ตามล่าหาความรวย

คิดเห็นประเด็นข่าว

นิตยสารเวนเชอร์ สื่อวิเคราะห์เศรษฐกิจในภูมิภาคแอฟริกา รายงานผลสำรวจจำนวนอภิมหาเศรษฐีระดับพันล้านดอลลาร์เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว จาก พ.ศ.2553 ที่เคยมีเพียง 16 ราย กลายมาเป็น 55 รายในปีนี้ คิดเป็นสินทรัพย์มูลค่ารวม143,800ล้านดอลลาร์ โดยมีไนจีเรียติดอันดับประเทศที่มีอภิมหาเศรษฐีพันล้านดอลลาร์ มากที่สุดถึง 20 ราย

ในจำนวนนี้ อาลิโก ดังโกเต เจ้าของกิจการปูนซีเมนต์และโรงงานน้ำตาล ครองอันดับผู้ชายที่รวยที่สุดในแอฟริกา มีทรัพย์สินรวมกว่า 20,200 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ โฟโลรุนโช อะลาคิจา เจ้าของกิจการน้ำมันฟามาออยล์ รั้งตำแหน่งผู้หญิงที่รวยที่สุดในแอฟริกา มีทรัพย์สินกว่า7,300 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ชิชิ โอคอนโจ ผู้ก่อตั้งนิตยสารเวนเชอร์ ระบุว่าอภิมหาเศรษฐี 55 รายในแอฟริกา เป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าความเป็นจริงมากๆ เพราะผู้ร่ำรวยในแอฟริกาจำนวนมากพยายามปกปิดรายได้และทรัพย์สินที่แท้จริงของตนเองเอาไว้ เพราะธุรกิจหลายอย่างเกี่ยวพันกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน การครอบครองที่ดินอย่างไม่เป็นธรรม รวมถึงการผูกขาดสัมปทานธุรกิจขนาดใหญ่ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเผด็จการทหาร หรือขั้วอำนาจในประเทศ จึงต้องพยายามทำตัวเงียบๆ แกล้งจนเพื่ออำพรางความเป็นจริง

นอนน้อย ตื่นก่อน รวยก่อน คือคาถาประจำชีวิตของบรรดามหาเศรษฐี และซีอีโอระดับโลกที่ประสบความสำเร็จ พวกเขาใช้เวลานอนเพียงวันละ 4-5 ชั่วโมง แต่เป็นการนอนอย่างมีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็น โดนัลด์ ทรัมป์ เจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ของอเมริกา ซึ่งเชื่อมั่นว่าการนอนแค่วันละ 3-4 ชั่วโมง คือเคล็ดลับความสำเร็จที่ทำให้แซงหน้าคู่แข่ง เช่นเดียวกับซีอีโอคนเก่งแห่งวอล์ทดีสนีย์ โรเบิร์ต ไอเกอร์ ก็ตื่นนอนตั้งแต่ตีสี่ครึ่ง ส่วน มาร์กาเร็ต แธ็ตเชอร์ อดีตสตรีเหล็กแห่งอังกฤษ ตื่นนอนตอนตีห้าทุกวัน ด้าน ประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐอเมริกา เข้านอนตีหนึ่ง และตื่นเจ็ดโมงเช้า ไม่ต่างจากซีอีโอรุ่นใหม่อย่าง แจ๊ค ดอว์ซีย์ ผู้ก่อตั้ง ทวิตเตอร์ เครือข่ายสังคมออนไลน์ชั้นนำ ที่นอนวันละ 4 ชั่วโมง เท่ากับซีอีโอหญิงแกร่งแห่ง ยาฮู มาริสซา เมเยอร์ ที่ทุ่มเวลาให้กับงานสัปดาห์ละ 130 ชั่วโมง เพราะยึดคติงานมาก่อนนอนทีหลัง

เหมือนที่ภาษิตฝรั่งว่าไว้ นกตื่นเช้าย่อมจับหนอนได้ก่อน ผลการศึกษาวิจัยพบว่า ผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตสามารถสร้างฐานะจนไต่เต้าเป็นอภิมหาเศรษฐี ล้วนมีวิธีการใช้เวลายามเช้าแตกต่างจากคนทั่วไป กิจกรรมแรกที่พวกเขาขาดไม่ได้ก็คือ การออกกำลังกายแต่เช้าเป็นประจำทุกวัน การออกกำลังกายก่อนเริ่มทำงานจะทำให้กระปรี้กระเปร่า สมองปลอดโปร่ง และมีพลังวังชาทั้งวัน แค่เพียงยืดเส้นยืดสายเบาๆข้างเตียงวันละ 15 นาที ก็ช่วยปลุกร่างกายให้ตื่นตัวพร้อมรับกับกิจกรรมวันใหม่ แสงอรุณรุ่งเป็นเสมือนยาชั้นดีที่ก่อให้เกิดสมาธิและสมองแจ่มใสที่สุด จึงเหมาะสำหรับการวางแผนงานและกำหนดเป้าหมายในแต่ละวัน ทั้งนี้คนดังระดับโลกที่ประสบความสำเร็จมักเลือกทำสิ่งสำคัญที่สุดในช่วงเช้าตรู่ ซึ่งจะทำให้สามารถเคลียร์งานยากได้โดยง่าย ถือเป็นเคล็ดลับที่สร้างความได้เปรียบคู่แข่งขัน

