19 รัตนสังฆราชาแห่งสังฆมณฑลไทย

เรื่องพิเศษสดุดี 100 พระชันษาสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ
ช่างภาพ: 

ตอนที่ 7 สมเด็จพระสังฆราชด่อน รัตนสังฆราชา พระองค์ที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 5 มีชื่อว่า ด่อน สถิต ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ ประสูติในรัชสมัย สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ แห่งกรุงศรีอยุธยา เมื่อวันศุกร์ ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 4 ปีมะเส็ง พ.ศ. 2304 มาในสมัยรัชกาลที่ 1 ทรงครองสมณศักดิ์พระเทพโมลี ทรงจำพรรษาที่วัดหงส์รัตนาราม ในฐานะเจ้าอาวาสพระอารามหลวง เมื่อล่วงเข้าสู่สมัยรัชกาลที่ 2 ทรงได้รับสถาปนาให้ครองสมณศักดิ์พระราชาคณะชั้นพรหม ทรงได้รับราชทินนามเป็น พระพรหมมุนี ต่อมาในปี 2359 ทรงได้รับเลื่อนสมณศักดิ์อีกครั้งเป็น พระพิมลธรรม ประทับอยู่ที่วัดหงส์ ที่วัดแห่งนี้มีองค์หลวงพ่อแสน ร่ำลือถึงความศักดิ์สิทธิ์ ยังมีพระพุทธรูปทองคำลักษณะพระพุทธรูปสุโขทัย ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช สระน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์

สำหรับวัดหงส์นั้นเป็นชื่อวัดเดิมที่ชาวบ้านใช้เรียกกันอยู่ ก่อสร้างตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เชื่อกันว่าน่าจะเป็นเศรษฐีจีนที่คนสมัยก่อนเรียกกันว่า เจ้าขรัวหงส์มาสร้างไว้ จึงได้เรียกกันว่า วัดเจ๊สัวหงส์ หรือวัดเจ้าสัวหงส์ บ้างก็เรียก วัดขรัวหงส์ก็มี ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วัดนี้ได้รับการปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ทั้งวัด ทรงเชิญพระพุทธรูปทองคำเป็นประธาน เนื่องจากเป็นวัดที่อยู่ติดกับพระบรมมหาราชวัง โดยทรงสร้างพระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ และกุฏิ ในคราวเดียวกันกับที่ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดบางยี่เรือนอก หรือวัดอินทารามวรวิหารในปัจจุบัน อันเป็นวัดประจำรัชกาลในสมัยกรุงธนบุรี

แต่ต่อมาเมืองหลวงได้ย้ายจากกรุงธนบุรี มาอยู่ฟากตะวันออกที่กรุงเทพมหานคร วัดหงส์ก็ยังได้รับพระเมตตาจาก เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร เมื่อทรงเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล และทรงประทับอยู่ที่พระราชวังเดิม ซึ่งวัดหงส์นั้นตั้งอยู่ติดกัน จึงได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์แล้วโปรดฯให้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดหงส์อาวาสบวรวิหาร มาในสมัยรัชกาลที่ 3 จึงโปรดฯเปลี่ยนนามวัดเป็น วัดหงสาราม ครั้นมาถึงสมัยรัชกาลที่ 4 จึงโปรดฯเปลี่ยนนามวัดใหม่อีกครั้ง เป็นวัดหงส์รัตนาราม ดังที่เรียกกันมาจนทุกวันนี้

ในคราวที่สมเด็จพระสังฆราชมีสิ้นพระชนม์ ในปี 2362 นั้น แต่แรก พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงตั้งพระทัยจะทรงยก สมเด็จพระพนรัตน (อาจ) แห่งวัดสระเกศ ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช จึงโปรดฯให้แห่ย้ายมาประทับ ณ วัดมหาธาตุฯ แล้วโปรดฯให้พระพิมลธรรม (ด่อน) ย้ายไปครองวัดสระเกศแทน ข้างฝ่าย สมเด็จพระพนรัตน (อาจ) ระหว่างที่รอแต่เพียงเวลาและฤกษ์ยามที่เหมาะสม แต่แล้วก็เกิดเป็นคดีอธิกรณ์ขึ้นเสียก่อน ทำให้สมเด็จอาจต้องถูกปลดออกจากตำแหน่ง แล้วถูกย้ายออกไปเป็นพระลูกวัดอยู่ที่วัดไทรทอง หรือวัดแหลม ซึ่งก็คือบริเวณที่ตั้งของวัดเบญจมบพิตรในปัจจุบัน

