ขยับปีกผีเสื้อ อุรุดา โควินท์

สัมภาษณ์พิเศษ
ช่างภาพ: 

ในบรรยากาศที่เปิดและหัวใจที่เปิด บทสนทนาพูดคุยจึงไหลลื่นไปจนเวลาที่ยาวกลับกลายเป็นสั้น และหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าก็ไม่ใช่ใครอื่น เธอคือ "นักเขียน" ที่เราสัมผัสเธอได้จริงๆจากคำพูดที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับตัวหนังสือของเธอ

พบ อุรุดา โควินท์ ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติเมื่อปีก่อนหลังจากติดตามตัวหนังสือของเธอและเรื่องราวของ "พะแพง" ในนวนิยาย "ผีเสื้อที่บินข้ามบึง" และ "ขอบของแสง...ปีกแห่งเงา" แอบมองลาดไหล่ที่ตั้งตรง รูปร่างเพรียวบอบบางอย่างคนที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในชุดแสคยาวกรอมเท้า ที่ปลายตากรีดอายไลเนอร์ไว้พองาม มีลิปสติกสีนู้ดบนริมฝีปากที่บ่งบอกถึงความเป็นผู้หญิงทันสมัยที่ใส่ใจตัวเอง

หรือเธอคือพะแพง? หญิงสาวช่างแต่งเนื้อแต่งตัวที่เธอนำพามาให้ผู้อ่านได้รู้จักใน "ผีเสื้อที่บินข้ามบึง" และ "ขอบของแสง...ปีกแห่งเงา" จนเรื่องราวเดินมาถึงตอนสุดท้ายในฉบับนี้ เป็นคำถามที่เธอต้องได้ตอบแน่ แต่ต้องหลังจากที่เราได้ทำความรู้จักกันผ่านสายตาและหัวใจที่เปิดเผย กับหลายเรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิตที่หล่อหลอมให้เธอเป็น "นักเขียน" และหญิงสาวที่เปี่ยมเสน่ห์คนหนึ่งในวันนี้

อุรุดาเล่าถึงบรรยากาศในวัยเด็กอย่างเพลิดเพลินโดยเฉพาะเรื่องแม่และน้อง เรื่องราวต่างๆในบ้านที่เธอเกิดและเติบโตที่จังหวัดเชียงราย แม้ปู่ย่า ตายาย จะไม่ใช่ชาวเหนือโดยกำเนิดแต่เธอรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนเหนือ และพูดภาษาเหนือได้ชัดเจนเหมือนคนท้องถิ่น

บรรยากาศที่เติบโตมาในครอบครัวที่แม่เป็นครูและชอบอ่านหนังสือ ทำให้ที่บ้านมีหนังสือให้อ่านมากมายโดยเฉพาะนวนิยาย อีกทั้งหน้าบ้านยังเป็นร้านเช่าหนังสือ ทำให้วัยเด็กของเธอมีหนังสือเป็นเพื่อน และชอบเขียนบันทึกมาตั้งแต่เด็กๆ

เด็กช่างคิดช่างเขียนมีความฝันอยากเป็นมัณฑนากร หรือไม่ก็อยากเรียนรามฯ แต่สุดท้ายก็กลับไปเรียนบัญชีที่มหาวิทยาลัยพายัพตามความต้องการของแม่ เมื่อเรียนจบก็ใช้ชีวิตอยู่ในภาคเหนือจนอายุใกล้ ๓๐ สายลมของโชคชะตาก็พัดพาไปไกลบ้าน...

บทสนทนาต่อจากนี้คงต้องปล่อยให้ตัวหนังสือของเธอพาเราไป

และ "ชีวิต" ของเธอพาเราไป...

"...เป็นคนชอบเขียนบันทึก เขียนจดหมาย เป็นเด็กหมกตัว จริงจัง มีเพื่อนผู้ชายมากกว่าเพื่อนผู้หญิง พอกลับบ้านก็จะเก็บตัวอยู่ในห้องของตัวเองแล้วก็อ่านหนังสือ เขียนบันทึก ฟังเพลง

ที่มาอ่านหนังสือจริงจังตอนที่เรียนพายัพ เพราะห้องสมุดพายัพก็ใหญ่ แล้วเราก็ไปอยู่ในชมรมอีสาน เพราะหน้าเหมือน (หัวเราะ) พี่เขาบอกให้เซ็นก็เซ็น เขาบอกว่าเหมือน สุนารี ราชสีมา จริงๆเด็กพายัพส่วนใหญ่เป็นเด็กรวยนะคะ แต่เด็กชมรมนี้เป็นเด็กจน ปิดเทอมกลับมาจะเห็นเขาหอบข้าวสารมาด้วย พี่ๆพวกนี้เขาอ่านหนังสือเยอะ เราก็เลยหยิบของเขามาอ่าน แล้วก็ทำให้เริ่มอ่านหนังสือปรัชญา กฤษณมูรติ คาลิล ยิบราน วรรณกรรมเดือนตุลา

