"บัวราชินีแห่งสายธารา"

คุยข้างครัว

"เดือนสิบเอ็ดน้ำนอง เดือนสิบสองน้ำทรง เดือนอ้าย เดือนยี่น้ำก็รี่ไหลลง" เป็นคำกล่าวกันมาตั้งแต่โบราณ แสดงให้เห็นถึงเรื่องของน้ำในประเทศไทย โดยเฉพาะเดือนสิบสองซึ่งน้ำนองตลิ่ง มีประเพณีลอยกระทงในเดือนนี้ ประเพณีนี้เป็นการขอขมาแม่พระคงคาตามความเชื่อของคนไทยและบางชาติในเอเชียด้วย

พอมาพูดถึงน้ำแล้วก็อดโมโหไม่ได้เลย เวลามาก็มาเสียจนรับไม่ไหว เวลาไม่มาก็แล้งเสียดินแตกระแหงเลย แต่ช่วงนี้มันก็ผ่านเรื่องน้ำกันมาพอสมควรแล้ว เรามาพูดถึงพืชน้ำกันดีกว่านะจะได้ไม่เครียดไง ในบรรดาพืชน้ำนานาพรรณนั้น "บัว" ได้รับการยกย่องให้เป็น "ราชินีแห่งพืชน้ำ" ด้วย คุณสมบัติหลายประการในตัวของเจ้าพืชชนิดนี้นั่นเอง เหตุผลที่ทำให้ "บัว" ได้รับเกียรติอันสูงส่งเช่นนี้ และบัวเข้ามามีบทบาทกับชีวิตคนเรา ไปดูกันเลยประวัติของบัว บัวเป็นพืชล้มลุกที่มีอายุหลายปี เป็นพืชน้ำที่มีอยู่ทั่วไปในเขตร้อน เขตอบอุ่น และเขตหนาว เป็นพืชที่มีบทบาทมากทั้งในโลกปัจจุบัน และยุคโบราณ โดยจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ มีการค้นพบดอกบัวแห้งในสุสานของกษัตริย์รามเสสและตุตันคาเมนแห่งอียิปต์ ซึ่งมีอายุ 3,000-4,000 ปีล่วงมาแล้ว ชาวอียิปต์เรียกดอกบัวว่า "บัวศักดิ์สิทธิ์แห่งลุ่มน้ำไนล์" ในขณะที่อยู่ประเทศอินเดียบริเวณลุ่มแม่น้ำสินธุ ได้มีการขุดซากโบราณสถาน โบราณวัตถุพบว่ามีรูปทรงดอกบัวและกลีบบัวหลวงมากมาย ส่วนในประเทศจีนก็ยังพบเมล็ดบัวหลวงที่เหมืองถ่านหินแห่งหนึ่งในแมนจูเรียและจีน ซึ่งมีอายุระหว่าง 3,000-4,000 ปี และเมื่อนำมาทดลองเพาะต้องใช้เวลาถึง 18 เดือน ส่วนในประเทศบราซิลและประเทศใกล้เคียงได้นำ "บัวกระด้ง" ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ลุ่มแม่น้ำอะเมซอนมาปลูกยังเกาะอังกฤษจนสำเร็จ เมื่อออกดอกแรกจึงนำไปถวายแด่สมเด็จพระบรมราชินีวิคตอเรีย ซึ่งได้ทรงพระราชทานอนุญาตให้นำพระนามาภิไธยยาวนานนามบัวชนิดนี้ว่า "บัววิคเตอเรีย"

ส่วนประกอบของบัว

ใบ เป็นใบเดี่ยวแผ่นใบแผ่กว้าง มีรูปร่างหลายแบบลอยที่ผิวน้ำ เหนือน้ำ ใต้น้ำ หรือบางชนิดมีทั้งใบเหนือน้ำและใต้น้ำ

ก้านใบ คือก้านที่ยาวติดอยู่กึ่งกลางใบทางด้านล่างหรืออาจเรียกในส่วนที่จะเป็นก้านใบติดกับฐานใบ แบบทั่วๆไป