พวกเขายังถือฤกษ์เช้า กองทัพต้องเดินด้วยท้อง จึงต้องรับประทานอาหารเช้าที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ด้วยคติมื้อเช้าต้องกินอย่างราชา และมื้อเย็นกินอย่างยาจก เวลาที่เหมาะที่สุดของอาหารเช้าจะอยู่ที่เจ็ดถึงเก้าโมงเช้า ซึ่งเป็นเวลาที่กระเพาะอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากดูแลสุขภาพกายแล้ว ไม่ควรมองข้ามการดูแลสุขภาพใจด้วย ควรให้เวลาตัวเองสัก 1 นาที ในช่วงเช้าสำหรับการปรับเปลี่ยนอารมณ์ให้เป็นทางบวก หลังแปรงฟัน ลองยิ้มกับกระจกแล้วพูดถึงสิ่งดีๆที่อยากให้เกิดตลอดทั้งวันเพื่อเป็นพลังสร้างสรรค์มากกว่าพลังทำลาย

จัสติน บีเบอร์ นักร้องหนุ่มชาวแคนาเดียน วัย 19 เริ่มโปรเจ็คท์ทำการกุศลด้วยการบริจาคเงิน 1 ดอลลาร์ ต่อบัตรคอนเสิร์ต 1 ใบ ให้กับมูลนิธิ Pencils of promise ที่เขาตั้งขึ้นเพื่อรวบรวมเงินทุนสร้างโรงเรียน และเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้กับประชาชนในประเทศกำลังพัฒนา เพราะเห็นว่าการศึกษา คือปัจจัยพื้นฐานที่ทุกคนควรมี ในขณะที่พระเอกรุ่นใหญ่อย่าง แมท เดมอน ได้จับมือเพื่อนๆตั้งองค์กรไม่หวังผลกำไร Water.org แก้ปัญหาเรื่องน้ำ เพื่อให้ประชากรโลกได้มีโอกาสดื่มน้ำที่สะอาด แรงบันดาลใจต่อการขับเคลื่อนงานเพื่อสังคมครั้งนี้ เกิดจากการมีลูกสาว 4 คน จึงอยากให้ลูกๆภูมิใจในสิ่งที่พ่อทำดีเพื่อโลก เช่นเดียวกับ เบน แอฟเฟ็คท์ พระเอกวัย 41 ซึ่งให้ความสนใจกับปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศของเด็กและสตรีในคองโก จนก่อตั้ง Eastern Congo เพื่อช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กที่ถูกล่วงละเมิดเหล่านั้น

หลังจาก พ.ศ.2534 ที่ ไมเคิล เจ.ฟ็อกซ์ ดาราผู้โด่งดังจากภาพยนตร์เรื่อง แบ็ค ทู เดอะ ฟิวเจอร์ ล้มป่วยด้วยโรคพาร์กินสัน กลายเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาก่อตั้ง มูลนิธิเดอะ ไมเคิล เจ.ฟ็อกซ์ ฟาวน์เดชั่น เพื่อศึกษาวิจัยหาวิธีการรักษาโรคพาร์กินสันแบบใหม่ๆขึ้น แม้แต่สองสามีภรรยา วิล สมิธ กับ จาด้า พินเก็ต สมิธ ก็ใช้แรงบันดาลใจจากความสนใจเรื่องน้ำดื่มสะอาด บอกกล่าวไปยังเพื่อนๆร่วมวงการว่า เขาไม่อยากได้ของขวัญวันเกิด แต่ขอเป็นเงินบริจาคเพื่อจะนำไปซื้อน้ำดื่มสะอาดแจกจ่ายให้กับชาวเอธิโอเปีย ทั้งคู่ยังได้ถือโอกาสเดินทางกลับไปดูผลงานของเขาที่ประเทศแห่งนี้ ซึ่งพระเอกดังถึงกับเปิดใจกับสื่อว่า เป็นทริปที่ช่วยเปิดตาเปิดใจให้สัมผัสกับประสบการณ์ที่ไม่เคยคาดคิด

