เมื่อชีวิตต้องเปลี่ยนไปเป็นครู ...ยุ้ย-ณพอาภา เทวกุล ณ อยุธยา

นัดพบ

เมื่อไม่นานมานี้เองเรายังได้เห็น สาวยุ้ย-ณพอาภา เทวกุล ณ อยุธยา ถือไมค์เป็นนักร้อง แต่เผลอประเดี๋ยวเดียว เธอได้กลายเป็นคุณครูคนใหม่ไปเสียแล้ว วิชาที่สอนนั้นก็หนีไม่พ้นเรื่องราวของดนตรีตามที่เธอถนัด ส่วนจะสอนที่ไหน มีวิธีการสอนอย่างไร และเป็นที่รักของลูกศิษย์ซึ่งมีอายุรุ่นราวกันมากน้อยแค่ไหน ติดตามอ่านได้อย่างละเอียดจากบทสัมภาษณ์ต่อไปนี้ค่ะ

ไม่ทราบว่าตอนนี้ยุ้ยยังทำงานเพลงอยู่หรือไม่คะ

สำหรับเรื่องงานเพลงตอนนี้ก็ยังทำอยู่ไม่ได้หายไปไหน เพราะตัวยุ้ยเองยังมีสัญญาอยู่กับบริษัทอาร์เอส จำกัด (มหาชน) อยู่อีก 1ปีนะคะ ที่ผ่านมาก็ยังมีการนำเสนอเพลง และยังมีการพูดคุยกันอยู่เรื่อยๆ ถ้าลงตัวเมื่อไหร่คงจะได้ฟังกันอย่างแน่นอนค่ะ

แฟนเพลงจะได้ฟังเสียงใสๆอีก แล้วจะออกมาในแนวไหน

ถ้าต้นสังกัดโอ.เค.เร็วๆ นี้ก็คงได้ฟังกัน ส่วนจะออกมาแนวไหนแล้ว ด้วยความที่เป็น ยุ้ย-ณพอาภา ก็คงหนีไม่พ้นเพลงที่ออกมาแนวสบายๆ ฟังง่ายๆ แนวอะคูสติค-ป๊อป ที่มีเสียงของกีตาร์โปร่งกับเสียงร้องใสๆตามที่ยุ้ยถนัด ฟังสบาย มองโลกในแง่ดีและมองรักในแง่บวก เนื้อหาของเพลงก็คงจะเป็นแนวแอบรักแอบชอบเหมือนเดิม ส่วนจะโตขึ้นอย่างไรคงต้องอุบไว้ก่อน ทั้งนี้เพื่อฝากให้ติดตามกัน

จะว่าไป ยุ้ยเองก็ทิ้งช่วงงานเพลงไปพอสมควรหากนับเนื่องจากซิงเกิ้ลที่แล้ว เป็นปีได้ละกระมัง จำได้ว่าเป็น เพลง "ล้างใจ" ที่ร้องกับคุณเป้ วงมายด์ ซึ่งเป็นการนำเพลงเก่าของ พี่เอ-อนันต์ บุนนาค มาร้องและเรียบเรียงใหม่ ซึ่งตอนนี้ก็ยังมีการพูดคุยกับทีมงานอยู่ว่าซิงเกิ้ลต่อไปนี้จะเป็นเพลงใหม่ หรือจะเป็นการนำเพลงเก่ามาเรียบเรียงใหม่เพื่อให้ดูทันสมัยขึ้นเหมือนซิงเกิ้ลนี้ ซึ่งก็ฝากให้ติดตามอีกเหมือนเดิมค่ะ

ที่ผ่านมายุ้ยได้มีโอกาสทำงานพิธีกรรายการด้วย

ต้องบอกก่อนเลยว่า ยุ้ยโชคดีที่มีโอกาสได้ทำงานมาหลายอย่าง ก็ต้องขอบคุณผู้ใหญ่ที่หยิบยื่นโอกาสดีๆมาให้ อย่างงานพิธีกรนี้ ก็มีโอกาสได้ทำมาหลากหลายรายการอยู่ ทั้งรายการสด รายการท่องเที่ยว หรือแม้กระทั่งพิธีกรงานอีเว้นท์ ฯลฯ สำหรับงานพิธีกรเหมือนว่าเป็นความโชคดี ที่พี่ๆ เค้าเห็นว่าเราเป็นคนคุยเก่ง เลยเรียกมาลองมาแคสติ้งดู ยุ้ยว่ามันท้าทายดีค่ะ ลองทำแล้ว โอ.เค.เลย สนุกดี ก็ทำมาเรื่อยๆ ค่ะ ยุ้ยมีโอกาสได้ทำรายการ "Earth Day Life" เป็นรายการสารคดีสดที่พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องราวรอบๆ ตัวเรา เพื่อต้องการให้ผู้ชมทราบว่าทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเราเป็นเรื่องจริงมีทั้งคุณและโทษ ชักชวนให้อย่ามองข้ามสิ่งรอบตัว เป็นรายการที่นำเสนอเรื่องราวรอบตัวที่ค่อนข้างหลากหลายมาก Everything around the world เลย ได้ประสบการณ์ใหม่จากรายการนี้เยอะเลย