จากที่อยากเป็นมัณฑนากรแต่สุดท้ายก็ไปเรียนบัญชีที่พายัพ เพราะแม่บอกว่าถ้าจะเรียนสาขาอื่นก็หาเงินเรียนเองเพราะว่าบัญชีนั้นต้องได้งานทำแน่ๆ และบัญชีพายัพเป็นสาขาที่ดังที่สุด แต่ถ้าถามตัวเอง อยากเรียนประวัติศาสตร์มากเพราะรู้สึกว่าได้ฟังเรื่องสนุกๆ แม่ก็บอกว่าแล้วแกจะไปทำอะไรกิน แล้วก็อยากเรียนราม แม่ก็บอกว่าถ้าอยากก็หาเงินเรียนเอง ก็เลยต้องเรียนบัญชี แต่พอเรียนจบมาแล้วก็พบว่ามันสอนวิธีคิดให้เรานะ ถ้าไม่เรียนบัญชีมา ก็จะทำให้เราไม่คิดเหมือนที่คิดอยู่ทุกวันนี้ ก็ดีใจที่ตัวเองเป็นนักเขียนที่เรียนบัญชีมา คนเรียนบัญชีจะไม่เพ้อเจ้อ ตัวเลขทุกตัวจะมีที่มา มีหลักฐาน ตัวเลขทุกตัวต้องถูกต้อง อยู่ในงบอย่างมีความหมายและสามารถอธิบายสิ่งแวดล้อมของมันได้ สำหรับนักบัญชีตัวเลขจะมีเรื่องราวเพื่อวิเคราะห์สิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวมัน และตัวเลขจะน่าเชื่อถือกว่าคน นักบัญชีจะเชื่อตัวเลข ไม่เชื่อคำพูด มันสอนให้เรารู้จักประเมินตัวเองอย่างยุติธรรมว่าเราทำได้ไหม แค่ไหน แล้วก็จะไม่ค่อยเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น คือวิธีคิดของนักบัญชีจะไม่มีความรู้สึกของอัตตา มันจะมุ่งไปสู่ผลสำเร็จของงาน เราจะไม่วนเวียนอยู่กับตัวเราของเรา ซึ่งคิดว่ามันช่วยได้เยอะ แล้วตัวเองไม่คิดว่างานเขียนเป็นศิลปะชั้นเลิศ เรามองว่าที่สุดแล้วทุกอย่างในโลกมีไว้เพื่อจำหน่าย ขาย เพราะฉะนั้นเราจะเอาแต่ตัวเราเป็นที่ตั้งไม่ได้ เราต้องแชร์ความพอใจของเรากับคนหลายๆคน คนที่ทำงานกับเรา สำนักพิมพ์ หนังสือ ส่วนตัวแล้วคิดว่านักเขียนไม่ใช่ศิลปิน มันเป็นอาชีพหนึ่งซึ่งอาจจะต่างจากนักบัญชีแต่คุณค่าความหมายของมันก็ไม่ได้น้อยไปกว่ากัน ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นศิลปิน งานเขียนเป็นงานศิลปะก็จริงแต่สุดท้ายต้นฉบับก็ต้องขาย ถ้าอยากมีเรื่องลงในสกุลไทยเราก็ต้องคิดว่าเรื่องแบบไหนที่สกุลไทยรับได้ และเป็นเรื่องที่เราอยากเขียน เราต้องเอาสองอย่างนี้มาแชร์กัน ไม่ใช่คิดว่าฉันอยากเขียนแบบนี้แล้วก็ส่งไป มันอาจจะดีแต่ไม่เหมาะกับที่นี่ก็ได้

ชีวิตการทำงานหลังจากเรียนจบเป็นอย่างไรคะ

ทำงานธนาคารอยู่ ๖-๗ ปี จริงๆแล้วตอนใกล้เรียนจบเราก็ฝันถึงการทำงานออฟฟิศมาตลอด เพราะเราถูกหล่อหลอมมาแล้วว่าจะเป็นนักธุรกิจ ฝันว่าฉันจะใส่รองเท้าส้นสูง แต่งตัวสวยๆ เป็นนักธุรกิจ ตอนแรกเริ่มจากเป็นนักบัญชีของบริษัทในเครือ ICC เพื่อรองานธนาคาร เสร็จแล้วก็ไปขายคอนโดฯ จากนั้นก็มาได้งานธนาคาร ช่วงแรกทำงานสนุกมาก มันมีอะไรให้เราเรียนรู้ เราต้องนับเงินให้ได้ภายในกี่วินาที มันก็สนุกกับการได้เรียนรู้ เจอเพื่อนรุ่นเดียวกัน แต่พอเราทำงานได้สักพักหนึ่งเราก็รู้ว่าขอบเขตของงานก็มีเท่านี้ ไม่มีอะไรให้เราเรียนรู้แล้ว สาเหตุที่ทำให้อยู่ไม่ได้เพราะเราต้องขายมากขึ้นๆ การหาเงินฝากก็คือการขายอย่างหนึ่งและเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด และเราก็ไม่ใช่นักขาย...คืออาจจะเพราะเราไม่เชื่อในโปรดักส์ของธนาคาร แต่ถ้าให้เราขายหนังสือนี่เราขายตายเลยเพราะเราเชื่อ มันเป็นสินค้าที่เรารัก

