"แม่ชีแก้ว เสียงล้ำ" ผู้รู้วาระจิต

ประสบการณ์ลี้ลับ

ตอนที่ 1

ยังมีเรื่องของแม่ชีองค์หนึ่งที่ยืนยันจากผู้รู้ว่าท่านเป็นหนึ่งในพระอรหันต์ผู้บรรลุธรรมสู่แดนนิพพานไปแล้ว สิ่งที่ปรากฏให้เห็นเป็นที่ประจักษ์หลังจากที่ท่านละสังขารไปแล้วนั่นคือ กระดูกของท่านกลายสภาพเป็น "พระธาตุ" ที่ใสเหมือนแก้วตามนามของท่านคือ "แม่ชีแก้ว เสียงล้ำ" แม่ชีแก้วนี้เป็นผู้ที่หลวงตามหาบัวยกย่องว่าเป็นผู้ที่สามารถรู้วาระจิตของผู้อื่น

แม่ชีแก้ว เสียงล้ำ เกิดที่บ้นห้วยทราย อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ.2444 ตรงกับวันศุกร์เดือน 11 แรม 12 ค่ำ บิดาชื่อขุนธรรมรังสี (ซ้น เสียงล้ำ) มารดาชื่อ ด่อน เสียงล้ำ ท่านเป็นบุตรสาวคนสุดท้อง มีพี่น้องทั้งหมด 5 คน พี่ชาย 3 คน พี่สาว 1 คน ในประวัติของแม่ชีแก้วนั้นเล่าว่าเมื่อท่านอายุ 5 ขวบ แม่ด่อนได้เสียชีวิตลงและต่อมาพ่อของท่านมีภรรยาใหม่เป็นแม่ม่ายลูกติด แต่แม่ชีแก้วก็ไม่เคยมีปัญหาใดๆ กับแม่เลี้ยง เพราะท่านเป็นคนขยันและพูดน้อย แม้ภายหลังพ่อของท่านจะเสียชีวิตลงแล้วท่านก็ยังอยู่กับแม่เลี้ยงมาตลอดกระทั่งโต เมื่ออายุ 17 ปี ท่านได้สมรสกับนายบุญมาแต่ไม่มีบุตรธิดาด้วยกัน

ขณะที่แม่ชีแก้วอายุได้ 16 ปี ใน พ.ศ.2460 ปีนั้น หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล และคณะพระกรรมฐาน อันได้แก่ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ฟั่น อาจาโร พร้อมด้วยภิกษุสามเณรจำนวนกว่า 60 รูป ได้เดินทางมาถึงบ้านห้วยทราย แม่ชีแก้วได้กราบนมัสการหลวงปู่มั่นเป็นครั้งแรกที่บ้านห้วยทรายแห่งนี้ เนื่องด้วยหลวงปู่มั่นท่านไปเห็นที่ซึ่งถูกถางจนเตียนโล่งสำหรับปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของแม่ชีแก้วเข้า ท่านเห็นว่าที่ตรงนี้เหมาะที่จะสร้างเป็นที่พำนักสงฆ์จึงได้ขอที่ตรงนี้จากแม่ชีแก้ว ท่านก็ตกลงยกถวาย หลวงปู่ได้ให้พรแม่ชีว่า "ชาตินี้จะไม่มีวันอดอยาก" ที่บริเวณนี้ต่อมากลายเป็นวัดชาวบ้านเรียกว่าวัดหนองน่อง เมื่อหลวงปู่มาอยู่ที่นี่ท่านได้เทศน์อบรมญาติโยมบ้านห้วยทรายและชาวบ้านละแวกใกล้เคียง ทำให้พวกเขาได้มีโอกาสมาทำบุญที่วัดสม่ำเสมอ จนชาวบ้านเกิดความเลื่อมใสศรัทธา จากที่เคยนับถือผีก็หันมานับถือพระ สอนลูกสอนหลานให้ไหว้พระสวดมนต์แผ่เมตตาก่อนนอน

