอบครัวเรายังคงอนุรักษ์และเห็นคุณค่าของเก่าและคนแก่อย่างเต็มเปี่ยมไปด้วยรักและผูกพันเสมอมา