ดอก เป็นดอกเดี่ยว สมบูรณ์เพศ ลักษณะดอกได้สัดส่วน ซึ่งประกอบด้วยกลีบเลี้ยง กลีบดอกและกลีบรวม

ลำต้น ลำต้นของบัวมีหลายแบบ ทั้งลักษณะที่เป็นเหง้าและเป็นไหล (เห็นหัวอยู่ในดินหรือใต้น้ำ)

ราก เป็นส่วนที่มีไว้ยึดติดกับดินและเจริญเติบโตต่อไป

ผล มีทั้งผลเดี่ยวแบบผลสด เปลือกหน้านุ่ม หรือมีทั้งผลกลุ่ม ซึ่งประกอบด้วยผลย่อยแบบผลแห้งแก่แล้ว ไม่แตกเปลือกหนแข็ง

เม็ด เป็นเม็ดที่เล็กและมีจำนวนมากบางชนิดมีเพียงผลละ 1 เม็ดขนาดใหญ่

พันธุ์ของบัว ปัจจุบันคนไทยนิยมปลูกบัวไว้เป็นไม้ประดับภายในบ้าน ในประเทศไทยได้มีการรวบรวมพันธุ์บัวเอาไว้ประมาณ 114 พันธุ์ สวนบัวที่ปลูกบัวเพื่อจำหน่ายนิยมตั้งชื่อบัวโดยชื่อของพันธุ์ใหม่ที่ตนเองปลูกขึ้นทำให้บัวมีชื่อพันธุ์ที่แตกต่างกันไป แต่หากจำแนกพรรณและสกุลจริงๆจะแบ่งได้ 3 สกุล คือ

บัวหลวง (Lotus) เป็นบัวในสกุล Nelumbo ซึ่งมีใบขุอยู่เหนือน้ำมีชื่อเรียกกันทั่วๆไปว่า ปทุมชาติ หรือบัวหลวง มีสีขาว ขาวอมชมพู หรือชมพูเข้ม แล้วแต่ชนิด มีดอกใหญ่จึงนิยมทำดอกมาบูชาพระและใช้ในทางศาสนา เหง้า หรือที่มักเรียกกันว่ารากบัว และไหลบัว รวมถึงเมล็ดสามารถนำมาทำอาหารและเป็นยาได้เป็นอย่างดี

บัวสาย (Water Lily) เป็นบัวในสกุล Nymphaea เป็นสกุลที่ใบลอยแตะผิวน้ำไม่มีหนาม มีลำต้นใต้ดินเป็นหัวหรือเหง้า ใบและดอกเกิดจากอุบลชาติได้แก่ บัวผัน บัวเฝื่อน บัวฝรั่ง บัวสาย จงกลนี ซึ่งมีการปลูกในประเทศไทยมาช้านาน กลายเป็นพันธุ์พื้นเมืองของไทย มีทั้งชนิดที่บานกลางวันและบานตอนกลางคืน คนไทยใช้สายบัวของ "บัวแดง" มาทำเป็นอาหารหลายชนิด ทั้งรับประทานสด แกง ยำ เป็นต้น

บัววิคตอเรีย (Victoria Waterlily) เป็นบัวสกุล Victoria ใบลอยแตะผิวน้ำ ขอบใบตั้งขึ้นเป็นขอนคล้ายกระด้ง มีหนาม มีชื่อเรียกกันทั่วไปว่า บัวกระด้ง หรือบัววิคตอเรีย จัดเป็นบัวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดโดยใบซึ่งเป็นใบเดี่ยวมีขนาดใหญ่ประมาณ 6 ฟุต

นอกจากนี้บัวแต่ละสกุลยังแบ่งได้อีกหลายสปีชีส์ และหลายพันธุ์ ทั้งพันธุ์แท้และพันธุ์ผสม เมื่อมีการนำมาปลูกเป็นไม้ดอก ไม้ประดับ สามารถแบ่งประเภทได้จากลักษณะที่ปรากฏ เช่น บัวหลวง บัวผัน บัวสาย บัวเฝื่อน จงกลนี บัวฝรั่ง บัวกระด้ง เป็นต้น