แม่ชีแก้วมีโอกาสได้สวดมนต์ภาวนาตั้งแต่นั้นมาโดยการภาวนานั้นหลวงปู่มั่นท่านสอนให้กำหนดคำบริกรรมว่า "พุทโธ ธัมโม สังโฆ" และหลวงปู่ท่านได้ถามแม่ชีว่าคำไหนลงลึกที่สุด แม่ชีแก้วตอบว่า "พุทโธ" ลงถึงท้อง หลวงปู่จึงบอกว่าถ้าเช่นนั้นให้ภาวนาคำว่าพุทโธคำเดียวและให้ภาวนาในคืนนั้นเลย เมื่อกลับถึงบ้านหลังจากรับประทานอาหารเย็นแล้วท่านก็กรอด้ายไว้สำหรับทอผ้า นึกขึ้นได้ว่ารับปากกับหลวงปู่มั่นไว้ว่าจะภาวนา จึงหยุดกรอด้ายรีบนั่งภาวนาบนที่นอนในเวลาสามทุ่ม เมื่อกำหนดพุทโธไม่นานนักจิตของท่านก็สงบและปรากฏนิมิตขึ้นเห็นตัวเองแก่ลงๆ  และตายในที่สุด เห็นหนอนชอนไชอวัยวะกินร่างของท่านจนหมด ทำให้เกิดความสลดสังเวชมาก รู้สึกเหมือนตัวท่านออกจากร่างไปเห็นศพตัวเอง ขณะนั้นท่านก็เห็นหลวงปู่มั่นเดินมา ท่านก้มกราบและนิมนต์หลวงปู่ให้ช่วยมาติกาบังสุกุลให้ ในนิมิตท่านเห็นหลวงปู่มั่นใช้ไม้เท้าชี้ลงไปที่ร่างของท่านจนเกิดไฟลุกไหม้ ร่างนั้นกลายเป็นขี้เถ้า ขณะนั้นท่านยังคิดว่า "เราตายแล้วจะได้ไปเกิดที่ไหน พ่อแม่ก็ตายหมดแล้ว เช้านี้ใครจะนึ่งข้าวใส่บาตรครูอาจารย์แทนเรา" เมื่อคิดเช่นนั้นแล้วก็ลืมตาตื่นเป็นเวลาตีสี่ เมื่อลืมตามาก็เห็นตัวเองกำลังนั่งอยู่จับเนื้อตัวดูรู้ว่าตัวเองยังไม่ตาย จึงเข้าใจว่าท่านคงหลับและฝันไป

รุ่งเช้าหลวงปู่มั่นมาบิณฑบาต แม่ชีแก้วใส่บาตรแล้วหลวงปู่มั่นได้บอกให้แม่ชีตามไปที่วัด แต่ท่านก็ไม่ไป เพราะคิดว่าท่านไม่ได้ภาวนาตามที่รับปากหลวงปู่ไว้ คิดว่าหลับและฝันไป เมื่อหลวงปู่มั่นฉันเสร็จก็เก็บข้าวก้นบาตรไว้ให้แม่ชี แต่เมื่อท่านไม่มาก็ให้คนไปตามมา เมื่อแม่ชีแก้วมาถึงวัดก็ก้มกราบหลวงปู่และก้มหน้าเพราะอายที่ไม่ได้ภาวนา หลวงปู่มั่นให้กินข้าวก้นบาตรต่อหน้าท่าน แม่ชีแก้วก็ยิ่งอายเพราะคิดว่าถูกทำโทษ เมื่อหลวงปู่ถามถึงการภาวนาท่านก็บอกว่ามัวแต่หลับจนฝันไป เมื่อเล่าจบหลวงปู่มั่นก็เรียกพระให้มาที่ศาลาและให้แม่ชีแก้วเล่าให้ฟังอีกรอบ ท่านก็ยิ่งเข้าใจว่าหลวงปู่ต้องการประจานท่านต่อหน้าพระมากๆ  เพื่อให้เข็ดหลาบซึ่งเป็นความเข้าใจผิดของท่าน หลังจากนั้นแม่ชีแก้วท่านก็ได้ปฏิบัติภาวนามาเรื่อยๆ  ไม่นานจากนั้นหลวงปู่มั่นก็ได้พาคณะสงฆ์เดินทางไปธุดงค์ถิ่นอื่น ก่อนไปหลวงปู่มั่นได้บอกแม่ชีแก้วว่า หากท่านเป็นผู้ชายก็จะให้บวชเณรและให้ติดตามไปด้วย แต่นี่เป็นผู้หญิงจะลำบาก และสั่งว่าให้หยุดภาวนาตั้งแต่นี้ต่อไป ให้ใช้กรรมไปตามประสาโลก เมื่อไพ้พบครูบาอาจารย์แล้วจึงค่อยภาวนา

ใน พ.ศ.2461 แม่ชีแก้วได้แต่งงานกับนายบุญมาคนหมู่บ้านเดียวกัน ท่านอยู่ด้วยกันราว 10 ปี ก็ไม่มีลูกก็เกรงว่าเมื่อแก่เฒ่าจะไม่มีคนดูแลจึงไปขอเด็กมาเลี้ยงตั้งชื่อให้ว่าแก้ว เมื่อ ด.ญ.แก้วอายุได้ 8-9 ขวบ แม่ชีเห็นว่าลูกโตพอที่จะหุงหาอาหารได้จึงขออนุญาตสามีไปบวชชี แต่เวลานั้นสามีไม่ยินยอม แม้นต่อมาก็อ้อนวอนขอไปบวชอีกหลายครั้ง จนต่อมาอีกสองปีมีญาติผู้ใหญ่ช่วยพูดให้ สามีจึงอนุญาตแต่ว่าให้บวชได้แค่ 1 พรรษา ท่านบวชที่วัดหนองน่อง บ้านห้วยทราย ขณะอายุได้ 36-37 ปี โดยมีหลวงพ่อกาเป็นพระอุปัชฌาย์