ส่วนอีกรายการหนึ่งเป็นรายการท่องเที่ยว อันนี้ค่อนข้างจะตรงกับยุ้ยมากค่ะเพราะโดยส่วนตัวแล้วยุ้ยเองก็เป็นคนชอบเที่ยวอยู่แล้ว ว่างเมื่อไหร่เป็นต้องแพ็คกระเป๋าไปเที่ยวต่างจังหวัดตลอด ส่วนตัวแล้วเป็นคนไม่ชอบชีวิตวุ่นวายไม่ชอบแสงสีสักเท่าไหร่ ตอนทางรายการติดต่อมาว่ามีรายการแนวท่องเที่ยวให้ทำก็โอ.เค.ทันที สนุกมากเช่นกัน ก็มีโอกาสได้ทำอยู่พักใหญ่ๆ ตอนนั้นเป็นพิธีกรกับพี่แม็บ-วงศธร ในส่วนของพิธีกรรายการอีเว้นท์ ซึ่งมักจะเป็นงานแชริตี้ บางครั้งนอกจากไปร่วมงานแล้วก็มีโอกาสได้ขึ้นไปเป็นพิธีกรรับเชิญ งานพิธีกรเป็นงานที่ค่อนข้างหลากหลาย ได้พบปะคนมากหน้าหลายตา แถมยังต้องฝึกปฏิภาณไหวพริบเสมอ งานนี้เลยทำให้ยุ้ยจะต้องเตรียมตัวมากกว่างานอื่นๆค่ะ จะต้องมีการเตรียมตัวทำการบ้านอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการหาข้อมูลของแขกรับเชิญ การหาข้อมูลของสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดนั้นๆที่เราจะพาไป หรือแม้กระทั่งการซ้อมพูดบนเวที ยุ้ยได้อะไรเยอะมากจากงานพิธีกร รวมถึงการรู้จักแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ก็เรียกว่าเป็นงานที่สนุกและท้าทายอย่างมากสำหรับยุ้ย

นอกจากงานพิธีกรแล้วยังทราบว่าได้ไปเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้วย

ศิลปินกับอาจารย์ดูจะเป็นเรื่องที่ห่างไกลกันพอสมควร แต่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ยุ้ยรักและรู้สึกภูมิใจอย่างมาก มีความสุขทุกครั้งที่ได้ไปสอนเด็กๆ

จริงๆ แล้วของเท้าความสักนิดก่อนว่า ที่มีโอกาสได้ไปสอนอย่างหนึ่งคือ ช่วงที่จบปริญญาตรี ด้วยความที่จบเกียรตินิยมอันดับ 1 ทางคณะมนุษย์ฯก็เลยทาบทามว่าสนใจจะมาเป็นอาจารย์สอนที่นี่ด้วยกันมั้ย ณ ตอนนั้นก็ลังเลเพราะคิดว่าเพิ่งพ้นจากการเป็นนิสิตมาหมาดๆ จะให้ไปเป็นอาจารย์เลยจะเด็กไปมั้ย มีความรู้พอที่จะไปสอนหรือไม่ คงยังไม่เหมาะแน่ๆ คือตอนนั้นรู้สึกแบบนี้จริงๆ ก็เลยขออาจารย์ว่าเป็นอะไรที่น่าสนใจนะคะ แต่ว่ายุ้ยขอไปฝึกปรือวิทยายุทธ์ก่อน เพราะรู้สึกว่าตัวเองยังเด็กไป ถ้าพร้อมเมื่อไหร่กลับมาแน่นอนค่ะ

ตั้งแต่จบปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับ 1 จากภาควิชาดนตรี จากคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยลัยเกษตรศาสตร์ ยุ้ยก็ทำงานเป็นศิลปินออกอัลบั้มอยู่ 2 อัลบั้ม กับทางบริษัทอาร์เอส จำกัด (มหาชน) อยู่ประมาณ 2 ปี ก่อนจะลัดฟ้าไปศึกษาต่อปริญญาโท MA Designmanagement ที่ Winchester School of Art, University of Southampton ที่ประเทศอังกฤษ อยู่อีกปีครึ่ง เวลาก็ผ่านไปเกือบประมาณ 4 ปีค่ะ เรียนจบกลับมา อาจารย์ก็ถามเราอีกว่า เอาละจบโทแล้วพร้อมมาช่วยกันหรือยัง เพราะทางภาควิชามีการเปิดวิชาใหม่ คือวิชา Music Business (ธุรกิจดนตรี) อาจารย์บอกว่าวิชานี้ยุ้ยน่าจะสอนได้และน่าจะสอนนิสิตให้สนุกได้ ยุ้ยสนใจมั้ย

ประกอบกับช่วงที่ยุ้ยเรียนอยู่ที่อังกฤษ ยุ้ยรู้สึกได้ถึงความต่างว่าประเทศที่พัฒนาแล้วคนของเค้าจะมีวิธีคิดที่แตกต่างจากบ้านเราอย่างมาก ทำอย่างไรบ้านเราจะพัฒนาไปถึงขั้นนั้นได้ ยุ้ยก็เลยคิดว่าการศึกษานี่แหละสำคัญ ดังนั้น ถ้าเรามีโอกาส เราเป็นอาจารย์ดีมั้ย เป็นครูดีรึเปล่า เพื่อที่จะสอน เพื่อที่จะปลูกฝังสิ่งดีงาม กระบวนความคิดดีๆให้แก่เด็กๆ