ในคราวนั้นเองที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงมาวิงวอนต่อ สมเด็จพระญาณสังวร (สุก) ขอให้ทรงรับตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช แล้วโปรดเกล้าฯสถาปนาเป็น สมเด็จพระสังฆราช ในปี 2363 ในคราวเดียวกันนี้ พระพิมลธรรมก็ทรงได้รับเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็น สมเด็จพระพนรัตน ทรงครองสมณศักดิ์อยู่เกือบ 2 ปีจนกระทั่งสมเด็จพระสังฆราชสุกไก่เถื่อนสิ้นพระชนม์ จึงทรงได้รับสถาปนาโปรดเกล้าฯขึ้นเป็น สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในปี 2365

หลังจากทรงได้รับสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระสังฆราชแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้แห่มาสถิต ณ วัดมหาธาตุฯ ตามประเพณีที่ได้ทำกันมาแต่ในรัชกาลก่อน นับว่าทรงเป็นพระสังฆราชพระองค์สุดท้ายที่ทรงได้กระทำตามธรรมเนียมนี้ เนื่องจากในภายหลังในรัชกาลต่อๆมา ได้โปรดฯให้ สมเด็จพระสังฆราชสถิต ณ วัดเดิมที่ประทับจำพรรษามาแต่ก่อนได้ ไม่ต้องมาสถิต ณ วัดมหาธาตุฯ ดังเช่นที่เคยปฏิบัติกันมาแต่ก่อน

ในปี 2367 เมื่อคราวที่เจ้าฟ้ามงกุฎทรงพระผนวชที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว มีสมเด็จพระสังฆราชด่อน ทรงเป็นพระอุปัธยาจารย์ ดังมีในพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ 2กล่าวว่า "ครั้นถึงเดือน 8 ปี วอก ฉศก มีพระราชดำรัสสั่งว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎ พระชนมายุครบอุปสมบท แต่เป็นเวลาพระเคราะห์ร้าย เสียช้างสำคัญศรีบ้านศรีเมือง ให้จัดการทรงผนวชแต่โดยควร อย่าให้เสียปีเสียเดือน ไม่ต้องแห่แหนเป็นการใหญ่ เหมือนอย่างประเพณีทรงผนวช สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ ซึ่งได้เคยทำมาแต่ก่อน ครั้นถึง ณ วันอังคาร เดือน 8 ขึ้น 11 ค่ำ จึงโปรดฯให้มีงานเวียนเทียนสมโภช สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ ที่พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน รุ่งขึ้น ณ วันพุธ เดือน 8 ขึ้น 12 ค่ำ ทรงพระเสลี่ยง มีกระบวนแห่พอสมควร คือ กระบวนช้าง ม้า และกระบวนคนเดินเท้า เครื่องสูง กลองชนะแห่ออกมาประตูวิเศษไชยศรี ไปเข้าประตูสวัสดิโสภา มาประทับเกยพลับพลาเปลื้องเครื่องเข้าสู่ที่สรง แล้วทรงภูษาจีบเขียนทอง ทรงฉลองพระองค์ครุย เสด็จเข้าสู่พระอุโบสถ ทรงพระผนวชในที่ประชุมสงฆ์ สมเด็จพระสังฆราชเป็นพระอุปัชฌาย์... "

หลังจากทรงพระผนวชแล้ว ภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎทรงได้รับนามฉายาจากสมเด็จพระสังฆราชว่า "วชิรญาโณ" หรือ "วชิรญาณภิกขุ" และเสด็จไปประทับ ณ วัดมหาธาตุฯ3วัน จากนั้นได้เสด็จไปประทับศึกษาวิปัสสนาธุระที่วัดสมอราย หรือวัดราชาธิราชปัจจุบัน อันเป็นวัดที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ผู้ทรงเป็นสมเด็จพระราชบิดาเคยเสด็จฯมาประทับ

