สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า

150 ปี ศรีสวรินทิรา

"ดูใครๆก็ตายกันไปหมด ได้มีชีวิตยืนอยู่นี่ก็ไม่เห็นมีอะไรดี เปลี่ยนชื่อไป เปลี่ยนชื่อไป จนจะจำชื่อตัวเองไม่ได้"

พระราชปรารภข้างต้นนี้ สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี ได้รับสั่งหลังเปลี่ยนฐานะจากสมเด็จพระมาตุจฉาเจ้าในรัชกาลที่ 7 มาเป็นสมเด็จพระอัยยิกาเจ้าในรัชกาลที่ 8 เป็นต้นมา ซึ่งเรื่องพระนามาภิไธยนี้ สมเด็จฯเคยทรงปรารภด้วยความเศร้าสลดพระราชหฤทัยในทำนองว่า ต้องทรงผจญภัยกับเหตุการณ์ต่างๆอย่างไม่ทรงคาดคิดในบั้นปลายของพระชนมชีพ การเฉลิมพระนามาภิไธยตามฐานะในทางราชการเป็นหน้าที่ที่จะต้องทรงรับตามโบราณราชประเพณี โดยถ้าเรียงพระนามตั้งแต่แรกประสูติแล้ว จะพบว่าทรงเปลี่ยนพระนามมากจริงๆ

ในรัชกาลที่ 4 มีพระนามว่า พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าสว่างวัฒนา ครั้นถึงรัชกาลที่ 5 ที่พระนามโดยลำดับรวม 3 ครั้ง คือ พระเจ้าน้องนางเธอ พระองค์เจ้าสว่างวัฒนา สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระราชเทวี และสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี ในรัชกาลที่ 6 มีพระนามว่า สมเด็จพระมาตุจฉาเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี ในรัชกาลที่ 7 ได้รับพระนาม สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสามาตุจฉาเจ้า ในรัชกาลที่ 8 และรัชกาลปัจจุบัน ทรงได้รับการเฉลิมพระนามว่า สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า รวมแล้วถึง 7 พระนามที่เป็นทางราชการ และที่ไม่เป็นทางราชการยังมีอีก 4 พระนาม คือ พระองค์หญิงกลาง สมเด็จพระตำหนัก สมเด็จสวนหงส์ สมเด็จวังสระปทุม

เมื่อ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชสมบัติ ในพ.ศ.2477 รัฐบาลได้นำความขึ้นกราบบังคมทูล สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวีฯ ในฐานะสมเด็จพระอัยยิกาว่า จะเชิญเสด็จพระองค์เจ้าอานันทมหิดลขึ้นเสวยราชสมบัติ ได้ตรัสว่า พระองค์เองทรงพระชรา และได้ทรงมอบพระราชนัดดาให้สมเด็จพระบรมราชชนนีไปสิทธิ์ขาดแล้ว ให้ติดต่อกับสมเด็จพระบรมราชชนนีโดยตรง แม้กระนั้นก็หาได้ทรงนิ่งเฉย ทรงตรัสถามพระประยูรญาติพระบรมวงศานุวงศ์สำคัญหลายพระองค์ อาทิ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ กราบบังคมทูลว่า ทรงเห็นพระทัยสมเด็จฯทุกประการ แต่ไม่ต้องทรงพระวิตกมากเพราะพระองค์นันท์ยังทรงพระเยาว์อยู่มาก และเท่าที่สังเกตดูพระอัธยาศัยกับพระลักษณะแล้ว เห็นว่าจะเหมือนพระพุทธเจ้าหลวง ก็คงจะผ่านมรสุมไปได้ดี และเชื่อในหม่อมสังวาลย์ (สมเด็จพระบรมราชชนนีพระพันปีหลวง) ว่าเป็นคนฉลาด คงจะอบรมพระโอรสให้ดีได้ ถ้าไม่ทรงรับก็เห็นจะไม่มีพระราชวงศ์ต่อไปในเมืองไทย และทรงแนะถวายว่าให้พระองค์นันท์ฯประทับอยู่เมืองนอกเพื่อทรงศึกษาตลอดไป

ในที่สุดการก็เป็นที่ตกลงหลังจากผู้แทนรัฐบาลเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระบรมราชชนนีว่า พระองค์เจ้าอานันทมหิดลจะเป็นพระมหากษัตริย์ ลำดับที่ 8 ในพระราชวงศ์ โดยมี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา และ เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และในเวลาต่อมา สมเด็จพระบรมราชชนนีก็ได้อัญเชิญ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล สมเด็จพระภคินี และสมเด็จพระอนุชา เสด็จฯไปประทับที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อให้ทุกพระองค์ได้ศึกษาหาความรู้

ซึ่งระหว่างนั้น สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ได้ใช้เวลาเสด็จประพาสไปทรงเยี่ยมเยียนพระประยูรญาติที่ต้องเสด็จนิวัติต่างประเทศอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ซึ่งเป็นภารกิจที่สำคัญมากในการสร้างขวัญและกำลังใจมาสู่เจ้านายเชื้อพระวงศ์ แม้จะต้องเสด็จฯรอนแรมไปทางเรือและทรงพระประชวรจนเกือบจะถึงพระชนมชีพ

