สยาม ร.ศ.112

150 ปี ศรีสวรินทิรา

เหตุการณ์ร้ายแรงที่สุดในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือกรณีพิพาทกับฝรั่งเศส ในปี 2436 หรือที่รู้จักกันดีว่า "ร.ศ.112" ความร้ายแรงของเหตุการณ์ในครั้งนั้นถึงกับทำให้พระองค์ทรงพระปริวิตกอย่างมากจนทรงล้มประชวรและทรงทอดอาลัยไปพักหนึ่ง

กรณีพิพาทครั้งนั้นเป็นเรื่องที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ รศ.107 (พ.ศ.2431) มีการแย่งชิงความเป็นเจ้าของเมืองไลระหว่างไทย จีน และฝรั่งเศส โดยไทยกับฝรั่งเศสตกลงกันว่าจะต้องกำหนดเส้นกั้นอาณาเขตปักปันให้แน่นอน จัดทำรังวัดแผนที่ให้เรียบร้อย แต่ในที่สุดก็ไม่สามารถดำเนินการไปได้ด้วยดี เพราะไทยถูกฝรั่งเศสกล่าวหาว่ารุกล้ำดินแดนเสมอๆ จนเกิดการโต้เถียงกันมากขึ้น กระทั่ง พ.ศ.2436 (ร.ศ.112 ) เกิดคดี พระยอดขวางเมืองขึ้นพอดี จึงเป็นเหตุให้ฝรั่งเศสส่งเรือรบเข้ามายังน่านน้ำไทยและเกิดการสู้รบกันอย่างจริงจัง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงยุติปัญหานี้ด้วยพระทัยเยือกเย็น และทรงตกลงยินยอมชดใช้ค่าเสียหายในการต่อสู้ครั้งนี้เป็นเงิน 3 ล้านบาท ซึ่งนับว่าเป็นเงินมหาศาลทีเดียวสำหรับในยุคนั้น

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้องทรงนำเงินที่ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานไว้สำหรับแผ่นดินโดยทรงใส่ไว้ในถุงแดงมาใช้ในการนี้เป็นจำนวนสามหมื่นชั่ง หรือสองล้านสี่แสนบาท และอีกหกแสนบาท นำมาจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์บ้าง ข้าราชการฝ่ายในบ้าง ทว่าเงินส่วนใหญ่มาจากเงินที่ สมเด็จพระเจ้าบรมมหัยยิกาเธอ กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร ได้ทรงเก็บไว้ในใต้ถุนพระตำหนักมานานพระราชทานให้ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นที่โจษขานกันว่า รถที่ขนพระราชทรัพย์ในครั้งนั้นรอยล้อรถบดถนนเป็นทางยาวไป บนหินปูนถนนในพระบรมมหาราชวัง ด้วยเงินในครั้งนั้นหนักมาก เพราะเป็นโลหะเงินแท้ๆ นับว่าเบื้องหลังของการหลุดพ้นเหตุการณ์ร้ายแรงครั้งนั้น มี พระเจ้าบรมมหัยยิกาเธอ สมเด็จกรมพระยาสุดารัตนราชประยูร ทรงมีส่วนร่วมด้วยพระองค์หนึ่ง

ในช่วงวิกฤติขณะนั้นมีบุคคลที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระปฏิสันถารอยู่ไม่มากนัก อาทิ ทรงปรึกษาราชการสำคัญเป็นการภายในกับ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเทวัญอุไทยวงศ์ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ และ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ณ พระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร มีเพียง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร และ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าหญิงสุทธาทิพย์รัตน์ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร์ เลขานุการส่วนพระองค์ ทรงเป็นผู้ที่รับใช้สมเด็จพระราชบิดาเพียง 2 พระองค์

สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี พระอัครมเหสี เป็นขัตติยนารีพระองค์เดียวที่ใช้ความอ่อนละมุนและความนุ่มนวลในแบบฉบับของพระองค์อ้อนวอนให้พระราชสวามีเสวยพระกระยาหาร เพราะความปริวิตกในสถานการณ์บ้านเมือง ทำให้ประชวรและมิยอมเสวยใดๆเลย คราวหนึ่งทูลเกล้าฯถวายทอดมันกุ้งและน้ำพริก ซึ่งเป็นของโปรดที่สุด เมื่อทรงนำไปข้างพระที่ก็จะทรงป้อนถวายเช่นเคยพร้อมกับกราบบังคมทูลว่า