ยุ้ยก็เลยตอบกลับไปว่าอาจารย์ขายุ้ยสนใจที่จะสอนหนังสือแล้วนะคะ แต่ยุ้ยยังกังวลอยู่ว่าจะเหมาะมั้ย เราจะยังเด็กไปหรือเปล่า เรามีความรู้มากพอหรือยังที่จะมาสอนเด็กมหาวิทยาลัย แต่สิ่งหนึ่งที่อาจารย์พูดมาแล้วทำให้ยุ้ยตัดสินใจสอนเลยคือ อาจารย์บอกว่า "ครูเชื่อว่ายุ้ยสอนได้นะ แล้วครูก็เชื่อว่า นอกจากความรู้ทางด้านดนตรีที่ยุ้ยจะให้กับเด็กๆแล้ว สิ่งหนึ่งที่ครูเชื่อว่าเด็กจะได้จากการเรียนวิชาของยุ้ยคือ มุมมองของการมองโลกในแง่ดีและการคิดบวกของยุ้ย ซึ่งครูว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดีเชียวละ ครูเชื่อว่าสิ่งนี้จะเป็นประโยชน์กับเด็ก เผลอๆ อาจจะมากกว่าเรื่องราวดนตรีที่ยุ้ยจะสอนเสียด้วยซ้ำ ครูเชื่อว่าเด็กๆจะได้กระบวนความคิดของการมองโลกในแง่บวกจากยุ้ยไป" ตรงนี้คือประเด็นสำคัญที่ทำยุ้ยโอ.เค.และคิดว่าลองดูกันซักตั้งก็แล้วกัน ซึ่งนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ค่ะ

นอกจากนี้อาจารย์ยังให้เหตุผลว่าที่ยุ้ยเหมาะที่จะสอนวิชานี้ก็เพราะว่า ยุ้ยจบปริญญาตรีทางด้านดนตรี ส่วนปริญญาโทยุ้ยไปเรียนทางด้าน Designmanagement ซึ่งจะออกไปในแนวเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าประเภทต่าง อย่างตัวยุ้ยเองตอนที่จบทำเรื่องอุตสาหกรรมดนตรี เพื่อการเพิ่มสินค้าให้อุตสาหกรรมนี้ เช่น ถ้าเราทำเพลงออกมาแล้วเราจะขายซีดีเพลงแบบไหน เราควรจะมองจุดขายของศิลปินให้ออก รวมกระทั่งแพ็คเกจของซีดีเพื่อทำให้คนอยากซื้อแล้วก็เก็บไว้ เพราะปัจจุบันเทรนด์ของผู้บริโภคเปลี่ยนไปคือ ซื้อซีดีเพื่อจะเก็บสะสมมากกว่าการฟังเพลงเพียงอย่างเดียว อาจารย์จึงมองว่ายุ้ยเหมาะที่จะสอนวิชานี้ได้ดี เพราะเรามีทั้งประสบการณ์จริง คือการเป็นนักร้องและร่ำเรียนมาทางนี้โดยตรงด้วย

ยุ้ยสอนหนังสืออยู่ที่คณะไหน สอนกี่วิชาคะ

สอนที่คณะมนุษยศาสตร์ ภาควิชาดนตรีค่ะ ซึ่งยุ้ยจบมาจากคณะและภาควิชานี้ คุ้นเคยกับที่นี่เป็นอย่างดีเพราะเราเคยเรียนที่นี่มา 4 ปี เพราะฉะนั้นเวลาที่เข้าไปสอนก็จะไม่รู้สึกเคอะเขินอะไร

ยุ้ยสอนอยู่ทั้งหมด 3 วิชา สอนทั้ง 2 เทอมเลย แต่ว่าตอนนี้ยุ้ยยังเป็นอาจารย์พิเศษอยู่ ไปสอนทุกวันพุธค่ะ เทอมแรกยุ้ยจะสอนวิชา Popular Music in Rock 'n Roll ส่วนเทอมปลายจะสอนวิชา Current Popular Music กับวิชา Music Business สอนมาได้ประมาณ 5 เทอม เกือบๆสองปีครึ่งแล้วค่ะ

มีนิสิตสนใจมากมั้ยคะ

เทอมแรกมีนิสิตลงทะเบียนเรียนน้อยมากค่ะ สอนมาตั้งแต่มีนิสิตลงทะเบียนเรียนอยู่แค่ 8 คน จนกระทั่งเมื่อเทอมที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นเป็น 60 คนแล้วค่ะ มากจนเทอมนี้ต้องไปปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษาเลยว่า 60 คนมากเกินไป ทุกครั้งที่สอนเสร็จ จะรู้สึกว่าเหมือนเราโดนดูดพลังไปหมดทุกครั้งเลย (หัวเราะ) ยิ่งเด็กมากเท่าไหร่เราก็ต้องใช้พลังมากเท่านั้น สอนจบเทอม ก็เลยขออาจารย์ไปตรงๆ ว่าขอรับแค่ไม่เกิน 30 คนได้มั้ยคะ เพราะยุ้ยสอนไม่ไหวแล้ว (หัวเราะ)