พ.ศ.2481 สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงปลื้มปีติยิ่งนักที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล จะเสด็จนิวัตพระนครเป็นการชั่วคราว ทรงตื่นเต้นมากเพราะไม่ได้ทอดพระเนตรมา 4 ปีแล้ว วันที่เสด็จพระราชดำเนินถึงนั้น เสด็จฯโดยเรือพระที่นั่งออกไปรับถึงปากน้ำ นาทีแรกที่ได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทรงพระเกษมสำราญเป็นอย่างยิ่ง ทรงจัดที่ประทับให้ทุกพระองค์อยู่รวมกันที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน อันเป็นพระตำหนักที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับในเขตพระราชวังดุสิต สมเด็จฯทรงเป็นพระธุระทุกอย่าง ได้ทรงจัดท้าวนางไปประจำตามโบราณราชประเพณี เพราะสมเด็จพระบรมราชชนนี และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ ทรงเป็นเจ้านายฝ่ายใน การเข้าเฝ้าแหนต้องมีท้าวนางกำกับ รับสั่งว่า

"ใครเขาว่าอย่างไรก็ช่าง ประเพณีอะไรเป็นของเรา เราต้องรักษาไว้"

เวลานั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล มีพระชนมพรรษา 13 ปี สมเด็จพระอนุชาเพิ่งจะ 11 ชันษา กำลังมีพระอนามัยดี ทรงแข็งแรงว่องไวทั้งสองพระองค์ ไม่โปรดในการประทับอยู่นิ่งนานๆ แต่เมื่อเวลาเสด็จฯออกรับข้าราชการ หรือในเวลาประทับงานต่างๆ ทรงสำรวมได้อย่างพอดี พอเหมาะ จนสมเด็จฯต้องออกพระโอษฐ์ชมสมเด็จพระบรมราชชนนีว่า

"ชนนี อบรมดี"

สมเด็จฯจะทรงออกพระนาม ชนนี อันหมายถึง สมเด็จพระบรมราชชนนี พันปีหลวง ในเวลาตรัสกับผู้อื่นทุกครั้ง แต่ในยามที่ตรัสด้วยโดยปกติ ทรงออกพระนามด้วยพระเมตตาอย่างที่เคยมาแต่แรก ช่วงเวลานั้นทรงมีความสุขในการที่จะจัดทุกสิ่งทุกอย่างถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล แม้แต่ละครลิงที่สมเด็จพระบรมราชชนนีโปรดฯให้จัดถวายสมเด็จพระอนุชาในวันพระราชสมภพที่พระตำหนักจิตรลดา สมเด็จฯ เสด็จฯไปทอดพระเนตร และทรงพระสรวลไปด้วยเมื่อทอดพระเนตรลิงแสดงอะไรขันๆ ซึ่งไม่ค่อยจะได้ทรงบ่อยนัก

สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าโปรดฯให้เจ๊กหาบตู้ขายของเข้าไปขายในวังสระปทุม โปรดที่จะทรงเลือกซื้อของถูกๆแปลกๆ เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และสมเด็จพระอนุชา เสด็จฯมา เจ๊กหาบของนำป๋องแป๋งแกว่งไปแกว่งมามาขาย ทรงถือโอกาสนี้สอนพระราชนัดดาให้รู้จักธนบัตรไทย รับสั่งว่า "นี่ใบละบาท ไม่เคยเห็นหรือ เอ้า เอาไป" หรือว่า "นี่ใบละ 5 บาท เอาไปซี"

พระราชนัดดาทั้งสองจึงทรงได้ธนบัตรจากสมเด็จพระอัยยิกาเจ้าอยู่เป็นนิจตั้งแต่ฉบับละ1 บาท 5 บาท 10 บาท 20 บาท คราวหนึ่งทอดพระเนตรเห็นธนบัตรราคาฉบับละ 100 บาท ก็ทูลถามอีก รับสั่งว่า

"นี่ใบละ 100 มากไป อย่าเอาเลย"

เวลานั้นมีการฝึกยุวชนทหารในโรงเรียนธรรมดา และยุวชนทหารในมหาวิทยาลัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และสมเด็จพระอนุชา ทั้งสองพระองค์ทรงเครื่องแบบยุวชนนายทหาร เสด็จฯออกงาน สมเด็จพระอัยยิกาเจ้าทอดพระเนตรเห็นก็โปรด มีรับสั่งว่า

"น่าเอ็นดู"

ตรัสสั่งให้โรงเรียนเพาะช่างนำพระบรมรูปรัชกาลที่ 8 ในเครื่องทรงยุวชนนายทหารขนาดเท่าพระองค์จริงปิดบนไม้ตัดแล้วเลื่อยตามพระบรมรูปมาประดิษฐานไว้ ณ พระตำหนัก

การเสด็จพระราชดำเนินนิวัติประเทศไทยของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนี สมเด็จพระอนุชา สมเด็จพระภคินีในครั้งนั้น เป็นผลให้คนไทยที่ต้องประสบความว้าเหว่มาเนิ่นนานได้แสดงถึงความจงรักภักดีต่อพระราชวงศ์อย่างไม่เสื่อมคลาย ถึงแม้อธิปไตยจะไม่เป็นของพระมหากษัตริย์ เสด็จพระราชดำเนินถึงไหนคนก็ถึงที่นั่น ต่างชื่นชมในพระบารมี และชื่นชมในความรักใคร่กลมเกลียวที่ต่างพระองค์ทรงมีต่อกัน

นับเป็นครั้งแรกที่พสกนิกรชาวไทยได้มีโอกาสรับทราบถึงพระปรีชาของ สมเด็จพระบรมราชชนนีพระพันปีหลวง ซึ่งทรงเก็บพระองค์ และโปรดทรงงานแม่บ้าน แต่ในคราวที่ต้องทรงดูแลพระมหากษัตริย์ที่ยังทรงพระเยาว์ ในช่วงเวลาอันเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของบ้านเมือง กลับทรงทำหน้าที่ได้อย่างวิเศษ

เหมือนที่สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงมีพระราชวินิจฉัยมาแต่ต้น