พอขายโปรดักส์ไม่ได้ก็มีการกดดัน มีการให้เกรด ดิฉันเป็นพนักงานเกรด D ของสาขาเกรด D เวลาของเราคือเวลาของธนาคาร รู้สึกว่าน่าเศร้ามากที่สองทุ่มแล้วก็ยังไม่ได้กลับบ้าน รู้สึกว่าไม่ไหวถ้าเราต้องอยู่อย่างนี้ทั้งชีวิตเลย ก็เลยลาออกโดยที่ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไร แต่ตอนนั้นเริ่มเขียนเรื่องสั้นแล้ว ๔-๕ เรื่อง เลยคิดว่าเขียนหนังสือดีกว่า

เข้ามาในวงการหนังสือได้ยังไงคะ

เริ่มเขียนหนังสือเพราะต๋อม (แขคำ ปัณณะศักดิ์) เพราะว่าอยู่สาขาเดียวกัน ต๋อมเขามีความฝันที่จะเป็นนักเขียน ส่งเรื่องสั้นไปลงช่อการะเกด เราชอบคุยกันเพราะชอบเขียนหนังสือเหมือนกัน เขาก็คิดว่าเราน่าจะเขียนหนังสือได้ วันหนึ่งเขาก็บอกว่ามีประกวดเรื่องสั้นรางวัลสุภาว์ เทวกุล เธอลองเขียนไหม ก็เลยลองเขียนดู เขียนในคอกแคชเชียร์นี่แหละ แล้วต๋อมก็ไปพิมพ์ให้ที่บ้าน ก็เข้ารอบสิบคนเหมือนกัน ใน ๑๐ คน จะได้รางวัล ๕ คน ต๋อมได้แต่เราไม่ได้ ก็เริ่มจากตรงนั้น หลังจากนั้นต๋อมก็พาไปรู้จักสร้อยแก้ว (สร้อยแก้ว คำมาลา) สร้อยแก้วก็ชวนไปเป็นเพื่อนในงานช่อการะเกด ก็ทำให้เรารู้จักคนนั้นคนนี้ เรียกว่ารู้จักคนในวงการก่อนจะเขียนหนังสือจริงจัง ก็เขียน ๓-๔ เรื่องเองแต่โชคดีส่งไปที่ไหนก็ได้ลง

พอออกจากงานปุ๊บก็เริ่มเขียนหนังสือจริงจัง เขียนเรื่องสั้นมากขึ้น แล้ว พี่กุ๊ดจี่ (พรชัย แสนยะมูล) ก็รวมเล่มให้เป็นเล่มแรก ก็ทำให้มีกำลังใจ มีรวมเรื่องสั้น รัก หลง โกรธ แค้น คลั่ง บ้า มีงานของเรา เอื้อ อัญชลี ปรารถนา รัตนะ ชลัมพุ ณ ชเลลำ แล้วก็รวมเรื่องสั้นเล่มแรกชื่อ 'มิตรภาพยังอยู่กับเรา' จากนั้นก็มีรวมเรื่องสั้นชุด แล้วก็เว้นไปนาน

มาเป็นนักเขียน แม่ว่ายังไงบ้างคะ

ในเรื่องสภาพเศรษฐกิจนี่คือมันไม่พอใช้ไง ต้องขอตังค์แม่อยู่เรื่อย แม่ไม่สนใจผลงานแต่ชั้นดูว่าแกยังเลี้ยงตัวเองไม่ได้ก็คือจบ (หัวเราะ) แม่ไม่เพ้อฝันเลย ก็ดูว่าที่ลาออกไปก็ไม่ได้นั่งกินนอนกิน แต่สุดท้ายตังค์ก็ยังไม่พอใช้ใช่ไหมล่ะ แม่ก็ยังส่งตังค์ให้ใช้อยู่

เห็นเขียนถึงแม่บ่อยนะคะ แม่มีอิทธิพลในชีวิตมาก

ใช่ค่ะ แม่เป็นคนไม่โรแมนติคเลย น้องสาวยิ่งแล้วใหญ่ เขาแทบจะไม่อ่านหนังสือของเราเลย เขาว่านี่มันซีเรียสเกินไป ส่วนแม่จะอ่านเพื่อจะสืบค้นชีวิตเราซึ่งมันมักจะผิด คือที่เขียนเราก็แต่งเอาทั้งนั้นแหละ แต่รายละเอียดจะเชื่อมโยงมาให้เหมือนเป็นตัวเรา แต่เราก็แต่งเอา โม้เอาทั้งนั้นแหละ แต่แม่ก็จะมาถาม...นี่แกสูบบุหรี่เหรอ อะไรอย่างนี้...แล้วเขียนเรื่องผีเสื้อที่บินข้ามบึงนี่ไปเขียนถึงแม่แบบนี้เนี่ย คนเขาจะคิดว่าแม่เป็นยังไง เราก็ถามว่าแล้วแม่เป็นเหมือนแม่ยายพะแพงไหม...ชั้นก็ไม่ได้เป็น...อ้าว ถ้าไม่เป็นแล้วแม่เดือดร้อนทำไม แม่พะแพงไม่ใช่แม่พู คนอ่านเขาก็เข้าใจ คือเราชอบเถียงแก แกก็จะหาวิธีไม่ให้เราเถียงแก...เช่น เนี่ยแม่ไปอ่านในร้านเสริมสวย ทุกคนเขาก็อ่านเรื่องของแกหมดนะ เขาบอกว่าดีๆ เสียอย่างเดียวตัวละครผู้หญิงเดี๋ยวก็กินเหล้า สูบบุหรี่ กินเบียร์ เราก็บอกว่าแม่ แล้วชีวิตจริงผู้หญิงกินเหล้าสูบบุหรี่ไหม เราก็เห็นกันอยู่ แล้วทำไมเราต้องไปประดิษฐ์ให้มันสวยงาม แกก็บอกตามใจๆ

