ท้องฟ้าคืนนี้สว่างไสวเรืองรองเพราะแสงจันทร์ ทำให้ฉันหวนคิดถึงเรื่องราวการจัดดอกไม้ในวันหนึ่งที่หมู่บ้านเล็กๆในหุบเขาในวันคืนเพ็งก่อนที่รุ่งขึ้นจะเป็นวันออกพรรษา

ภาพแม่เฒ่าเดินเก็บดอกไม้รอบๆบ้านอย่างนุ่มนวลในยามบ่าย มีพวงชมพู กุหลาบหนู จัสมิน แล้วก็ดอกเล็กๆน้อยๆอีกหลายชนิด รวมทั้งยังเลือกเก็บใบไม้บางชนิดที่มีรูปทรงสีสันสวยงามอีกจำนวนหนึ่ง มาวางรวมกันไว้ในกระจาดแล้วพรมน้ำเบาๆจนทั่ว จากนั้นก็ฉีกใบตองที่เตรียมไว้เป็นแผ่นๆ แต่ละแผ่นกว้างประมาณ ๓ นิ้ว แล้วก็จัดการม้วนใบตองเหล่านั้นให้เป็นกรวยเล็กๆกว้างแค่ปลายนิ้ว ทำเท่าจำนวนคนที่จะไปวัดด้วยกันเมื่อวันออกพรรษาในวันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันออกพรรษา แม่เฒ่าบอกฉันว่า

"ต้องให้ปลายแผ่นที่อ่อนๆของใบตองม้วนขึ้นข้างบนสูงไปเรื่อยๆนะหนู จึงจะได้กรวยที่สวยงาม"

เพราะความชำนาญและความตั้งใจ กรวยใบตองซึ่งแม่เฒ่าเรียกในภาษาไทใหญ่ว่า "อวดหมอก" เมื่อทำเสร็จจึงแน่น และเรียวงามกว่าที่ฉันเคยเห็นทั่วๆไป

จากนั้นถึงเวลาที่แม่เฒ่าบรรจงเลือกดอกไม้ที่เก็บมาใส่ลงไปในกรวยใบตอง ทีละดอกๆ ทีละสี อย่างมีศิลปะ แต่ละกรวยมีดอกไม้สีสันที่ต่างกันไป ซึ่งทั้งหมดก็งดงามอ่อนโยนในสายตาไม่แพ้กัน

แม่เฒ่าเป็นชาวไทใหญ่ เกิดและเติบโตที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เริ่มต้นเล่าให้ฉันฟังไปพลางขณะที่เลือกดอกไม้แล้วค่อยๆเสียบลงในกรวยใบตองที่เรียวเล็กว่า เธอและคนไทยใหญ่ทุกคนผูกพันกับการจัดดอกไม้แบบนี้มาตั้งแต่เป็นเด็กๆ เพราะคนไทใหญ่ใช้ดอกไม้สดกับพิธีกรรมมากมาย

"ไม่ต้องไปซื้อไปหาดอกไม้จากที่ไหนหรอก ทุกดอกเก็บรอบๆบ้านนี่แหละ! เดี๋ยวพรุ่งนี้หนูจะเห็นผู้คนชาวไทใหญ่ที่นี่ เดินถือ พานอวดหมอก ซอมต่อ ก๊อก ไปทำบุญออกพรรษากันแทบทั้งหมู่บ้านเลยก็ว่าได้ พรุ่งนี้เป็นวันพระสำคัญ ที่ชาวไทใหญ่จะทำบุญกับพระเจ้าแล้ว ยังเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้อง อุทิศบุญ ข้าวปลา อาหารให้กับญาติพี่น้อง หรือคนที่เรารักผูกพันอีกด้วย คนเราจากกันแล้วยังนึกถึงกันก็ทำสิ่งดีๆส่งไปให้ ถึงหรือไม่ถึง คนทำก็พลอยมีความสุขนะ"

แม่เฒ่าทำ "อวดหมอก" เสร็จสมบูรณ์ จากนั้นก็ทำกระทง ซึ่งก็ใช้ใบตองอ่อนเหมือนกัน แต่ชาวไทใหญ่เรียกว่า ก๊อก พับใบตองกลับไปมาแล้วเย็บติดกันด้วยไม้กลัดอันจิ๋ว ดูคล้ายดอกบัวอย่างหนึ่ง กับก๊อก ซึ่งเย็บด้วยใบตองแผ่นกว้าง ๒ แผ่น เย็บหัวท้ายเป็นรูปคล้ายกระทง อย่างเรียบง่าย ก๊อกรูปคล้ายดอกบัวใช้ใส่อาหารคาวหวาน รูปดอกบัวใส่ถวายพระ หรือเทวดา ส่วน กระทงแบบง่ายๆอีกแบบใช้ใส่อาหารคาวหวานเหมือนกัน แต่ใช้เพื่ออุทิศให้ญาติพี่น้องผู้ล่วงลับไปแล้ว

จากนั้นเวลาก็ล่วงเลยจนดึกดื่น ท้องฟ้าคืน ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ คืนก่อนวันออกพรรษา แสงจันทร์สาดสว่างไปทั้งหุบเขา และยังสาดแสงนวลลออผ่านหน้าต่างบานกว้าง เข้ามาอาบไล้ทุกสิ่งทุกอย่างภายในบ้าน ส่องรูปบรรดาญาติพี่น้องของแม่เฒ่าผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ติดเรียงกันไว้ที่ผนังห้องภายในบ้านจนแจ่มตา ซอมต่อ ก๊อก และข้าวสาร อาหารแห้งจัดวางเรียงไว้บนโต๊ะอย่างมีระเบียบ ดอกไม้ที่แม่เฒ่าจัดก็ยิ่งงดงาม ขรึมขลังในแสงจันทร์มากขึ้นในความรู้สึกของฉัน ส่วนแม่เฒ่าก็คงรู้ดีว่า ดอกไม้ที่ตัวเองจัดเหล่านี้ จะเปี่ยมความหมายมากขึ้นอย่างแน่นอนเมื่อถึงวันพรุ่งนี้...