และด้วยความที่วิชาของยุ้ยเป็นวิชาที่ช่วยเด็ก เพราะสมัยเราเรียนเราเคยประสบปัญหาเรื่องเกรดมา ยกตัวอย่างเช่น ตอนเทอมสุดท้ายก่อนที่ยุ้ยจะจบ ยุ้ยเหลือวิชาบังคับอีกเพียงหนึ่งวิชา ถ้าจบแบบสบายๆ เกรดจะอยู่ที่ 3.47 ซึ่งขาดอีกเพียง 0.03 ยุ้ยก็จะได้เกียรตินิยมอันดับ 1 ยุ้ยก็ต้องวิ่งไปหาวิชาที่เข้าเรียนครบ ส่งงานครบก็มีสิทธิได้ A เพื่อดึงเกรดขึ้น และได้เกียรตินิยมอันดับ 1 แน่นอน ยุ้ยจึงรู้สึกว่าวิชาประมาณนี้ก็จำเป็นอยู่ วิชาที่ยุ้ยสอนเลยมาทางนี้ค่ะ คือเป็นวิชาที่ช่วยเหลือเด็กที่ตั้งใจเรียนและเข้าเรียนอย่างสม่ำเสมอ

แล้วก็อาจารย์ยุ้ยใจดีค่ะ มีการบอกกันก่อนและมีการทำข้อตกลงกันก่อนตั้งแต่ครั้งแรกเลยค่ะ ว่ามีวิชานี้มีจุดประสงค์ประมาณนี้นะ ประมาณว่าถ้านิสิตเข้าเรียนครบ คุณจะได้เกรดไม่ต่ำกว่า B แน่นอน จะ A ไม่ A อันนี้จะขึ้นอยู่กับการทำสอบของคุณหละ แล้วอีกอย่างคือ วิชาของยุ้ยจะ F น้อยมากเพราะอาจารย์ให้ไม่ลงค่ะ สมมติแบบ ถ้าเช็คชื่อแล้วเค้าขาดเรียนยุ้ยก็จะเรียกนิสิตมาคุยเสมอว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า คุยกันตรงๆได้ แบบอะไรที่พอจะช่วยกันได้ พอจะอะลุ้มอล่วยได้ก็ว่ากันไป

วิธีการสอนของอาจารย์ยุ้ยล่ะคะ

พยายามสอนด้วยความเป็นกันเอง เหมือนย้อนตัวเราไปเป็นนิสิตว่าต้องการให้อาจารย์สอนอย่างไร สมัยที่เราเป็นนิสิตเราอยากเรียนวิชาไหน เราจะชอบมากเลยในวิชาที่ 1. อาจารย์ไม่ดุ เป็นกันเอง 2. เรียนอย่างสบายใจ และสนุก ทำให้รู้สึกว่าเมื่อไหร่จะถึงวันที่จะได้เรียนวิชานี้เสียที นั่นคือวิธีการสอนของยุ้ยคือ ให้เด็กอยากเรียน และสนุกกับการสอนของเรา

แต่ที่สำคัญคือเด็กต้องได้ความรู้ที่เป็นประโยชน์กลับไปด้วย ยุ้ยจะรู้สึกดีใจมากเมื่อสอนเทอมที่ 2 มีเด็กเขียนในข้อสอบมาว่า "ขอบคุณพี่ยุ้ยมากๆ เลยนะครับ การเรียนวิชานี้ทำให้ผมความรู้ต่อยอดขึ้นอย่างมากมายจากที่ผมคิดว่าจบไปแล้ว ผมทำได้แค่ครูสอนดนตรีหรือแค่นักดนตรีกลางคืน แต่วิชานี้ทำให้ผมเปลี่ยนความคิดละ วิชานี้สอนให้ผมรู้ว่ายังมีอะไรอีกตั้งหลายอย่างที่ผมสามารถทำได้ สามารถนำเอาวิชาความรู้ที่ผมมีไปประกอบอาชีพอื่นๆเพื่อเลี้ยงครอบครัวได้อีก" พอได้อ่านตรงนี้ยุ้ยรู้สึกตื้นตันมาก

หรือเทอมที่ผ่านมามีเด็กคณะมนุษย์ฯ เอกภาษาอังกฤษมาลงเรียนกับยุ้ย เค้าส่งอี-เมลมาหายุ้ยตอนจบเทอมว่า "พี่ยุ้ยคะหนูอยากเรียนกับพี่ยุ้ยอีกในเทอมหน้า ทำไงดีเพราะลงเรียนเต็มแล้ว" ยุ้ยก็ตอบน้องไปว่า "ไม่เป็นไรเมื่อไหร่ที่มีแขกพิเศษมาจะแจ้งไปนะ ว่างเมื่อไหร่ก็มานั่งฟังได้" สิ่งเล็กๆเหล่านี้มันทำให้เรารู้สึกมีความสุข ใครจะว่าอย่างไรไม่รู้ แต่สำหรับยุ้ยในมุมเล็กๆของการเป็นอาจารย์ยุ้ยว่ายุ้ยประสบความสำเร็จนะคะ ยุ้ยกับลูกศิษย์จะมีรอยยิ้มและคำขอบคุณให้เสมอ "พี่ยุ้ยครับขอบคุณนะครับ ถ้าผมไม่ได้วิชาพี่ผมต้องแย่แน่ๆเลย" หรือ กับเด็กวิชาเอกดนตรียุ้ยจะบอกเค้าเลยตรงๆว่า "เอายังไงถ้าคุณไม่เรียนคุณก็ไปดร็อปได้ทุกเมื่อนะ บางคนเกเรหรือขาดเรียน พอเรียกมาคุย หลังจากนั้นเค้าก็จะพยายามมาเรียนทุกครั้ง ซึ่งสิ่งนี้ก็ทำให้เราเห็นพัฒนาการของเด็ก เห็นถึงความตั้งใจ ความพยายามนอกเหนือจากความตั้งใจในการส่งงานอย่างสม่ำเสมอ บางครั้งพอเรามาเป็นอาจารย์แล้ว มีปัจจัยอื่นอีกเยอะแยะมากมายในการให้คะแนนเด็ก นอกเหนือจากที่ว่าเด็กคนนั้นเป็นคนที่เรียนเก่ง บางทีการที่เราเห็นเด็กแสดงความพยายามให้เราเห็น แค่นั้นก็ทำให้เรารู้สึกดีและอยากให้คะแนนละ สำหรับยุ้ยแล้ว สรุปคือสนุกและมีความสุขที่ได้มอบความรู้ให้กับเด็กๆค่ะ