...พอมีงานรวมเล่ม ๒ เล่ม เราก็เริ่มตั้งคำถามกับงานของตัวเอง ถ้าถามจริงๆคือรู้สึกว่าไม่ค่อยชอบมัน มันจะเป็นวรรณกรรมสร้างสรรค์ก็ไม่ใช่ จะเป็นเรื่องรักโรแมนติคชั้นดีก็ไม่ใช่ รู้แต่ว่าอยากเขียนต่อ ก็ค้างนวนิยายไว้ ๒๐-๓๐ หน้า แต่ก็ไม่ชอบ ก็คิดว่าไม่อยากอยู่กรุงเทพฯละ คือช่วงที่เขียนสองเล่มนี้อยู่กรุงเทพฯ ก็คิดว่าจะกลับบ้านแต่ก่อนกลับขอไปใต้ก่อน พอดีมีเพื่อนอยู่ที่ ม.วลัยลักษณ์ ตั้งใจว่าไปอยู่กับเพื่อน เขียนนวนิยายจบสักเรื่องแล้วค่อยกลับบ้าน แล้วก็ไปเจอพี่กนกพงศ์ (กนกพงศ์ สงสมพันธุ์) แล้วก็เลยอยู่ยาวเลย ๗-๘ ปี เป็นการไปใต้ครั้งแรกแล้วก็อยู่ยาวเลย เคยกลับบ้านแค่ ๒ ครั้ง

ช่วงนั้นเราไปช่วยเพื่อนทำวารสารที่วลัยลักษณ์ เขาจัดค่ายวรรณกรรม คือจริงๆแล้วเรากับพี่กนกพงศ์ต้องเจอกันก่อน เพราะว่าก่อนหน้านี้เขาเคยเชิญเรากับพี่กนกพงศ์ไปพูด แต่คนประสานงานนัดผิดวัน เราก็ต้องพูดคนเดียว สุดท้ายก็ได้มาเจอกันในค่าย มีนักเขียนกรุงเทพฯไปเต็มเลย ตอนนั้นพี่กนกพงศ์เช่าบ้านอยู่ที่พรหมคีรี กับ พี่ดิเรก นนทชิต แต่หลังจากนั้นสักพักเราก็ยังอยู่ในวลัยลักษณ์ เขาก็จะบังเอิญผ่านมา...พูกินข้าวมั้ย ก็ไปกิน แต่เขาไม่ได้จีบเลย แต่รู้สึกว่าเขาไม่มีเพื่อนคุยมากกว่า เป็นช่วงที่เขาทำ Writer Magazine พอเขาเลิกทำก็เลยเขียนหนังสือแล้วก็ไปอยู่ที่บ้านนั้น คนที่อยู่กับเขาก็ไม่ใช่คนที่เขียนหนังสือ พี่ดิเรกก็ไม่ค่อยเขียนแล้ว พอเขาเจอนักเขียนไปอยู่ที่นั่น เขาก็คงอยากคุยกับเรา ก็เริ่มสนิทกัน เขาชวนไปดูหนังตะลุง ชวนไปนอนสวน ไปคืนหนึ่ง พอเราจะกลับก็...เอ หรือว่าอยู่อีกคืน บางทีไปชุดเดียวอยู่ในสวนครึ่งเดือน มันก็เป็นวิถีชีวิตที่เราไม่เคยใช้เลย มัน exotic มากสำหรับเรา

ดูจากงานเขียนแล้ว ความรู้สึกที่มีกับคุณกนกพงศ์ลึกซึ้งมาก อะไรที่เชื่อมโยงเรากับเขา

