Masala Tea...ชาผสมเครื่องเทศ

หนึ่งในไฮไลท์ของเนปาล
โน้ตบุ๊ค

"ไปเนปาล อย่าลืมดื่มชา...แล้วก็ซื้อมาฝากด้วยนะ!" เพื่อนรักที่เป็น Tea Lover โทร.มาออกคำสั่งกับ "บันนี่" เมื่อรู้ว่าจะเดินทางไปเนปาล อย่างที่เคยเล่าสู่กันฟังว่า "บันนี่ เป็น Coffee Lover แล้วจะมาบังคับขืนใจกันทำไม?

ขณะเดินทาง "บันนี่" ก็ได้พบว่าคำสั่งของเพื่อนนั้นเป็นจริงในข้อแรก นั่นคือไปเนปาล ต้องดื่มชา โดยเฉพาะชาใส่นม เป็นเอกลักษณ์และไฮไลท์ของเนปาลอย่างหนึ่ง และที่เป็นเครื่องดื่มยอดนิยมคือ Masala Tea

ทำไมถึงต้องมีชื่อพิเศษว่า Masala Tea ทั้งที่หน้าตาก็เหมือนชาใส่นมและน้ำตาลทั่วๆไป เมื่อได้สัมผัสกลิ่นอันเย้ายวน ถึงรู้ว่าความพิเศษอยู่ที่การผสมเครื่องเทศลงไปในชาชนิดนี้ ถ้าเป็นคนถูกจริตกับเครื่องเทศก็จะหลงรัก หากไม่ชอบกลิ่น ก็คงต้อง บ๊าย-บายกันไปไกลๆ

"บันนี่" เป็นคนไม่ชอบดื่มชาและไม่ชอบกลิ่นเครื่องเทศเป็นทุนอยู่แล้ว แต่เมื่อเห็นทุกคนในคณะทัวร์ Toursrus โดยเฉพาะหม่อมราชวงศ์วรวัฒย์และคุณวนิดาเกษมศรี เจ้าของบริษัทฯคะยั้นคะยอให้ลอง ประกอบกับน้ำชาสีเหลืองเข้มที่มีฟองละเอียดจับอยู่บนด้านบน ขณะชงเสร็จใหม่ๆที่เชิญชวนให้คนลิ้มลอง จึงอดใจไม่ได้ที่ต้องขอร่วมลองกับเขาด้วย แล้ว "บันนี่" ก็ต้องยอมรับว่า อร่อย หวาน มัน และหอมด้วยนมและเครื่องเทศ แบบไม่หมดแล้วไม่เลิกเลยทีเดียว

ความจริงแล้ว Masala Tea หรือ Masala Chai ในภาษาฮินดู ก็คือชาใส่นมผสมเครื่องเทศแขกนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเทศจากอินเดียหรือเนปาลสำหรับในเนปาลที่ "บันนี่" ลิ้มรสมา เขาผสมกานพลู อบเชย และยี่หร่าลงไปในปริมาณและสัดส่วนที่พอดีสุดสุด จึงหอมชื่นใจไม่ฉุนเฉียวดังคาด

ตั้งแต่สมัยโบราณกาล ชาวอินเดียปลูกชาไว้เป็นสมุนไพรใช้แทนยาบางอย่างมากกว่าเป็นเครื่องดื่ม มีมากในแคว้นอัสสัม จนกระทั่งในราวคริสตวรรษที่ 1830 บริษัท British East India ได้นำเข้าชาจากแคว้นอัสสัมไปสู่อังกฤษ จึงเป็นที่รู้จักของชาวยุโรป และชาวอังกฤษก็ได้เผยแพร่การดื่มชาให้กับคนอินเดีย ต่อมามีการก่อตั้งสมาคม Indian Tea Asso-Ciation ในศตวรรษที่ 20 มีการดื่มชาแบบอังกฤษในเวลาบ่าย ที่เรียกว่า Tea Break ในหมู่พนักงานโรงงาน เหมือง และโรงงานทอผ้า แรกเริ่มเป็นเพียงชาดำ ต่อมามีการพัฒนาขึ้นด้วยการผสมน้ำตาลและนมจนกระทั่งเพิ่มเครื่องเทศลงไป จากนั้นวัฒนธรรมการดื่มชาได้แพร่หลายไปทั่วประเทศแถบเอเชียใต้และประเทศอื่นๆในโลก รวมทั้งเนปาล

การเตรียม Masala Tea นั้น เริ่มด้วยการนำนม ซึ่งส่วนมากทั้งในอินเดียและเนปาลจะนิยมบริโภคนมควาย มาผสมกับน้ำในสัดส่วนเท่าๆกัน ต้มให้เดือด ใส่ในชาที่ผสมเครื่องเทศแล้วลงไป ต้มให้เดือดต่อไปนานราว 10 นาที ให้ชาละลายเพื่อคายความหอมและรสชาติออกมาให้เต็มที่ แล้วน้ำมากรองกากออก เทใส่กา เมื่อจะเสิร์ฟต้องยกกาให้สูงสุดแขนแล้วเทลงแก้ว ทำให้เกิดฟองนุ่มนวล อร่อยและน่ารับประทาน สำหรับความหวานนั้น เขาจะทำมารสชาติอ่อนๆ ต้องมาเติมน้ำตาลหรือนมข้นกันเองตามรสนิยมความชอบส่วนตัว

นอกจาก Masala Tea แล้ว ก็ยังมีชาดำสำหรับผู้รักสุขภาพ ที่ปฏิเสธนมและน้ำตาล "บันนี่" ถือว่าภารกิจแรกที่เพื่อนรักบอกมาก็ได้ทำสำเร็จลุล่วงไปแล้ว ส่วนข้อที่ 2 ที่ให้ซื้อไปฝาก ข้อนี้ยากกว่า เพราะต้องไปศึกษาว่าชาเนปาลมีกี่พันธุ์ พันธุ์ไหนรสชาติอย่างไร ง่ายที่สุดคือเข้าไปที่ร้านชาแล้วถามว่าอะไรดีที่สุด แล้ว "บันนี่" ก็เจอลูกอึ้ง เพราะมีจำนวนนับสิบ แต่ที่เลือกซื้อมาได้และมั่นใจที่สุดก็คือ Masala Tea นี่ละค่ะ เพราะชิมแล้วและก็ยังแถมชาดำพันธุ์ Ilam Tea มาอีกหนึ่งถุง เพราะเป็นชาดำที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของเนปาล เนื่องจากปลูกที่แคว้น Ilam ซึ่งเป็นแหล่งผลิตชาที่ใหญ่ที่สุดในเนปาลซึ่งเริ่มการเพาะปลูกกันมาตั้งแต่ ค.ศ.1863 โน่นแน่ะ!

เนปาลไม่ใช่มีเพียงธรรมชาติงดงามเท่านั้น แต่ยังมีของดีประจำชาติอีกมากมายปักษ์หน้า "บันนี่" จะพาไปตะลุยช็อปปิ้งต่อ โปรดติดตามนะคะ!