อดีตดอกบัวเป็นดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ นิยมใช้บูชาเจ้า พระพุทธรูป และพิธีกรรมสำคัญหลายๆช่วงของชีวิต ทั้งยังนิยมนำมาเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนา ทั้งพุทธและพราหมณ์ ชาวจีนเองก็มีความเชื่อเกี่ยวกับบัวเช่นกัน โดยเชื่อว่าดอกบัวหรือเหลียนฮวาเป็นสัญลักษณ์แห่งความปรองดองกัน รวมกัน และต่อเนื่องไม่จบสิ้น จึงปรากฏในภาพเขียนที่มีความเป็นสิริมงคลอยู่เสมอ สำหรับชาวไทยพุทธจะนิยมนำดอกมาสักการะพระรัตนตรัย และพิธีศาสนา นอกจากนี้ศิลปะหลายๆแขนงก็มีการนำดอกบัวมาใช้เชิงสัญลักษณ์อย่างแพร่หลาย หลายพื้นที่เชื่อกันว่าสมุนไพรมีรหัสที่บ่งบอกคุณสมบัติของตัวเองว่าเหมาะสมที่จะใช้กับอวัยวะใดเสมอ ดอกบัวก็เช่นกันหากสังเกตจะพบว่าดอกบัวมีลักษณะคล้ายอวัยวะของร่างกายเราที่เรียกว่า "หัวใจ" และดอกบัวก็มีสรรพคุณช่วยบำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่น และยังช่วยอาการอ่อนเพลีย บำรุงครรภ์ ช่วยให้เกิดลมเบ่ง และคลอดลูกง่าย ดังนั้น ดอกบัวจึงไม่ใช่เพียงแค่ใช้ไหว้บูชาพระเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์เป็นยาในทุกส่วนของบัว

เกสรบัว รากบัว ช่วยบำรุงหัวใจ รากบัวยังช่วยแก้อาการร้อนในกระหายน้ำ แก้อ่อนเพลียและเป็นยาชูกำลังได้ดี ส่วนที่เรียกว่าไหลบัว (หน่อของบัว) สามารถนำไปประกอบอาหารได้อร่อยอีกด้วย

เม็ดบัว หลายๆคนอาจคุ้นเคยกับการใช้ในขนมหวานหรือบ๊ะจ่าง นอกจากจะมีรสหวานมันอร่อย เม็ดบัวแห้ง 100 กรัม มีคุณค่าทางอาหารดังนี้ พลังงาน 332 กิโลแคลอรี คาร์โบไฮเดรต 64.4 กรัม โปรตีน 15.4 กรัม แคลเซียม 163 มิลลกรัม ฟอสฟอรัส 626 มิลลิกรัม ในตำรายาจีนและอินเดียถือว่าเม็ดบัวเป็นยาหรืออาหารบำรุงกำลังที่ดีตัวหนึ่ง นอกจากนี้เม็ดบัวยังช่วยบำรุงกระเพาะและลำไส้ให้แข็งแรง ช่วยให้เลือดไหลเวียนดี นอนหลับง่าย ผ่อนคลายประสาทที่ตึงเครียด แก้อาเจียน แก้กระหายน้ำ แก้ระดูขาว ทำให้รู้สึกกระชุ่มกระชวยหลังฟื้นไข้

ดีบัว เป็นส่วนที่อยู่ภายในเม็ดบัว มีสรรพคุณช่วยบำรุงหัวใจ ขยายหลอดเลือดหัวใจ เพิ่มการไหลเวียนเลือด ช่วยบรรเทาอาการในโรคหลอดเลือดหัวใจตีบให้ดีขึ้น