๗-๘ ปีนั้นเราอยู่ด้วยกันจริงๆ ผัวเมียคู่อื่น ตอนเช้าต่างคนต่างไปทำงาน แต่เราอยู่ด้วยกันจริงๆ ไปไหนก็ไปด้วยกันหมด อีกอย่างคือเราเขียนหนังสือเหมือนกัน เรารักในสิ่งเดียวกัน ถึงแม้เราจะเขียนคนละสไตล์แต่เราก็เห็นคุณค่าของงานที่เราต่างก็ทำ แล้วก็ชอบวิถีชีวิตที่นั่น เราคิดจะซื้อบ้านหลังนั้นเลยนะ อยากอยู่ที่นั่นมากเพราะมันเป็นที่ที่เราเลือกแล้วแต่เขาไม่ขาย นอกจากเรารักในสิ่งเดียวกันแล้วเราก็ยังคิดว่าเราสามารถอยู่แบบนี้ด้วยกันได้ด้วย คือสำหรับเขามันก็ยากที่จะหาผู้หญิงที่จะมาใช้ชีวิตแบบนี้กับเขา ส่วนเราก็ไม่เคยเจอผู้ชายที่ใช้ชีวิตแบบเขาเหมือนกัน คือเขาเป็นคนที่ใช้ชีวิตแบบบุพกาลมาก บางทีเราอยากกินกล้วยเชื่อม เราก็มีกล้วยหลังบ้าน แล้วก็ไปเอามะพร้าวมา พี่เขาก็ปอกด้วยพร้า เราก็จะขูดมะพร้าว ตัดฟืน ผ่าฟืน บางครั้งรู้สึกเหมือนดิฉันมาฝึกเป็นจอมยุทธ์บู๊ลิ้ม แต่พอเราทำได้เราภูมิใจแล้วเรารู้สึกว่าเราอยู่ที่ไหนก็ได้นะถ้าเราปลูกผักกินเองได้ ก่อไฟเองได้ บ้านเราไม่ใช้แก๊ส เราหุงข้าวไม้ฟืน เรามีเวลาจะทำสิ่งเหล่านี้และมันทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น ตอนนั้นรู้สึกว่าสามารถอยู่อย่างนั้นได้ชั่วชีวิต

เหมือนว่าเราเป็นชนชั้นกลางในสังคมเกษตรกร รสนิยมของเรา...เราก็ยังไปเช่าหนังอาร์ตมาดู ยังไปร้านหนังสือ มากรุงเทพฯก็ไปร้านคิโนะคูนิยะ คือรสนิยมการเสพของเราเป็นชนชั้นกลางแต่วิถีชีวิตที่เราใช้บางอย่างมันยิ่งกว่าชาวบ้านอีก ชาวบ้านเขาก็ไม่หุงข้าวไม้ฟืนแล้ว สองทุ่มนี่บางทียังไม่ได้กินข้าว ตำน้ำพริกแกงเอง ซึ่งชาวบ้านเขาก็ซื้อเอา แต่ว่ามันไม่ได้มาตรฐานสำหรับกนกพงศ์ไง ต้องตำเอง

กับพี่กนกพงศ์ โดยสัดส่วนแล้วเขามีความเป็นคนรักน้อยที่สุด เขาไม่ใช่พี่กัน (ตัวละครในเรื่องผีเสื้อที่บินข้ามบึง) พี่กันเป็นคนรัก แต่เขาเป็นเพื่อนที่ใจกว้างมาก เป็นพี่ชาย เป็นครู เขารักเรานั่นแหละแต่ว่าวิธีปฏิบัติต่อเรามันไม่ได้เป็นคนรักอะไรขนาดนั้น เขาโตกว่าเราเขาก็ดูแลเรา เป็นเพื่อนเราเท่านั้นเอง อยู่กับเขามันก็เลยสบายใจ ดูเหมือนว่า สังคมใต้เป็นสังคมที่ให้ความสำคัญกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง แต่เขาไม่ใช่เลย เขาน่ารักมากตรงจุดนี้ และเขามีความเป็นผู้หญิงเยอะด้วย เช่น เขาเดินเก็บดอกไม้ในสวนแล้วก็เก็บดอกไม้มาวางให้เรา

การที่คนสองคนที่รักในสิ่งเดียวกันได้มาอยู่ด้วยกัน มีผลดีในการทำงานเขียนของแต่ละคนไหม

เยอะมาก ตอนที่เราไปอยู่ด้วยกันใหม่ๆ พี่กนกพงศ์ก็ยังไม่ได้เขียนอะไรนะ คงเป็นช่วงมืดๆในการเขียนหนังสือของเราทั้งคู่ หลังจากได้ซีไรต์ก็มาทำไรเตอร์ แล้วก็ยังไม่มีผลงานอะไรชัดเจนออกมา เขาก็รู้สึกว่าเขาอยากทำงานแต่ตอนนั้นเขาไม่มีความมั่นใจในหลายๆอย่าง เขาไม่มั่นใจว่าคนจะยังต้องการอ่านงานเพื่อชีวิต แต่เขาคิดว่านั่นเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมี เพราะฉะนั้นเขาจะต้องเปลี่ยนวิธีเล่าเพื่อให้งานเพื่อชีวิตเข้าถึงคนรุ่นใหม่ มันเป็นช่วงที่เขากำลังค้นหาวิธีเล่า ซึ่งเขาก็เครียดมากในช่วงแรก แต่สักปีหนึ่งหลังจากที่เราอยู่ด้วยกันเขาก็ทำได้ เขาก็มีความสุขขึ้น