"เสวยหน่อยเพคะ ทอดมันกุ้งกับน้ำพริกอร่อย"

"ฉันไม่ชอบนี่นา แม่กลาง" มีพระราชดำรัสตอบ

"ลองหน่อยเถอะเพคะ อร้อย อร่อย"

"อร่อย ก็แม่กลางกินเองสิ" มีพระราชดำรัสตอบ

สมเด็จฯต้องทรงยอมจำนนและทรงหาโอกาสใหม่

ต่อมาเมื่อกรณีพิพาทไทย-ฝรั่งเศส ร.ศ.112 ยุติลง ความสงบกลับคืนเข้าสู่สภาพเดิม แต่บ้านเมืองยากจนลง ผู้คนเงียบเหงาซบเซา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ เจ้าพระยาเทเวศรวงศ์วิวัฒน์ เสนาบดีกระทรวงเกษตร เป็นพระยายืนชิงช้า ในปี 2437 ด้วยเหตุผลที่จะสร้างบรรยากาศอันแจ่มใสขึ้นในบ้านเมือง เพราะเจ้าพระยาเทเวศรวงศ์วิวัฒน์ เป็นผู้มีมิตรสหายมาก ความเป็นราชวัลลภ ความเป็นเสนาบดีและความเป็นพระอภิบาลในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร จะช่วยให้กระบวนแห่ของพระยายืนชิงช้าครึกครื้นได้มาก จึงมีพระบรมราชโองการตรัสว่า

"บ้านเมืองเงียบเหงานัก ปีนี้เทเวศร์ถีบชิงช้าที"

การถีบชิงช้านี้ เป็นพิธีสำหรับบ้านเมืองอย่างหนึ่ง เป็นพิธีพราหมณ์ ตามตำราไสยศาสตร์ เรียกว่า พระราชพิธีตรียัมปวาย ทำกันในเดือนอ้าย อันเป็นวันขึ้นปีใหม่ของพราหมณ์ ซึ่งถือกันว่าเป็นวันที่พระอิศวรเป็นเจ้าเสด็จมาเยี่ยมโลก เสด็จมาครั้งหนึ่ง ประทับอยู่ 10 วัน ตั้งแต่เดือนอ้าย ขึ้น 7 ค่ำ ถึงแรม 1 ค่ำ เป็นวันเสด็จกลับ พราหมณ์จึงต้องจัดให้มีการรับรองเชิญเทพยดาทั้งหลายมาเฝ้า มี พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระธรณี และพระคงคาเป็นต้น ซึ่งการจัดพิธีครั้งนี้เป็นกระบวนที่มโหฬารที่สุดอย่างที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์ และงานนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงสนุกสนานมากในการเตรียมงาน ทรงเป็นพระธุระอย่างยิ่งในการจัดวางรูปกระบวนแห่

อีกเพียง2 วันต่อมาตรงกับพิธีถีบชิงช้า วันที่ 4 มกราคม พ.ศ.2437 เวลาบ่าย เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ ทำหน้าที่พระยายืนชิงช้าจนเสร็จพิธีด้วยความไม่สบายใจ เพราะงานนี้กลับขาด สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร ทั้งที่ 1-2 วันมานี้ยังสนุกสนานอยู่ แต่วันนี้กลับประชวรมีไข้ เสด็จฯออกไม่ได้ พระอาการเพียบมาก และทรงหอบเหนื่อยเป็นกำลัง แพทย์เห็นว่าพระอาการภายในพระอุระพิการ ประกอบพระโอสถถวาย พระอาการคลายแล้วกลับทรุดลงอีก