ก่อนหน้านี้มีแรงบันดาลใจอะไรเล็กๆบ้างมั้ยคะ

มีค่ะ ซึ่งเกือบลืมเล่าให้ฟังไป เพราะก่อนหน้านี้ยุ้ยมีโอกาสได้แสดงภาพยนตร์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชุด "เทิดเกล้า" ซึ่งบริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) จัดทำขึ้น แล้วตัวยุ้ยเองก็มีโอกาสได้ร่วมแสดงอยู่ด้วยในเรื่อง "เพลงของพ่อ" รับบทเป็นครูต่างจังหวัด ร่วมกับ ฟิลม์-รัฐภูมิ เบลล์-เกอรี่เบอร์รี่-พี่โก้-มิสเตอร์แซกแมน ภาพยนตร์เรื่องนี้บริษัทอาร์เอส มหาชน (จำกัด) ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ผลิต บทบาทที่ได้รับก็รู้สึกว่าห่างไกลกับตัวเองมาก แต่ทางบริษัทเห็นว่ายุ้ยเหมาะสมกับบทนี้ ยิ่งได้อ่านบทก็ยิ่งอินเข้าไปใหญ่ เพราครูคนนี้ได้มีโอกาสเข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ แล้วก็นำความรู้กลับไปพัฒนาบ้านของตัวเอง ซึ่งเป็นจุดหนึ่งของแรงบันดาลใจเล็กๆ ว่าครูนี่แหละไม่ว่าจะอยู่จุดไหนของประเทศก็สามารถสร้างคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้

อยากให้เล่าถึงความรู้สึกครั้งแรกของการต้องเข้าไปสอนหนังสือให้ฟังด้วยค่ะ

มีอาการเกร็ง เขิน ปกติไลฟ์สไตล์ของยุ้ยคือเป็นคนที่ชอบใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ตลอด ยกเว้นงานบางงานเท่านั้นที่เราต้องแต่งตัวให้ถูกกาลเทศะ นานๆ ครั้งจึงจะใส่กระโปรงด้วยความที่เป็นสาวที่ออกแนวทะมัดทะแมง แต่พอไปสอนหนังสือ เราจะต้องแต่งตัวเรียบร้อยมาก

นอกจากนั้นก็มีความรู้สึกลุ้นอยู่ตลอดเวลาว่า ลูกศิษย์ของเราจะเป็นอย่างไรนะเทอมนี้ จะเฮี้ยวกับเรามั้ย เราจะเอาClass อยู่รึเปล่า หรือสิ่งที่เราเตรียมตัวทำการบ้านมาล่ะ มันจะเพียงพอมั้ย ความรู้สึกเกิดขึ้นหลากหลายมากเลยสำหรับการสอนครั้งแรกของอาจารย์ยุ้ย (หัวเราะ) ซึ่งมาพร้อมกับความกังวลใจเล็กๆ ว่า วันนี้ต้อง 2 ชั่วโมงแน่ะ สิ่งที่เราเตรียมมาจะเพียงพอมั้ย เด็กจะแฮปปี้หรือเปล่า จะมีแบบแอบหลับในห้องมั้ย ความรู้สึกเกิดขึ้นเยอะมาก

ตื่นเต้นมั้ยคะ

ตื่นเต้นอยู่แล้วค่ะ เพราะยุ้ยกำลังทำหน้าที่ใหม่ในอีกหนึ่งบทบาท และเป็นบทบาทของการเป็นอาจารย์ ซึ่งสำหรับยุ้ยมันยิ่งใหญ่มาก มันพลิกมากนะจากการที่เราเป็นศิลปินไปยืนร้องเพลงบทเวทีให้คนฟัง มอบความสุขด้วยเสียงเพลง ไม่ต้องพูดเยอะมากถึงแม้จะเป็นคนพูดเก่งก็ตาม แต่ลึกๆแล้วเราก็ยังมีความเป็นคนขี้อายอยู่บ้าง