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของไทยรายงานว่า ปัจจุบันสัดส่วนการออมต่อรายได้ของครัวเรือนไทยลดลงจากค่าเฉลี่ย ในช่วงปี 2533-2553 ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 11.3 มาเป็นร้อยละ 9.2 สะท้อนให้เห็นเรื่องภูมิคุ้มกันด้านการออมที่น้อยลง มีการก่อหนี้เพิ่มมากขึ้น แสดงให้เห็นว่า ภูมิคุ้มกันภาคครัวเรือนไทยมีความบกพร่อง สอดคล้องกับข้อมูลของสถาบันวิจัยตลาดทุน ปี 2555 ที่พบว่า แรงงานในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลตั้งแต่อายุ 40-60 ปี สัดส่วนคนที่ออมไม่พอที่จะใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพหลังเกษียณ มีถึงร้อยละ 39 สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากภาระค่าใช้จ่ายและหนี้สิน ดังนั้น การกระตุ้นให้ภาคครัวเรือนเพิ่มภูมิคุ้มกันโดยการสร้างวินัยทางการเงินจึงมีความสำคัญที่สุด

สอดคล้องกับทัศนะของ คุณประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ระบุว่า ภูมิคุ้มกันภาคครัวเรือนของไทยในวันนี้อยู่ในจุดที่น่าเป็นห่วง เห็นได้จากสัดส่วนการให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือน ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือจีดีพีในไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ร้อยละ 79 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะเวลาไม่กี่ปี แสดงให้เห็นว่ามีการกู้ยืมเงินหรือนำเงินในอนาคตมาใช้ก่อนมากขึ้น โดยไม่คำนึงถึงความพอเพียงและเหตุผลในการใช้จ่าย ซึ่งความจริงแล้วสิ่งที่เป็นพื้นฐานที่จะขาดไม่ได้เลยในการใช้เงินก็คือ วินัย เนื่องจากเป็นภูมิคุ้มกันที่จะช่วยรองรับสถานการณ์หรือวิกฤติต่างๆได้ และทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าทุกภาคส่วนมีความเชื่อมโยงกันทั้งภาคครัวเรือน ภาคเศรษฐกิจและภาครัฐ โดยภาคการเงินจะเป็นตัวเสริมที่สำคัญ ซึ่งหากภูมิคุ้มกันของจุดใดจุดหนึ่งถูกกระทบก็จะลุกลามไปยังจุดอื่นๆได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ของสหรัฐฯ ซึ่งเกิดจากปัญหาภาคครัวเรือนมีการใช้จ่ายเกินตัว ขณะเดียวกันวิกฤติถูกขยายผลโดยภาคการเงินที่ขาดวินัยในการปล่อยกู้และการขายผลิตภัณฑ์ ดังนั้น เมื่อภาครัฐขาดวินัยโดยการก่อหนี้สาธารณะมากเกินควรก็จะทำให้ปัญหากระทบต่อสังคมอย่างกว้างขวาง

ข้อเสนอแนะที่น่าสนใจในการบรรเทาความเดือดร้อนระยะสั้นก็คือ ภาครัฐจะต้องมีมาตรการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย รวมถึงสนับสนุนให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งทุนโดยไม่ต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบ แต่ต้องอยู่ในกรอบการรักษาวินัย ที่จะไม่ก่อให้เกิดการก่อหนี้เกินตัว ขณะที่ในระยะยาว ต้องเน้นการสร้างโอกาสเพื่อให้เข้าถึงทรัพยากรให้มีขีดความสามารถในการสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีระบบสวัสดิการที่เหมาะสม และที่สำคัญควรหันมารณรงค์ให้คนไทยรู้จักการออมเพื่อความมั่นคงในชีวิต ซึ่งจะทำให้ลดความจำเป็นในการพึ่งพาผู้อื่นได้อย่างมาก เพราะขณะนี้ไทยเป็นประเทศที่มีการออมก่อนการเกษียณในเกณฑ์ต่ำ คิดเป็นร้อยละ 19 ต่อจีดีพีเท่านั้น เปรียบเทียบกับเนเธอร์แลนด์ที่มีการออมสูงกว่าร้อยละ 156 สวิตเซอร์แลนด์ ร้อยละ 118 อังกฤษ ร้อยละ 112 ส่วนในเอเชีย สิงคโปร์ ออมร้อยละ 65 ญี่ปุ่น ร้อยละ 62 และมาเลเซีย ร้อยละ 50

เงินอาจไม่ใช่ปัจจัยสำคัญจนต้องไล่ล่าหามัน เท่ากับการดำรงตนให้เป็นมนุษย์ที่มีคุณค่าเปี่ยมไปด้วยจิตใจอันเมตตาสูงส่ง แต่การรู้จักใช้เงินอย่างชาญฉลาด ควบคุมมันให้อยู่ในอำนาจ เพื่อเป็นเครื่องมือในการตอบสนองชีวิตที่เป็นสุข และเอื้อประโยชน์ต่อผู้ด้อยโอกาสก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามไปเช่นกัน