แล้วก็เหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจของทุกพระองค์และทุกคน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จสวรรคตลงในวันสุดท้ายของงานพิธีถีบชิงช้า ด้วยพระโรคไข้รากสาดน้อยอย่างกะทันหัน โดยไม่มีใครได้ทันเตรียมตัวเตรียมใจรับฟังข่าวนี้ เพราะเป็นเรื่องรวดเร็วไม่มีใครคาดถึง เนื่องจาก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ยังทรงหนุ่มแน่นแข็งแรง พระชนมายุเพียง 16 ชันษา สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาฯ พระราชมารดาไม่เป็นอันสรงอันเสวย นับแต่ทอดพระเนตรเห็นพระอาการของสมเด็จพระราชโอรสองค์ใหญ่ และเมื่อทรงทราบว่าพระราชโอรสได้สวรรคตแล้ว ก็ทรงล้มลงทั้งยืน ไม่ได้พระสติสมปฤดี พอรู้สึกพระองค์ก็ทรงพระกันแสงอย่างรุนแรง สองพระกรข้อนพระอุระอยู่ผางผาง มิใยใครจะมาปลอบประโลมพระทัยก็ไม่ทรงฟัง ปรารถนาอย่างเดียวที่จะสวรรคตตามไป ไม่ทรงยอมกลับพระตำหนัก กั้นพระฉากบรรทมที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท อันประดิษฐานพระบรมศพ ความโศกเศร้าเสียพระทัยอย่างสุดซึ้งในครั้งนั้น ทำให้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตกพระทัย ทรงพระวิตกว่าจะทรงล้มประชวรและเสด็จสวรรคาลัยไปอีกพระองค์หนึ่ง จึงเสด็จขึ้นมาทรงป้อนพระกระยาหารพระราชทาน หลังจากที่ทรงทราบว่าไม่ยอมเสวยมาหลายมื้อ แต่แม้กระนั้นก็มิอาจทรงหักพระหฤทัยได้ พระสุขภาพทรุดโทรมจนทรงพระประชวรในที่สุด

การสูญเสียพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ อันมีตำแหน่งเป็น สมเด็จพระบรมโอรสธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เป็นความโทมนัสครั้งใหญ่หลวงของ สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาฯ หลังจากที่ต้องเสียพระทัยจากการที่พระราชโอรส พระราชธิดาสิ้นพระชนม์ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ไปก่อนหน้านี้ 3 พระองค์ ไม่เพียงสมเด็จพระราชบิดา สมเด็จพระราชมารดา พระบรมวงศานุวงศ์ จะทรงเศร้าโศกเสียพระทัย พสกนิกรต่างร่ำไห้กันโดยทั่วกัน

หม่อมเจ้าหญิงจงจิตรถนอม ดิศกุล ทรงนิพนธ์ว่า "งานพระเมรุกลางเมือง ในปี ร.ศ.119 (พ.ศ.2443) ได้มีการพระราชทานเพลิงพระศพเจ้านายหลายพระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเจ้ามหัยยิกาเธอ กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงศ์ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนศรีธรรมราชธำรงฤทธิ์ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงศิราภรณ์โสภณ

ในพิธีพระราชทานเพลิงพระศพครั้งนั้น สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี ต้องเสด็จฯไปประทับที่ศรีราชา เพื่อพักรักษาพระองค์เนื่องจากทรงพระประชวร ต้องประทับ ณ ที่นั้นเป็นเวลาถึง 4 ปี จึงได้เสด็จฯกลับ ดังนั้น งานออกพระเมรุทั้งหมด สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี จึงต้องทรงเป็นเจ้าภาพแทนตลอดทุกพระเมรุ

ภายหลังแม้เวลาจะผ่านไปเนิ่นนาน สมเด็จพระศรีสวรินทิราฯ พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า มิเคยทรงลืม ฟ้าชายใหญ่สักครั้ง ในปี 2481 ก่อนเสด็จประพาสชวา ทรงทำหน้าที่ถวายน้ำสรงทุกพระโกศ จนมาถึงพระโกศใหญ่องค์หนึ่ง ทรงชะงักอยู่นานมาก นานจนผิดสังเกต และเมื่อรู้สึกพระองค์ว่ามีคนเตือน ก็ตรัสเบาๆว่า

"ของลูกชายใหญ่ "

พระโกศใหญ่องค์นั้น คือ พระอัฐิสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งการเสด็จสวรรคตของพระองค์ เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2437 ได้มีผลให้พระราชมารดา คือ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี ต้องสูญเสียฐานันดรศักดิ์ไปโดยปริยาย เนื่องจากความจำเป็นในทางการปกครอง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้สถาปนา สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราวุธ พระราชโอรสองค์ใหญ่ ในสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี ซึ่งมีพระชนมายุเป็นอันดับสอง รองลงมาจาก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ขึ้นเป็น สยามมกุฎราชกุมาร แทน

สยาม ร.ศ.112 จึงเป็นปีแห่งความทรงจำอันปวดร้าวของคนไทยโดยทั่วกัน