เมื่อบวชผ่านไปได้ 1 พรรษา แม่ชีแก้วก็ยังไม่สึกแต่ท่านนุ่งผ้าดำทับผ้าขาวไว้ แล้วกลับบ้านทำความสะอาดบ้าน หุงหาอาหารไว้พร้อม เมื่อจะกลับวัดสามีท่านชวนกินข้าวแต่ท่านปฏิเสธสามีจะคว้าข้อมือท่านก็วิ่งหนีลงเรือนไป สามีท่านวิ่งตาม พอดีพี่ชายแม่ชีแก้วมาห้ามไว้ทำให้สามีท่านโกรธมาก ประกาศตัดขาดแยกทางกัน แม่ชีจึงออกจากบ้านตั้งแต่วันนั้น ต่อมาแม่ชีแก้วได้ไปศึกษาปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์คำพันที่วัดภูเก้าเป็นเวลา 8 ปี ที่นี่เมื่อภาวนาท่านเห็นสิ่งแปลกๆ มากมาย เช่น เห็นวัวควายมาขอให้กินหนังและหัวใจ เขาจะได้หมดกรรมและเกิดเป็นคน หรือบางครั้งเมื่อนั่งภาวนาก็จะมีผีมารบกวน ท่านต้องสวดมนต์แผ่เมตตาบทกรณียเมตตาสูตรให้จึงหายไป การไปอยู่ปฏิบัติกับพระอาจารย์คำพันที่ภูเก้านี้ลำบาก กันดารมาก เพราะไม่มีน้ำใช้ ต้องตักน้ำใส่กระบอกมาใช้ เมื่อพี่ชายท่านมาเยี่ยมเห็นน้องสาวอยู่อย่างลำบากก็ชวนให้กลับบ้านห้วยทรายแต่แม่ชีตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าจะได้อยู่ที่ภูเก้านี้ขอให้ได้พบแหล่งน้ำ เมื่อท่านนั่งสมาธิท่านก็ได้มีนิมิตเห็นแอ่งน้ำถึง 11 แอ่ง อยู่ในบริเวณลานหิน ด้านล่างมีเถาวัลย์และหญ้าปกคลุมอยู่ แอ่งน้ำนี้เดิมเคยเป็นที่อาบน้ำของพระปัจเจกพุทธเจ้ามาก่อน แม่ชีแก้วจึงให้คณะแม่ชีและชาวบ้านช่วยกันรื้อหญ้าและเถาวัลย์ที่ปกคลุมอออกไป แล้วขุดลอกดินขึ้นจากหลุม เมื่อขุดลอกเสร็จจึงมีน้ำเพียงพอสำรับใช้ เมื่อปัญหาเรื่องน้ำหมดไปก็ยังมีปัญหาเรื่องส้วมและลูกระเบิด เนื่องจากที่ภูเก้าไม่มีส้วม เวลาจะปลดทุกข์ต้องไปที่หน้าผา แถวนั้นมีกลุ่มลิงอยู่พอสมควร เวลาไปปลดทุกข์แต่ละครั้งฝูงลิงก็จะพากันมาแอบดูและในเวลานั้นยังเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กลางคืนเครื่องบินก็จะมาทิ้งระเบิด พระเณรก็จะหนีลงไปอยู่ในที่ราบหลบลูกระเบิดกันหมด แต่แม่ชีท่านไม่หนีกลับนั่งภาวนาอยู่เช่นนั้น ต่อมาท่านพระอาจารย์คำพันท่านลาสิกขา แม่ชีแก้วจึงพาคณะมาหาที่อยู่ใหม่ที่บ้านห้วยทราย ท่านได้ตั้งสำนักแม่ชีเมื่อ พ.ศ.2488 สมัยแรกนั้นความเป็นอยู่ลำบากมากต้องใช้กระบอกไม้ไผ่บ้านเป็นกระโถน ถังตักน้ำก็แตกรั่ว ไม่มีรองเท้าใส่ต้องตัดกาบหมากมาใช้ มีดจอบเสียมก็ไม่มี มีเพียงมีดเล็กๆ ไว้ใช้ ทุกข์กายและยังทุกข์ใจเพราะขาดครูบาอาจารย์ ท่านจึงตัดสินใจแยกมาเสาะหาครูบาอาจารย์ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่นหลายองค์ ได้แก่ หลวงปู่กงมา จิรปุญโญ หลวงปูฟั่น อาจาโร ศึกษากับครูบาอาจารย์อยู่หลายปีท่านจึงกลับมาเป็นหลักให้กับคณะแม่ชี

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า