ส่วนงานพิธีกรเราก็มีแขกรับเชิญ มีพิธีกรคู่ เรียกว่าเรายังมีตัวช่วย มีสคริปท์ แต่...การสอนหนังสือมันไม่มีสคริปท์ แต่เป็นว่าวันนี้เราจะสอนอะไรเราต้องเตรียมตัวมาก่อนนะ และด้วยความที่วิชาแรกที่เริ่มสอนเป็นวิชาธุรกิจดนตรีหรือ Music Business ซึ่งต้องบอกก่อนว่าไม่มีตำราเป็นภาษาไทยเลย แล้วเท่าที่ทราบก็มีอยู่ที่มหิดลอีกหนึ่งแห่ง แล้วก็เป็นคอร์สที่อาจารย์เลกเชอร์ขึ้นมาเอง ดังนั้น ตัวยุ้ยเอง ก่อนที่จะกลับจากอังกฤษยุ้ยทราบมาก่อนแล้วว่าจะต้องกลับมาสอนวิชานี้แล้ว เพราะอาจารย์ทาบทามมาก่อนแล้ว เลยทำให้ยุ้ยหาซื้อหนังสือที่เกี่ยวกับวิชานี้ที่โน่นกลับมาเยอะมาก แล้วก่อนที่จะสอนก็ต้องหยุดกิจกรรมทุกอย่างเพื่ออ่านและทำความเข้าใจกับเนื้อหาของหนังสือทุกเล่ม ค่อยๆ แปลแล้วก็สรุปประเด็นทั้งหมดด้วยเพื่อนำไปสอนเด็ก

แต่มาถึงวันนี้สอนมาเป็นเทอมที่ 5 แล้ว ความตื่นเต้นก็เริ่มลดน้อยลงไป แต่มีอาการลุ้นมากกว่าว่าเทอมนี้เราจะเจอเด็กอย่างไรนะ ขอให้มีเด็กรุ่นเก่าที่เค้าเคยเรียนวิชาอื่นมากับเราบ้างเถอะ เพราะสี่ห้าครั้งแรกเค้าจะเกร็งกับยุ้ยมากในห้อง แต่พอผ่านไปสักพักนึงเค้าก็จะเรียกพี่ยุ้ยแทนอาจารย์ เริ่มคุยหลังจากที่นั่งเฉยใน 4-5 คาบแรก ส่วนนิสิตที่เคยเรียนด้วยกันมาก่อนเค้าก็จะเริ่มเป็นกันเอง สนุก

การสื่อสารกับลูกศิษย์ล่ะคะ

ยุ้ยจะพยายามนึกถึงตอนไปเรียนที่อังกฤษซึ่งเรายังเป็นนักเรียน เพราะฉะนั้นอะไรที่เราไม่ชอบในสิ่งที่อาจารย์สอนเราก็จะไม่ทำ เช่น เปิดหนังสือแล้วก็ก้มหน้าก้มตาอ่าน แล้วก็ให้เราไฮไลท์ตามซึ่งยุ้ยรู้สึกว่า ไม่ชอบเลย น่าเบื่อจัง ถ้าอาจารย์สอนแบบนี้เรานั่งอ่านเองก็ได้ เรากับชอบวิชาที่แม้จะมีเนื้อหาในหนังสือ แต่อาจารย์พยายามหยิบเอาความรู้รอบตัว หรือเรื่องราวของปัจจุบันขณะอันทันสมัยมาสอดแทรกลงไปในเนื้อหา หรือแม้กระทั่งความเป็นกันเองที่อาจารย์ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายเวลาสอน ยุ้ยก็จะจดจำสิ่งเหล่านั้นมาสื่อสารกับลูกศิษย์แล้วก็ค่อยๆ ปรับให้การเรียนการสอนในแต่ละครั้งที่ผ่านไปมีความเป็นกันเองมากยิ่งขึ้น โดยที่เด็กก็ยังมีความเกรงใจและเคารพเราอยู่ในฐานะลูกศิษย์กับอาจารย์ เพราะการให้ความเป็นกันเองมากจนเกินไปก็จะทำให้เค้าขาดความเกรงใจ และมองว่าเราเป็นเพื่อนเล่น ดังนั้น จึงต้องมีการวางตัวมากพอสมควร

แล้วอีกหนึ่งอย่างคือเราจะมีการคุยกับเด็กตลอดเวลา ถ้าวิชาไหนมีนักเรียนไม่มากยุ้ยก็จะไม่นั่งตรงโต๊ะประจำของอาจารย์ แต่จะใช้วิธีนั่งล้อมวงกับเด็กแล้วก็คุยกัน มีการแลกเปลี่ยนกัน มีการให้การบ้าน สมมุติวันนี้เราจะคุยกันเรื่องเพลงนะให้ไปเตรียมตัวค้นคว้ามา เหมือนเป็นการแชร์กันมากกว่าการป้อนข้อมูล

จะมีเด็กอยู่คนนึงที่ทำให้รู้สึกดีมากคือ น้องคนนี้เค้าเรียนปี 5 แล้วก็ยังไม่จบเสียที เพราะคณะของยุ้ยเรียน 4 ปีจบ เค้าจะเป็นเด็กที่ครูส่ายหัวพอยุ้ยเอ่ยถึงอาจารย์พากันอุทานว่าโอ้โห...เด็กคนนี้เข้าเรียนวิชาที่ยุ้ยสอนด้วยเหรอ ยุ้ยเชื่อมั้ยว่าเด็กคนนี้ไม่เคยเข้าเรียนวิชาอื่นเลย แต่วิชาของยุ้ยเด็กคนนี้เข้าทุกครั้ง แล้วเค้าก็เข้ามาบอกว่า พี่ยุ้ยครับผมอยากเรียนกับพี่อีก แต่ผมลงไม่ได้แล้วเพราะผมจบแล้ว มันเป็นความดีใจเล็กๆของเรานะคะ

