วรรณอนงค์ พิริยะปัญญาพร ของเล่นทำมือ สื่อแทนรักจากใจแม่

สุขที่ใจรัก
ช่างภาพ: 

หากตัดสินกันอย่างผิวเผิน ผู้หญิงคนนี้อาจดูเปรี้ยวและแรง แต่ในความเป็นจริงแล้ว เธอคือคุณแม่ผู้อ่อนโยนที่รักลูกสุดหัวใจ และพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้เจ้าตัวน้อยมีความสุขที่สุด

"หลายคนชอบพูดว่า ไม่มีเวลาทำของพวกนี้ให้ลูกหรอก เพราะว่ามีงานอื่นต้องทำเยอะแยะ แต่ดิฉันสามารถละทิ้งทุกอย่างได้ถ้าหากเราต้องทำอะไรให้ลูก เพราะลูกคือชีวิต ความจริงแล้วคุณจะทำหรือไม่ทำอยู่ที่ตัวคุณเองมากกว่า ไม่ใช่คำว่าไม่มีเวลา เพราะเวลาเป็นสิ่งที่สามารถบริหารจัดการได้"

คุณรินดา-วรรณอนงค์ พิริยะปัญญาพร เป็นช่างทำผมมือรางวัลระดับโลก เจ้าของร้าน Splendid by Linda และยังเป็นคุณแม่ของ น้องณโม-เด็กหญิงศรสวรรค์ พิริยะปัญญาพร วัย ๑๐ เดือน นับตั้งแต่รู้ตัวว่าตั้งท้อง คุณรินดาได้เริ่มทำของใช้และของเล่นให้ลูกด้วยมือตัวเองทุกชิ้นเรื่อยมาไม่เคยหยุด แม้ว่าชีวิตส่วนตัวอีกด้านจะมีปัญหาสุขภาพรุมเร้ามาตลอดอยู่ด้วยก็ตาม แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิต และการกระทำเพื่อแสดงออกถึงความรักที่เธอมีต่อลูกเลยแม้แต่น้อย

"ต้องเล่าย้อนว่าตัวเองเกิดมาเป็นเด็กผิดปกติ ไม่มีกล้ามเนื้อหน้าท้องทำให้อวัยวะภายในไหลออกมาอยู่ข้างนอก หมอต้องผ่าตัดแก้ไขด้วยการเอาเนื้อจากก้นมาปิดไว้ เพราะเป็นอย่างนี้เลยถูกแม่เลี้ยงมาแบบลูกอยากทำอะไรให้ทำหมด ยังไงก็ได้ ขอให้ลูกมีความสุข จำได้ว่าตอนอายุ ๓ ขวบ เดินไปบอกแม่แล้วว่า อยากเป็นช่างทำผม พออายุ ๑๕ เริ่มไปเรียนทำผม ซึ่งพ่อไม่ชอบเลย แต่ตัวเองดื้อที่จะเป็น โดยมีแม่เป็นคนผลักดัน คอยพาไปแข่ง แอบบินไปต่างประเทศกันสองคนโดยไม่บอกพ่อ แข่งมาตลอดทั้งชีวิต ได้รางวัลยังดีไซเนอร์ ทั้งของเยอรมนี อิตาลี อเมริกา ไม่เคยแพ้ใครเลย แต่ว่าในขณะเดียวกัน เราก็ยังทำตามที่พ่อแม่ต้องการด้วยคือ การเรียนให้จบปริญญา ดิฉันเรียนจบปริญญาตรีสาขาออกแบบภายใน จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และปริญญาโทด้านการออกแบบที่ UCLA สหรัฐอเมริกา พอเรียนจบมาทำงานเป็นช่างทำผม แต่ที่จริงทำมาก่อนหน้านานแล้ว จนเมื่อ ๘ ปีที่แล้วถึงได้เปิดร้านเป็นของตัวเอง