แต่แล้วเมื่อทรงพระผนวชได้เพียง 15 วัน สมเด็จพระราชบิดาก็เสด็จสวรรคต อันที่จริงโดยตามธรรมเนียมแต่โบราณราชประเพณีแล้ว ภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎจะต้องเป็นผู้ทรงขึ้นครองราชย์สืบราชสมบัติต่อมา แต่เนื่องจากเวลานั้น สถานการณ์บ้านเมืองยังไม่สู้มั่นคงดีนัก เหล่าราชบริพารจึงพร้อมใจกันทูลเชิญ กรมเจษฎาบดินทร์ ราชโอรสองค์โต ซึ่งประสูติแต่พระสนมขึ้นครองราชย์แทน ด้วยทรงมีพระชนมายุอาวุโส และทรงผ่านงานราชการในตำแหน่งสำคัญๆมามาก น่าจะบริหารงานราชการแผ่นดินได้ และดูแลไพร่ฟ้าพสกนิกรได้อยู่เย็นเป็นสุข รอเวลาที่เหมาะสมให้ทรงเจริญพระชนมายุมากขึ้นเสียก่อน ดังนั้น ภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎจึงทรงตัดสินพระทัยที่จะผนวชต่อ และทรงกลับมาประทับยังวัดมหาธาตุฯ โดยประทับอยู่ที่พระวิหารหลังเล็กใกล้กับต้นโพธิ์ลังกา ทางมุมด้านทิศตะวันออกของวัดมหาธาตุฯ ดังที่เรียกกันว่า วิหารน้อยโพธิลังกา ในปัจจุบันนั่นเอง

ระหว่างที่ทรงพระผนวชอยู่นั้น ภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎได้ทรงศึกษาพระปริยัติธรรมอยู่ที่วัดมหาธาตุฯ จนทรงรอบรู้เจนจบทั้งภาษาบาลี และพระไตรปิฎก อีกทั้งการที่ได้คลุกคลีใกล้ชิดอยู่ในแวดวงภิกษุสงฆ์ในเวลานั้น ทำให้ทรงเล็งเห็นถึงความหย่อนคลายในวัตรปฏิบัติของเหล่าภิกษุสงฆ์

จึงมีพระดำริที่จะปรับปรุงแก้ไขวัตรปฏิบัติของคณะสงฆ์ให้เข้ารูปเข้ารอย ดังมีในพระบรมราชาธิบายภายหลังเกี่ยวกับการก่อตั้งคณะสงฆ์ธรรมยุตขึ้นว่า "ผลแห่งการที่ทรงศึกษาและพิจารณาทั่วถึงละเอียดเข้า ก็ให้เกิดความสลดพระราชหฤทัยไปว่า วัตรปฏิบัติและอาจาริยสมัย ซึ่งได้นำสั่งสอนกันสืบๆมานี้ เคลื่อนคลาดห่างเหิน แลหยาบหย่อนไปเป็นอันมาก ดูประหนึ่งว่าจะมีรากเหง้าเค้ามูลอันเน่าผุไปเสียแล้ว"

พระองค์ทรงมีพระทัยแน่วแน่ที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวัตรปฏิบัติของเหล่าสงฆ์ให้ดีขึ้น โดยทรงเริ่มต้นจากพระองค์เองทรงประพฤติตนให้เห็นเป็นแบบอย่างก่อน ต่อมาจึงมีภิกษุสามเณรรูปอื่นๆ เกิดความนิยมเลื่อมใสและประพฤติปฏิบัติตาม เล่ากันว่า ในช่วงแรกๆนั้นยังทรงประทับอยู่ที่วัดมหาธาตุฯ แต่ก็ไม่ทรงสะดวกพระราชหฤทัยนัก เนื่องจากเป็นวัดที่สถิตของสมเด็จพระสังฆราช อีกทั้งยังทรงเป็นพระราชอุปัธยาจารย์ของพระองค์อีกด้วย ดังนั้น ต่อมาพระองค์จึงทรงย้ายไปประทับที่วัดอันตั้งอยู่นอกกำแพงพระนครที่ได้เคยมาทรงฝึกวิปัสสนาในคราวแรกผนวชใหม่ๆ นั่นก็คือ วัดสมอราย

นับจากนั้นก็ทรงเอาจริงเอาจังกับการมุ่งแก้ไขวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ จนมีภิกษุสามเณรผู้ศรัทธาเลื่อมใสเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ หมู่สงฆ์เป็นคณะนี้เป็นคณะที่มุ่งเน้นในทางวิปัสสนาธุระ มีการปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด และต่อมาจึงได้รับการขนานนามว่า คณะสงฆ์ธรรมยุติ ซึ่งในกาลต่อมาได้รับการรับรองอย่างถูกต้องตามกฎหมายในสมัยรัชกาลที่ 5

ผลงานสำคัญอย่างหนึ่งที่ยังตกทอดมาถึงปัจจุบัน คือ สมเด็จพระสังฆราชด่อน เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ได้นิมนต์พระเถราจารย์สระน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ในอดีตได้มีการนำหินอาคมของ สมเด็จพระสังฆราชสุกไก่เถื่อนมาลงไว้ ปัจจุบันยังได้มีการอัญเชิญน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์จาก 108 พระอาราม 77 จังหวัดมาเทไว้ในสระนี้ น้ำมนต์ทางทิศเหนือดีทางด้านบำบัดทุกข์ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ น้ำมนต์ทิศใต้ดีทางด้านมหาลาภและค้าขาย น้ำมนต์ทิศตะวันออกดีทางด้านเมตตามหานิยม น้ำมนต์ทิศตะวันตกดีทางด้านแคล้วคลาดและอยู่ยงคงกระพันชาตรี