แล้วเรามีส่วนช่วยเขาไหม

เราก็ดูแลบ้าน เพราะเชื่อว่าสถานที่ที่ดีจะทำให้เกิดการสร้างสรรค์ขึ้น บางวันเขาไม่พูดกับเราเลย เราก็ไม่สนใจ ทำชั้นหนังสือโดยไปเอาไม้เก่ามาแล้วก็เลื่อยไม้ทำชั้นหนังสือเอง จัดมุมโน้นมุมนี้ ปลูกต้นไม้ ทำให้เขาเห็นว่า นี่ไง...ทำอะไรไม่ได้ก็หาอะไรทำไปก่อน เราอยากจะบอกเขาอย่างนี้แต่เราสอนเขาไม่ได้ คือชีวิตมันไม่ได้มีด้านเดียว ถ้าเราทำชีวิตเราให้ดี บางทีงานมันอาจจะตามมาก็ได้ แต่เขาคิดว่าเขาต้องทำงานได้ก่อนชีวิตเขาถึงจะดี พอเราเริ่มจัดบ้านเขาก็ทำบ้าง พอมันผ่อนคลายขึ้นเขาก็ทำได้เอง ถามว่าเราช่วยเขาไหม ก็คงช่วยตรงที่เราบอกเขาว่า พี่เขียนไปเถอะ ดีมั่งไม่ดีมั่งก็เขียนไป แต่เขากังวลว่าจะเขียนอย่างไร ถ้าคิดไม่เสร็จเขาจะไม่ลงมือ เขาไม่เหมือนเราคือเรามีนิดหน่อยก็ค่อยๆคิดไป แต่ของเขาภาพมันต้องสมบูรณ์ ต้องมีประโยคแรก ทุกอย่างต้องอยู่ในหัวเขาเขาถึงจะเขียน คือวิธีการทำงานต่างกันโดยสิ้นเชิง แล้วเขานั่งยาวมาก ๕-๖ ชั่วโมง ตอกพิมพ์ดีดปั้กๆๆ จนบางครั้งเราเขียนอยู่ข้างล่างด้วยดินสอ รู้สึกว่าถูกข่ม...ช้าๆมั่งได้มั้ย กูเพิ่งได้สามประโยคเนี่ย (หัวเราะ)

ตอนที่พี่กนกพงศ์เสียชีวิต ตอนนั้นเป็นอย่างไรบ้างคะ

เขาเป็นไข้หวัดใหญ่ จริงๆแล้วเราทุกคนประมาทกับไข้หวัดใหญ่ คิดว่าไม่เป็นอะไร แต่มันทำให้คนตายมาเยอะแล้วเพราะตอนที่เราเป็น ภูมิต้านทานเราจะต่ำมากแล้วโรคที่จะแทรกมาแน่นอนคือปอดชื้น พอปอดไม่แข็งแรงปุ๊บก็มีโอกาสติดเชื้อ พี่กนกพงศ์เสียเพราะปอดติดเชื้อ แต่เขาไม่ได้ทรมาน เหมือนเขาหลับไปเลยแต่ว่ามันช็อกมากสำหรับเราเพราะหมอให้กลับบ้านแล้ว กลับบ้านก็ไม่ดีขึ้นก็กลับมาโรงพยาบาล คืนนั้นก็เสียเลย แต่หมอก็ยืนยันว่าตอนออกไปเอกซเรย์ปอดแล้ว ไม่ได้ติดเชื้อ แต่พอมาคุยกับหมอคนอื่นตอนหลังเขาบอกว่าจริงๆแล้วปอดติดเชื้อควรจะอยู่โรงพยาบาลต่ออีกหน่อย มันเป็นเพราะเราไร้เดียงสากับโรคภัยนะ มันเป็นบทเรียนของเราเลย เราคิดว่าเราเป็นหนุ่มสาว ความตายมันห่างไกลจากเรา ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวก็หาย แต่เราประมาท หมอก็ประมาท อาจจะมีบางคนที่เขากลับบ้านแล้วเขาไม่เป็นไร แต่บ้านเราชื้น และฝนก็ไม่หยุดตก ปีนั้นตกอย่างไม่เคยตกมาก่อน

วันที่เขาตาย ฝนตกแบบน้ำท่วมเลย คนที่จะมางานศพก็เจอถนนขาด ตกอยู่สองวัน เป็นวันพระใหญ่ จำได้เลยว่าขับรถฝ่าฝนไปซื้อชุดใหม่ให้เขาเพราะพยาบาลบอกว่าต้องใช้ชุดใหม่ เราก็บอกว่ากลับบ้านไปเอาเสื้อบ๊อบ มาเลย์ได้ไหมเพราะรู้ว่าเขาชอบ แต่เขาบอกว่าไม่ทัน ไปพรหมคีรีกลับมาจะตัวแข็ง เราก็ขับรถไปซื้อเสื้อที่ห้างกับพี่สาวเขา

ตอนที่เสียเขาอายุ ๓๙ เขาเป็นผู้ชายเลข ๙ ได้ซีไรต์ปี ๓๙ เกิดวันที่ ๙ ตายอายุ ๓๙ ตอนนี้เราแก่กว่าเขาแล้ว ถ้าเขาอยู่แถวนี้ตอนนี้ต้องเรียกพี่พูแล้ว (หัวเราะ)