การใช้ชีวิตช่วงก่อนจะมีลูก เห็นอย่างนี้ แต่ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่นะคะ จะชอบอยู่กับพ่อแม่และคุณยายตลอดเวลา เป็นคนธรรมะธัมโม และชอบทำบุญมาก แต่อย่างที่บอกว่าเกิดมาผิดปกติ ก่อนหน้านี้เคยผ่าตัดขึงผนังเทียมมาแล้วรอบหนึ่ง แต่หมอทำได้แค่เลาะลำไส้ ขึงผนังไม่ทัน เพราะสามารถเปิดหน้าท้องได้แค่ ๙ ชั่วโมง หมอเลยบอกว่า ถ้าผ่าอีกรอบต้องเสียเวลามานั่งเลาะลำไส้อีก ถ้าอย่างนั้นมีลูกก็แล้วกัน เพราะถ้าผ่าตัดทำผนังเทียมแล้ว เราจะไม่มีสิทธิมีลูกเลยตลอดชีวิต อีกอย่างการมีลูก ตัวเด็กจะช่วยดันลำไส้เราขึ้นมาให้หมอช่วยย่นระยะเวลาในการผ่าตัดขึงผนังเทียมได้ด้วย ดิฉันจึงพยายามมีลูกด้วยวิธีทำกิฟท์มาหลายปี แต่ไม่สำเร็จ เพราะพออายุ ๓๑ ปี เกิดเป็นมะเร็งที่ต่อมไร้ท่อขึ้นมาอีก ช่วงอายุ ๓๑-๓๔ ปีต้องให้คีโม ต้องผ่าตัดโน่นนี่มาตลอด จนหมอบอกว่าจะทำให้ครั้งสุดท้าย ถ้าไม่ได้จะผ่าตัดปิดผนังหน้าท้องแล้ว

ปรากฏว่าตอนนั้นยังเป็นมะเร็งอยู่ แต่มีวันหนึ่งรู้สึกเหนื่อยมากเลยไปตรวจเลือดพบว่าฮอร์โมนผิดปกติ พอตรวจอย่างละเอียดถึงรู้ว่าท้อง ตั้งแต่นั้นมาเปลี่ยนการใช้ชีวิตทุกอย่าง อะไรที่ทำแล้วจะทำให้ลูกได้รับในสิ่งที่ไม่ดี ไม่ทำเลย เช่น โลชั่น สบู่ เลิกใช้ หันมาใช้ใยมะขามเวลาอาบน้ำจนถึงเดี๋ยวนี้ แปรงฟันก็ใช้ขี้เถ้าผสมการบูรและเกลือแทนยาสีฟัน หน้าไม่แต่งเลยถ้าไม่จำเป็น ผมปล่อยยาว ไม่ทำสี ไม่ดัด เพราะเรียนเรื่องเกี่ยวกับเคมีและการทำสีผมมารู้ว่าสารแต่ละตัวเป็นอย่างไร ร่างกายจะดูดซึมสารพิษได้แค่ไหน คือถ้าเป็นที่ร้านจะมีการป้องกันให้กับทั้งลูกค้าและตัวเราเองก่อนแล้ว แต่ที่จะได้รับโดยตรงก็คือการใช้แล้วซึมเข้าไปในตัวเราเองมากกว่า แต่ถึงจะดูแลตัวเองอย่างดีแล้วก็ยังมีปัญหาอื่นตามมา เนื่องจากบริเวณท้องไม่มีกล้ามเนื้อทำให้พอท้องเริ่มโต เนื้อจึงเริ่มฉีกออก ยืนตัดผมไปเลือดไหลเป็นทาง ต้องไปให้หมอเย็บท้องให้ทุกเย็นจนเป็นรอยเต็มไปหมด นอนก็ไม่ได้ต้องใช้วิธีนั่งตั้งแต่ท้องได้ ๔ เดือน เวลาอาบน้ำต้องรีบอาบแล้วกลับไปใส่ตัวพยุง เพราะไม่อย่างนั้นท้องจะฉีก ดังนั้น ณโมจึงเป็นเด็กที่ต้องคลอดก่อนกำหนด

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่รู้ว่าจะมีลูก ดิฉันมีความสุขมาก และเริ่มคิดว่าเราอยากได้ลูกแบบไหน นั่นก็คืออยากให้ลูกเป็นคนธรรมะธัมโม รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์เหมือนกับเรา เขาต้องไม่ใช่เด็กที่มีแต่ไอ.คิว. แต่ต้องมีอี.คิว.สูงด้วยจึงศึกษาหาทฤษฎีการเลี้ยงลูกซึ่งมีอยู่หลายคน เช่น อิริคสัน (Erikson) ที่บอกไว้ว่าขั้นตอนความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ เด็กจะต้องผ่านอะไรในช่วงชีวิตไหนบ้าง เลยได้คิดทำของเล่นขึ้นมาเพื่อให้รับกับช่วงชีวิตนั้นๆ ของลูก โดยจดไว้เป็นตารางเลยว่าต้องทำอะไรบ้าง เช่น ทำตัวเขย่าสำหรับเรียนเรื่องการมองเห็นและการได้ยินเสียง แต่จะให้ทำแบบธรรมดาก็ไม่ใช่เราสิ เรียนจบออกแบบมาทั้งทีเลยทำเป็นตุ๊กตาเสียงสัตว์ ๑๐ กว่าชนิด และใส่รายละเอียด เช่น จมูก หู หาง เพื่อให้เกิดผิวสัมผัส มีปลาแม่เหล็กเพื่อสอนเรื่องสี การนับเลข และเล่นเป็นเกมตกปลาได้ด้วย