ช่วงบั้นปลายพระชนมชีพสมเด็จพระสังฆราชด่อนยังได้ทรงสร้างคุณูปการไว้กับคณะสงฆ์ไทยอีก 2 ประการใหญ่ๆด้วยกันคือ ในรัชสมัยของพระองค์ได้มีการฟื้นฟูคณะสงฆ์ครั้งสำคัญโดยมีการจัดคณะพระสงฆ์ไทยเป็นพระธรรมทูตไปเจริญศาสนสัมพันธ์กับลังกาอีกครั้ง เป็นครั้งที่ 2 ของกรุงรัตนโกสินทร์ ดังมีปรากฏเหตุการณ์เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม 2385 บันทึกอยู่ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 3 ของเจ้าพระยาทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี กรมศิลปากร จัดพิมพ์เผยแพร่ เมื่อปี 2547 ว่า " ครั้นเดือน 11 แรม 11 ค่ำ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานพระกฐินที่วัดบวรนิเวศ พระสงฆ์ลังกาได้ไปอยู่ในที่ประชุมพร้อมกันด้วย มีพระราชปฏิสันถารปราศรัยไต่ถามพระสงฆ์ลังกาโดยสมควร พระสงฆ์ลังกาก็ถวายพระพรว่า จะขอพึ่งพระบารมีให้ได้กลับไปโดยสะดวก จึงทรงพระราชดำริว่า...ข่าวคราวพระพุทธศาสนาในเกาะลังกาก็นานแล้ว หาได้ทรงทราบไม่ ถ้าหากว่าพระพุทธศาสนายังปกติดีอยู่ พระสงฆ์ข้างโน้นจะมา พระสงฆ์ข้างนี้จะไปให้เป็นสมณไมตรี รู้ข่าวดีร้ายถึงกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จะสมควรหนักหนา จึ่งดำรัสว่า พระลังกาจะกลับไปก็ไปเถิดให้ไปกับกำปั่นหลวงชื่อจินดาดวงแก้ว ซึ่งจะไปจำหน่ายสินค้าเมืองบำไป ทั้งนี้พระสงฆ์ไทยองค์ใดที่มีศรัทธาจะไปนมัสการพระเจดีย์ และสืบข่าวคราวพระพุทธศาสนาบ้าง ก็ให้ไปโดยปรารถนา แล้วให้ยืมหนังสือพระไตรปิฏกต่างๆ ที่ไม่มีในกรุงเทพมหานครเข้ามาด้วย จะได้จำลองลอกขึ้นไว้สำหรับแผ่นดิน "

ในการส่งพระสมณทูตไทยไปลังกาในครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชดำริเห็นพร้อมกันกับภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎที่จะให้คณะสงฆ์ไปไต่ถามความเป็นไปของคณะสงฆ์ลังกา กับทั้งขอยืมหนังสือพระไตรปิฎกและพระคัมภีร์ต่างๆ ที่ทางไทยเรายังขาดตกบกพร่องอยู่ เพื่อนำมาคัดลอกไว้เป็นตำราในเมืองไทยให้ภิกษุสามเณรชาวไทยได้ร่ำเรียนถ่ายทอดกันสืบต่อๆไป

ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดฯให้ภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎทรงเลือกคณะภิกษุที่จะเดินทางไปลังกา และมีสมณลิขิตไปถึงสังฆนายกลังกาตามพระราชประสงค์ โดยเลือกได้พระธรรมยุติ 5 รูป และพระสงฆ์ลังกาที่เดินทางเข้ามายังกรุงเทพก่อนหน้านั้น2ปี และพักจำพรรษาอยู่ที่วัดบวรนิเวศฯให้เดินทางกลับไปด้วยกัน "และพระที่จะไปเมืองลังกานั้น โปรดฯให้มีสมณะสาระไปด้วย ครั้นแต่งสมณะสาระแล้วจัดเรือกำปั่นจินดาดวงแก้วบรรทุกสินค้าเสร็จแล้วก็ล่องลงไป พระสงฆ์ไทยธรรมยุติกาที่จะอออกไปเมืองลังกา คือ พระพทธญาณ 1 พระอมระ (เกิด) 1 พระสุภูติ (สังข์) 1 พระคำภีระ 1 พระพุทธวิระ 1 กับพระสงฆ์ลังกา 5 รูป รวม 10 รูป ได้เข้าไปถวายพระพรลาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย จึ่งถวายไทยธรรม ไตรจีวรบริขารแก่พระสงฆ์ 10 รูป โดยสมควร แล้วพระราชทานธูปเทียนต้นไม้เงินทอง ออกไปบูชาพระทันตธาตุด้วย และคฤหัสถ์ชาวลังกาได้พระราชทานเสื้อผ้าเงินตราทุกคน ครั้น ณ วันอาทิตย์ เดือน 2 ขึ้น 1 ค่ำ พระสงฆ์กับคฤหัสถ์ไวยาวัจกร 5 คน พร้อมกันไปลงเรือจินดาดวงแก้วที่นอกสันดอนใช้ใบไปในปีนั้น"

ในปีเดียวกันนี้ยังมีพระภารกิจสำคัญอีกประการหนึ่งในช่วงปลายสมัยของสมเด็จพระสังฆราชด่อน คือได้มีการชำระความพระสงฆ์เป็นครั้งใหญ่อีกคราวหนึ่งของเมืองสยาม ซึ่งมีกล่าวอยู่นพระราชพงศาวดารว่า " เมื่อ ณ เดือน 1 เดือน 2 เดือน 3 เกิดชำระความพระสงฆ์ที่ประพฤติอนาจารมิควร ทั้งบ้านทั้งเมืองได้ตัวชำระสึกเสียก็มาก ประมาณ 500 เศษ ที่หนีไปก็มาก พระราชาคณะเป็นปาราชิกก็หลายรูป" การดำเนินการครั้งนี้นับว่าเป็นการกวาดล้างอลัชชีครั้งใหญ่สุดเป็นประวัติการณ์ของกรุงรัตนโกสินทร์ก็ว่าได้ นับว่าสะท้อนถึงความผุกร่อนของพระศาสนาในห้วงเวลานั้นได้อย่างดี แต่ในขณะเดียวกันก็บ่งบอกถึงความเข้มแข็งเอาจริงเอาจังของผู้ที่มีจิตใจมุ่งมั่น ใฝ่ใจจรรโลงพระศาสนาให้งอกงามไพบูลย์และบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่เป็นที่อยู่อาศัยของเหลือบไรที่เข้ามาไต่ตอมพระพุทธศาสนาให้มัวหมองเป็นที่เคลือบแคลงของบรรดาพุทธศาสนิกชนที่อาจทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมถอยลงไปได้

สำหรับคณะพระธรรมทูตชุดที่ 2ของกรุงรัตนโกสินทร์ ที่เดินทางไปยังลังกานั้น ยังมิทันได้กลับจากภารกิจเยือนดินแดนลังกา ก็ปรากฏว่าสมเด็จพระสังฆราชทรงสิ้นพระชนม์ลงเสียก่อนในราวปลายปี 2485 โดยสมณทูตชุดนี้กลับมาในช่วงต้นปี ของปีถัดมาคือ 2486

สมเด็จพระสังฆราชด่อน ทรงครองสมณศักดิ์ในฐานะอธิบดีสงฆ์ ทรงสิ้นพระชนม์เมื่อมีพระชนมายุ 81 พรรษา ในวันศุกร์ เดือน 10 แรม 14 ค่ำ ปีขาล ตรงกับวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2385 ส่วนการพระราชทานเพลิงพระศพมีในปีถัดมา ตรงกับวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2486 ดังมีอยู่ในบันทึกว่า "ในเดือน 4 นั้น การเมรุผ้าขาวสมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) เสร็จแล้ว ณ วันเดือน ๔ ขึ้น 11 ค่ำ ชักศพไปเข้าเมรุ ณ วันเดือน4 ขึ้น 13 ค่ำ พระราชทานเพลิง" สมเด็จพระสังฆราชด่อนทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชใน2รัชกาล คือ รัชกาลที่ 2 และรัชกาลที่ 3เป็นเวลานานถึง 19 ปี 6 เดือน ทรงบำเพ็ญสมณธรรม และสร้างสรรค์คุณูปการอันใหญ่หลวงไว้ให้แด่วงการสงฆ์ไทย และพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก ซึ่งส่งผลเป็นความเจริญงอกงามไพบูลย์แด่พระศาสนาและความผาสุกร่มเย็นของปวงชนสืบต่อมา

(โปรดอ่านต่อฉบับหน้า)