หลังจากคุณกนกพงศ์เสียชีวิต ดำเนินชีวิตต่อไปยังไง

ช่วงแรกไม่ได้คิดอะไรเลย หลวงพ่อ หมายถึงพ่อของพี่กนกพงศ์ซึ่งบวชอยู่บอกว่าทำยังไงก็ได้ให้พูยืนอยู่ในงานศพได้ ๑๕ วัน ห้ามล้ม ตอนหลังถึงได้มาคิดว่างานศพนี่ช่วยเราไว้ ช่วยคนอยู่คนสูญเสียให้ตั้งหลักได้ ช่วงนั้นจะไม่เศร้ามากแต่ช่วงที่เศร้าที่สุดจะหลังจากนั้น แน่นอนช่วงที่เขาเสียแรกๆเราก็เศร้า แต่ในงานศพเราจะเจอคนนั้นคนนี้แล้วมันมีสิ่งที่เราต้องทำ เราจะร้องไห้หมดแรงทุกวันไม่ได้ พอ ๑๕ วัน พ้นไป เราก็จะค่อยๆเริ่มตั้งตัวได้ คล้ายๆค่อยๆยอมรับความตายของเขาได้ ยอมรับความจริงแต่ชีวิตจะว่างมาก ทีแรกว่าจะกลับบ้านแต่เราไม่ชอบกลับบ้านในช่วงเวลาแบบนั้น พี่เจน (เจน สงสมพันธุ์) ก็เลยบอกว่ามาช่วยนาครทำหนังสือไปก่อน ก็เลยมาอยู่กรุงเทพฯ

ช่วงเก็บของเราก็ไปนอนที่บ้านนั้นนะ ไปคนเดียว บางทีก็ชวนเพื่อนชาวสวนไปนอนด้วย เราพยายามจะไม่คิด เราต้องทำอะไรแบบโรงงานน่ะ ถ้าอ่านหนังสือของดิฉันจะรู้ว่าอุรุดาเป็นคนที่ไม่มีธาตุดราม่าเท่าไร เราจะไม่เคยผลักตัวละครไปจนถึงจุดที่ต้องหลั่งน้ำตา เพราะในชีวิตเราก็ไม่เป็นแบบนั้น พอเศร้าปุ๊บเราจะ...อุ๊ย พับผ้า แต่จะไม่มาคิดว่าเสื้อของเขาใส่วันนั้น วันที่เราไปเที่ยวด้วยกัน ก็พับผ้าเก็บ ต้นฉบับใส่กล่องนี้ หนังสืออันไหนเอาไปเชียงราย ทำๆๆๆ มันต้องข่มนั่นแหละแต่เรารู้ว่าถ้าเราไหลไปกับมัน เราจะต้องมานั่งร้องไห้อยู่นั่นแหละ คนอื่นก็ต้องมาดูแลเรา ยิ่งคนอื่นมาดูแลเราก็ยิ่งรู้สึกอ่อนแอ อย่าง พี่ดวงแก้ว กัลยาณ์ แกก็น่ารักมาก มาถามว่าพี่ไปนอนเป็นเพื่อนไหม แต่เราบอกว่าไม่ดีกว่า จะนอนคนเดียวเพราะไม่อย่างนั้นเราจะนอนคนเดียวไม่ได้อีกแล้ว จากนี้ไปเธอก็ต้องนอนคนเดียว จะหลับไม่หลับก็ต้องนอน แต่ว่าก็ไม่หลับไปเป็นครึ่งปีเลย หลับก็หลับ ๑๐ นาที แล้วก็ตื่น พอหลับก็เห็นภาพตอนที่เขาเสีย หรือช่วงที่เขาทรุดมากๆ ภาพนั้นมันจะกลับมา แล้วเราก็จะรู้สึกว่าเราไม่อยากหลับ เป็นอย่างนี้อยู่นานมาก ถึงได้เริ่มออกกำลังกาย คิดว่าถ้าเหนื่อยมันจะหลับเร็วขึ้นไหม พอเหงื่อออกมันก็หลับง่ายขึ้น จริงๆแล้วเราคงแข็งแรงขึ้นด้วย คือถ้าเราคิดว่าเราอยากมีชีวิตต่อไป เราอยากอยู่แบบไหน ไม่งั้นก็ตายไปกับเขาเลย แต่ถ้าจะอยู่ก็อยู่ให้มันดีๆ อยู่ให้มันมีความสุข มีความหมายและใช้ชีวิตแทนเขา คือเรามีเป้าหมายอยู่ตรงนั้นไงเราก็เลยหาย มันก็ช่วยเราได้ แต่มันก็ใช้เวลาเป็นปีกว่าจะดูรูปเขาได้โดยน้ำตาไม่ไหล