ตอนนี้กำลังสั่งตัดแผ่นเหล็กเพื่อทำเป็นบอร์ด คิดไว้ว่าจะทำเป็นเพลย์แมทที่ของเล่นทุกชิ้นสามารถเคลื่อนย้าย จะเอาวางไว้กับพื้น หรือติดบนบอร์ดแม่เหล็กก็ได้ หรืออย่าง ตุ๊กตา 'น้ำมนต์' ก็มาจากตามทฤษฎีของอิริคสันบอกไว้ว่าช่วงอายุ ๑-๒ ขวบ เด็กจะเริ่มไม่อยากใส่เสื้อผ้า แต่ณโมอายุยังไม่ทันถึงก็ไม่ชอบใส่เสื้อผ้าแล้วจึงได้เย็บตุ๊กตาที่มีหน้าตาคล้ายเขาขึ้นมาเพื่อเป็นตัวอย่างให้ลูกเห็นว่า ขนาดน้ำนมต์ยังใส่เสื้อผ้า ใส่หมวก ถุงเท้า รองเท้า เลย นอกจากนี้ยังจะได้เรียนรู้นิสัยใจคอเขาด้วยว่าเป็นคนยังไงเวลาที่เล่นกับตุ๊กตาที่มีขนาดใกล้เคียงกับตัวเอง

ของที่ทำให้ลูกจะมีทั้งที่เป็นไปตามพัฒนาการของเขา กับของที่เราอยากทำให้ ชิ้นแรกที่ทำเป็นรองเท้า เพราะเป็นคนชอบรองเท้า ทุกชิ้นที่เห็นเย็บมือหมดนะคะ เพราะเย็บจักรไม่เป็น ที่ไม่เป็นเพราะสมัยเรียนคอนเวนต์ มีเพื่อนเย็บจักรพลาดไปโดนมือตัวเอง พอเห็นอย่างนั้นกลับไปบอกแม่เลยว่าจะไม่เย็บจักรเด็ดขาด เพราะถ้าโดนมือจะเป็นช่างทำผมไม่ได้ (หัวเราะ) มีที่ติดผมดอกไม้ ซึ่งคนอื่นมักคิดว่าแค่ซื้อมาแล้วยิงปืนกาวติดเข้าไป แต่จริงๆ ไม่ใช่ ดอกไม้จะต้องลอกเอาไปซักก่อนแล้วถึงค่อยเย็บมือประกอบกลับเข้าไปใหม่ หรือ ตุ๊กตามินิมี ที่มีต้นแบบมาจากตัวดิฉันเองก็ทำขึ้นมาแบบว่าเก็บรายละเอียดให้เหมือนตัวจริงที่สุด เช่น เราเป็นคนอ้วนที่ขามีเซลลูไลท์จะทำยังไงให้เหมือน ก็คือเวลายัดใยต้องใช้ตะเกียบช่วย แม้กระทั่งรอยสักในตุ๊กตาก็มีเหมือนกัน ที่สำคัญในของเล่นทุกชิ้นจะแอบมีหัวใจเล็กๆ ติดไว้ ถ้าลูกถามก็จะบอกเขาว่า เพราะแม่รักหนูมาก แม่ทำทุกอย่างด้วยความรัก อีกเหตุผลมาจากตอนเล็กๆ ยายดิฉันเคยเย็บหมอน เย็บผ้าห่มให้ ซึ่งต่อมากลายเป็นของที่เรารักมาก รู้สึกว่าที่เขาทำให้เพราะเขารักเรา ดังนั้น จึงอยากให้ลูกโตมาเป็นคนมีจิตใจอ่อนโยน รักผู้ใหญ่ รักทุกคนในบ้านเหมือนกัน