ส่วนเรื่องการเตรียมเนื้อหาสำหรับการสอน ด้วยความที่เนื้อหาที่ใช้สอนต้องแปลมาจากภาษาอังกฤษ เลยต้องทำให้ต้องเตรียมตัวอย่างมาก อ่านมาก่อน แปลมาก่อน แล้วนำมาเล่าให้เด็กฟังอีกครั้งนึง หรือแม้กระทั่งการไปค้นหาจากอินเทอร์เน็ตเพื่ออัพเดทกว่าข้อมูลในหนังสือยุ้ยก็ต้องเตรียมตรงนี้ด้วย เสิร์ฟข้อมูลใหม่ๆ ให้กับเด็ก สอนแม้กระทั่งวิธีการฟังเพลง การสังเกต การแต่งเนื้อเพลง แชร์ประสบการณ์ทุกอย่างของเราทั้งหมดให้ เพราะเรามีประสบการณ์ตรงจากการเป็นศิลปิน คลุกคลีอยู่ในวงการเพลง วงการดนตรี เราก็นำสิ่งเหล่านี้แหละมาสอนเด็ก รวมทั้งมีการเชิญเพื่อนๆ ศิลปินมาล้อมวงศ์นั่งคุยกันด้วย เชิญโปรดิวเซอร์มาแชร์ความรู้ให้กับเด็ก เด็กเค้าก็จะตื่นเต้นพากันนั่งฟังอย่างสนใจ ก็เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่เรามอบสิ่งดีๆให้เค้า และได้รับการตอบรับที่ค่อนข้างดี

รู้สึกอย่างไรบ้างกับการเป็นอาจารย์ที่อายุไล่เลี่ยกับลูกศิษย์

ชอบนะคะ เพราะสมัยที่ยุ้ยเป็นเด็กๆ จะชอบเรียนวิชาที่อาจารย์อายุไม่ไกลจากเรามาก เหมือนเรียนกับพี่มีอะไรก็จะกล้าถาม ตัวเด็กเองเค้าก็จะรู้สึกผ่อนคลาย แต่อาจารย์ยุ้ยก็เรียนรหัส 46 นะคะ จบมาแล้วเกือบสิบปี ก็แก่แล้วค่ะ ไม่ค่อยซิ่งเท่าไหร่แล้วละ...(หัวเราะ)

เคยคิดมาก่อนมั้ยคะว่าจะต้องมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือ

จริงๆแล้วมันไม่ได้เป็นการคิดมาก่อนหรอกค่ะ แต่ยุ้ยรู้สึกว่า อาชีพครู เป็นอาชีพที่ยิ่งใหญ่ ครูคือผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้กับเรา เปรียบเสมือนพ่อแม่คนที่ 2 ของเรา แล้วตัวยุ้ยเองก็รู้สึกว่าการศึกษาเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ช่วยขับเคลื่อนประเทศของเรา ช่วยสร้างให้เด็กมีกระบวนทางความคิดที่ดี ถ้าเรายิ่งให้ความรู้ เด็กเค้าก็จะคิดเป็น รู้ผิดชอบชั่วดี เป็นอนาคตของชาติ อาชีพครูจึงเป็นอาชีพที่ยิ่งใหญ่ นอกจากได้บุญแล้ว ยุ้ยยังรู้สึกดีใจและอิ่มเอมใจที่ลูกศิษย์ประสบความสำเร็จ ต้องบอกว่าเหมือนเป็นสองมือเล็กๆ ที่สร้าง 5 เทอมที่ได้สอนจึงเป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับยุ้ยมาก เพราะเราได้มีการแชร์วิธีการมองโลกในแง่ดี และวิธีการคิดบวกให้กับเด็กกว่า 200 คนมาแล้ว ยุ้ยยังเชื่อว่า 200 คนเหล่านี้เค้าก็จะนำความคิดดีๆ ที่เราสอนไปเป็นกำลังใจดีๆ ในการมอบสิ่งดีๆ ให้กับสังคมมากยิ่งขึ้น ซึ่ง 200 คนนี้จะเพิ่มเป็น 400 คน และจะทวีคูณไปเรื่อยๆ การที่เค้าชอบแนวคิดของเรา และมีความตั้งใจที่จะเป็นคนดี สร้างคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติ ผ่านการบอกต่อเหล่านี้แหละคือสิ่งเล็กๆ จากสองมือเล็กๆ จากคนตัวเล็กๆ พึงปรารถนาที่สุดแล้วค่ะ แล้วมันคือความสำเร็จด้วย