ใบบัว เรามักจะพบเห็นการใช้ใบบัวในการห่อข้าวของเครื่องใช้ แต่ก็มีหลายๆที่ที่ใช้ใบบัวในสรรพคุณทางยา เช่น ใช้แก้เลือดกำเดาไหลบ่อย ใช้แก้ลมพิษ ริดสีดวงจมูก แก้ไข้ และทำให้เกิดลมเบ่งได้อีกด้วย

ดอกบัวแม้เกิดจากโคลนตม แต่ก็ได้รับการยกย่องให้เป็นพืชศักดิ์สิทธิ์ที่ผูกพันกับช่วงชีวิตของเราตั้งแต่

เกิด กินให้เกิดลมเบ่งคลอดออกมา

บวช ใช้รองตัดผม ดอกไม้ บูชาพระ

แก่ กินแก้วิงเวียน

เจ็บ ใช้รักษาอาการป่วย

ตาย เป็นดอกไม้สำหรับนำขึ้นไปไหว้พระจุฬามณีเจดีย์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

อาหารจากบัว อร่อยจากรากไหลถึงปลายกลีบ ในฉบับนี้ดิฉันจึงขอนำเมนูอาหารจากบัวให้ลองทำรับประทานกันดู

 

แกงส้มไหลบัวกับกุ้ง

เครื่องปรุง

ไหลบัวหั่นยาว 2 นิ้วประมาณ 2 ถ้วยตวง กุ้ง 200 กรัม น้ำมะขามเปียก น้ำมะนาว น้ำปลา พริกขี้หนูสวนบุบ

น้ำพริก พริกแห้ง 5-7 เม็ด ข่าหั่น 1 ช้อนชา หอมแดง 10 หัว กระเทียม 5 หัว กะปิ 1 ช้อนชา ใบมะกรูดฉีก

วิธีทำ

1. โขลกส่วนผสมน้ำพริกแกงให้ละเอียด

2. กุ้งปอกเปลือกผ่าหลังเอาเส้นดำออก

3. ละลายน้ำกับน้ำพริกแกงส้ม ตั้งไฟให้เดือดใส่ไหลบัว พอสุกใส่กุ้ง ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมะขามเปียก น้ำมะนาว ชิมให้ออกเปรี้ยว เค็ม ใส่ใบมะกรูด ฉีกพริกขี้หนูบุบ ยกลง

 

ยำกลีบบัว

เครื่องปรุง

กลีบบัว 1 ดอก เม็ดบัวต้มสุก 1/4ถ้วยตวง กุ้งลวก 5 ตัว หมูต้มหั่นชิ้นสี่เหลี่ยม 1/4ถ้วยตวง ไก่ต้มฉีกฝอย 1/4ถ้วยตวง สายบัวหั่นแฉลบ 1/2ถ้วยตวง

น้ำยำ น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ น้ำปลา 2ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา พริกขี้หนูซอย 10 เม็ด หอมแดงซอย 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

1. แกะกลีบบัวออกใช้แต่กลีบชั้นใน นำไปล้างให้สะอาดพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ

2. ผสมส่วนผสมน้ำยำชิมรสตามชอบ

3. จัดกลีบบัว สายบัว เม็ดบัว กุ้ง หมู ไก่ ใส่จานราดด้วยน้ำยำ เสิร์ฟทันที

 

น้ำรากบัว

ส่วนผสม

รากบัว 3-5 ถ้วยตวง (หั่นแว่น) น้ำเปล่า 4 ถ้วยตวง น้ำตาลทรายแดง 2-4ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทรายขาว

วิธีทำ

1. ล้างรากบัวให้สะอาด ใส่ลงในหม้อ เติมน้ำ นำขึ้นตั้งไฟ เคี่ยวประมาณ 30 นาที

2. กรองรากบัวออก เอาแต่น้ำรากบัว นำขึ้นตั้งไฟอ่อนอีกครั้ง เติมน้ำตาลทรายขาว น้ำตาลทรายแดง ชิมรสตามชอบ เสิร์ฟได้ทั้งร้อนและเย็น