ณโมจะชอบของเล่นที่แม่ทำให้มาก ตัวแม่เองก็ประทับใจทุกชิ้น เพราะเป็นคนทำขึ้นมาเอง แต่คนอื่นเวลาเห็นจะตกใจว่าทำได้ยังไง ใส่รายละเอียดเยอะมาก แต่โชคดีว่าเรียนออกแบบมา เลยไม่ใช่เรื่องยาก แล้วเป็นคนชอบประดิดประดอยด้วย สมัยก่อนรายการบ้านเลขที่ ๕ มีเปิดสอนคอร์สงานฝีมือต่างๆ ดิฉันสมัครเรียนทุกคอร์สเลย เรียนเพื่ออะไรไม่รู้ รู้แต่ว่าชอบ พอทำเป็นแล้ว เมื่อมีลูก ปรากฏว่าทุกอย่างที่เคยเรียนตอนนั้นเอามาทำของเล่นให้ลูกได้หมดเลย อย่างชอบงานเดคูพาจมาก คนอื่นอาจจะทำกระเป๋า แต่เราทำรองเท้าให้ลูก ยังมีเพลย์แมทอีกอันที่คิดจะทำ แต่ไม่รู้ ๗ ปี จะเสร็จหรือเปล่า (หัวเราะ) เพราะตั้งใจทำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ต้นข้าวนี่ต้นเล็กๆ ก็จริง แต่มีรวงข้าวด้วย ทำให้เหมือนของจริงทุกอย่าง ใครเห็นก็ตกใจ แต่เราเป็นคนใส่ใจรายละเอียด ถ้าทำแล้วไม่สวย จะทำทำไม ตอนนี้ก็ทำไปเรื่อยๆค่ะ พอคิดอะไรไม่ออกก็ไปนั่งเย็บผ้า บางทีก็ทำช่วงรอลูกค้าทำสีผม คือจะทำเฉพาะช่วงที่อยู่ร้านเท่านั้น ถ้าอยู่บ้านจะให้เวลากับลูกทั้งหมด

ถามถึงความรักที่มีต่อลูก...คงต้องเริ่มที่คำถามว่า ดิฉันรักแม่ตัวเองมากแค่ไหน ถามทุกคนที่รู้จักจะรู้ว่าดิฉันเป็นคนรักแม่มาก ทุกวันนี้ยังเดินจูงมือ กอด หอม เล่นกับแม่ตลอด พอมีลูกยิ่งรู้เลยว่าแม่เรารักเรามากแค่ไหน และก็รู้ว่าเรารักลูกเรามากแค่ไหนด้วย มันเป็นเหมือนกับโซ่ที่เกี่ยวกันไว้ แม้ว่าที่ผ่านมาจะเจ็บป่วย แต่ดิฉันใช้หลักธรรมะ ยึดถือศีล ๕ และเป็นคนมองโลกในแง่ดี จะคิดอยู่เสมอว่า ไม่มีอะไรที่มนุษย์ทำไม่ได้ พระพุทธเจ้าทรงบอกว่าทุกอย่างผ่านไปได้อยู่ที่ตัวเรา ใจเรา เวลาไม่สบายเช่นเป็นมะเร็งมักจะเปรียบเทียบเหมือนกับการขึ้นสังเวียนมวย อีกฝ่ายเป็นนักชกฝั่งตรงข้าม ถ้าเราบอกว่ามันเก่งมาก เราจะแพ้ตั้งแต่ยังไม่ทันสู้ ดิฉันจะมองว่ามะเร็งก็แค่มะเร็ง เราเลือกเทรนเนอร์คือหมอรักษาที่เก่งที่สุด เรารอดแน่

ดิฉันเชื่อมั่นในจิตใจว่าถ้าตั้งใจ เราทำได้แน่ ยิ่งมีลูกแล้วยิ่งช่วยได้มาก ไม่กล้าตายเลย ตอนนี้ทำอะไรต้องระวังตัวเอง คิดมากขึ้น แต่เวลานั่งทำของให้ลูกจะเป็นช่วงมีความสุขมาก นั่งทำไปโดนเข็มทิ่มก็ยังมีความสุข ไม่เคยท้อ ใครบอกว่ายาก เราว่าไม่ ลูกค้ายกนิ้วให้ทุกคน เพื่อนเคยถามว่า มานั่งทำทำไม มีเงิน ซื้อเอาสิ แต่เรามีความรู้สึกว่า ของที่ซื้อไม่ได้มาจากใจ ลูกดิฉันไปเล่นที่ไหนจะไม่เคยอยากได้ของเล่นของใคร อยากจะเล่นแต่ของเล่นที่แม่ทำให้เท่านั้น"