ครู จึงเป็นกลไกสำคัญในการปลูกต้นกล้า และสร้างพลังที่ยิ่งใหญ่ในการขับเคลื่อนประเทศของเราต่อไปในอนาคต ครู จึงเป็นอาชีพที่ทรงพลัง ซึ่งยุ้ยภูมิใจมากที่ได้รับโอกาสจากคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ให้ยุ้ยมาเป็นอาจารย์พิเศษที่คณะ รวมทั้งได้รับการทาบทามให้เป็นอาจารย์ประจำด้วย แต่ตรงนั้นต้องขอก่อนเพราะยังมีอีกหลายบทบาทที่ยุ้ยยังชอบอยู่ แต่ไม่แน่วันหนึ่งข้างหน้ายุ้ยอาจจะวางไมค์มาเป็นอาจารย์เต็มตัวก็ได้ค่ะ

ครอบครัวว่าอย่างไรบ้างเมื่อทราบว่าลูกสาวจะไปเป็นอาจารย์

จริงๆ แล้ว คุณพ่อกับคุณแม่ (พลเอก หม่อมหลวงทศนวอมร - คุณรัตนาภา เทวกุล) เชียร์มาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว คุณแม่จะทราบก่อนใครเพราะยุ้ยเล่าให้ฟังตั้งแต่ตอนเรียนจบว่าอาจารย์ที่คณะทาบทามให้ไปเป็นอาจารย์ คุณแม่บอกว่าไปเลยๆ แต่ติดที่ยุ้ยเองซึ่งยังไม่พร้อม การที่เราจะไปมอบความรู้ให้กับใคร ยุ้ยเองต้องมีความรู้มากพอ เพื่อที่เด็กที่ยุ้ยสอนจะได้โตไปเป็นเด็กที่มีคุณภาพ จนกระทั่งจบปริญญาโทมา ยุ้ยก็บอกแม่ว่าจะไปเป็นอาจารย์แล้ว แต่ตอนนี้ยังขอไม่เป็นอาจารย์ประจำนะ ขอเริ่มต้นจากการเป็นอาจารย์พิเศษก่อนก็แล้วกัน ซึ่งท่านทั้งสองคนดีใจค่ะ เพราะเราก็จะมาเล่าให้ฟังตลอดทุกเรื่อง

แม้กระทั่งคุณตา คุณยายเอง (คุณแก้วขวัญ-ท่านผู้หญิงเพ็ญศรี วัชโรทัย) ก็อยากให้สอนหนังสือ เชียร์ให้เป็นอาจารย์ประจำด้วยจะได้รับราชการ เพราะว่าที่บ้านทุกคนรับราชการกันมาตลอด แต่ติดที่ตัวยุ้ยเองนี่แหละค่ะ ที่จะให้มานั่งโต๊ะเป็นอาจารย์ประจำเนี่ยก็ดูจะขัดกับบุคลิกไปสักหน่อย เพราะด้วยความที่เราจะเป็นคนที่อยู่นิ่งๆไม่ได้ เป็นคนที่ชอบทำโน่นทำนี่อยู่ตลอดเวลา เป็นคนที่มีกิจกรรมเยอะมาก ก็เลยว่าขอเป็นอาจารย์พิเศษก่อนแล้วกัน เพื่อที่ทุกคนจะได้แฮปปี้ด้วย

นอกจากนี้เงินที่ยุ้ยได้จากการสอนหนังสือ ยุ้ยตั้งใจไว้ว่าเมื่อเก็บสะสมได้มากพอ ยุ้ยมีความตั้งใจจะตั้งเป็นกองทุนให้กับเด็กๆ เรียนเอกดนตรีที่เค้ามีความตั้งใจเรียน แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ถ้ามีมากพอยุ้ยก็จะขอตั้งกองทุนค่ะ

เพราะสมัยที่ยุ้ยเรียนหนังสือยุ้ยเรียนเอกดนตรี มีเพื่อนๆ อยู่ประมาณทั้งหมด 20 คน แต่ตอนเช้าจะมีคนเข้าเรียนทั้งหมด 5-6 คน เพื่อนที่หายไปคือไปเล่นดนตรีตอนกลางคืน ไปทำงานเซเว่น ไปช่วยพ่อขายของ เพื่อส่งเสียตัวเองเรียน ทำให้มาเข้าเรียนตอนเช้าไม่ทัน

ด้วยความที่เรียนดนตรีจึงต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือ ใช้ห้องดนตรี ใช้ห้องซ้อม จึงมีค่ากิจกรรมที่แพงกว่าปกติ ยุ้ยเลยคิดว่าวันนึงที่พร้อมเราจึงอยากตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือเด็กที่มีความตั้งใจ และมีความกตัญญู อยากจะให้ทุนเค้าโดยไม่มีข้อผูกพัน แต่ต้องคุยกันว่าเราอยากให้คุณเป็นคนดีของสังคม การตั้งกองทุนจึงเป็นความตั้งใจหนึ่งอย่างของยุ้ยในการเข้ามาเป็นอาจารย์พิเศษ

มีมุมมองและความรู้สึกต่ออาชีพครูอย่างไรบ้าง เนื่องจากหญิงไทยเล่มนี้จะออกก่อนวันครู

ตั้งแต่เด็กจนโตยุ้ยรู้สึกว่า "ครูเป็นอาชีพที่ยิ่งใหญ่" เป็นแม่พิมพ์ของชาติ ครูเปรียบเสมือนพ่อแม่คนที่สองที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้กับเรา ครูมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างและหล่อหลอมพวกเราทุกคนให้เป็นคนดีมีคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ สร้างคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติต่อไป