พอมาอยู่กรุงเทพฯ ทำอะไรคะ

ตอนอยู่นครฯเขียนหนังสือได้น้อยมากแต่เป็นช่วงที่งานพัฒนามาก เรื่องสั้น "มีไว้เพื่อซาบ" ทำให้เราได้เกิดใหม่ในการเขียน ทำให้เราค้นพบว่าจะใช้น้ำเสียงยังไงในการเขียน ในทิศทางของเรื่องรักที่เราชอบ มันสามารถทำให้ดีได้อย่างไร หรือสามารถใส่สิ่งอื่นลงไปได้ยังไง พี่กนกพงศ์ก็ช่วยเยอะ ตอนแรกคิดว่าชั้นจะไม่เป็นนักเขียนเรื่องรักหน่อมแน้มแล้ว ชั้นจะเป็นนักเขียนสร้างสรรค์ ก็คิดโง่ๆนะคนเราแต่พี่กนกพงศ์ก็ยื่นเรื่องรักดีๆให้เราอ่าน นี่ไงเรื่องรักดีๆมันก็มีในโลก เรื่องหนึ่งที่ชอบมากคือเรื่องบทเพลงคาเฟ่อันแสนเศร้า ตัวละครผู้หญิงเป็นเหมือนทอม ตัวละครผู้ชายเป็นชายค่อม แล้วรักกันอยู่ในคาเฟ่ เป็นความรักที่อัปลักษณ์มาก แต่เป็นเรื่องรักที่ดีที่สุดเท่าที่เราเคยอ่านมา นี่ไง เราต้องอย่าเขียนถึงแต่สวยงาม ต้องลงไปให้ลึก และอย่าคิดแต่ว่าการเขียนนั้นต้องสวยงามอย่างเดียว รวมถึงคำด้วย อย่าคิดว่าต้องมีแต่คำสวยๆในเรื่องของเรา แต่ก่อนหน้านั้นแต่ละประโยคเราพยายามทำให้มันสวย แต่โดยธรรมชาติแล้วเราไม่ได้เป็นคนมีคำสวย มันก็ดูประดิดประดอย ตอนหลังก็ได้เห็นหนทาง เห็นน้ำเสียงในการเล่าเรื่องของเรา จากนั้นมาก็ใช้น้ำเสียงนั้นในการเขียนมาตลอด แล้วก็เริ่มผ่อนคลายขึ้น ในบางคอลัมน์ที่เขียนแทบจะเขียนเหมือนภาษาพูดเลย ตอนนี้เหมือนเราเจอละ มันก็เหมือนเราพูดนั่นแหละ เขียนเหมือนที่เราพูด ถ้าเราอยากเขียนเรื่องนี้ให้คนคนหนึ่งฟัง เราจะเล่ายังไง แล้วก็คิดถึงผู้อ่านด้วยว่าถ้าผู้อ่านสกุลไทยอยู่ในวัยไหน ขอบเขตแค่ไหน ถ้าเราจะเล่าให้คนเหล่านี้ฟังเราจะเล่ายังไง มันก็ทำให้ง่ายและสนุกขึ้นมาก

ตอนที่เขียนคอลัมน์เนื้อในก็เป็นตอนที่อยู่กรุงเทพฯ แล้วก็เขียนคอลัมน์ครัวสีแดงในขวัญเรือน

ความทุกข์ที่เราผ่านมา มีส่วนสำคัญยังไงในการสร้างสรรค์งานของอุรุดา มันเปลี่ยนเราไหม

เปลี่ยน มันเป็นแผลในชีวิต อยากเจ็บเมื่อไร สะกิดได้เลย สามารถทำร้ายตัวเองได้ตลอดเวลา ตอนนั้นพี่ชาติ กอบจิตติ แกไม่อยากให้เราเศร้า แกก็บอกว่าพู ไม่ต้องคิดอะไรมากหรอก จะมีผู้หญิงซักกี่คนที่อายุสามสิบกว่าแล้วผัวตาย แล้วเป็นกนกพงศ์ด้วยนะที่ตายน่ะ นี่มันเป็นข้อมูล มันเป็นสิ่งดีนะเธอ อีกหน่อยเธอเขียนหนังสือสบายเลยนะ ตอนนั้นเราก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอกว่ามันคืออะไร (หัวเราะ) เวลาผ่านมาก็พบว่าการสูญเสีย นอกจากจะทำให้เราเข้มแข็งขึ้นแล้วมันก็ยังทำให้เราโตขึ้นมาก เข้าใจคนขึ้นอีกเยอะ และทำให้เราไม่ประมาทกับความตาย เราจะเป็นคนรักษาสุขภาพมากขึ้น เราคิดเสมอว่าเราจะต้องทำชีวิตของเราให้ดีเพื่อให้ความตายของเขามีค่า มีเหตุผล ถ้าเราล้มเหลว ป้อแป้ ความตายของเขาจะไร้เหตุผล ถ้าเราแข็งแรง ทำงานได้ ก็ถือว่าประสบการณ์เหล่านั้นมันทำให้เราโตขึ้น เมื่อก่อนเป็นคนที่อ่อนแอกว่านี้เยอะ และแคร์คนอื่นมากกว่านี้เยอะ แต่ว่าตอนนี้ไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับทำงาน งานช่วยชีวิตเราไว้ งานมันเป็นของเราจริงๆ ไม่มีอะไรเป็นของเราเท่ากับงานอีกแล้วแม้กระทั่งผู้ชายที่เรารัก วันหนึ่งถ้าเขาจากเราไปไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน แต่งานจะเป็นของเราแม้กระทั่งเราตายไป ในขณะที่มีชีวิตอยู่ งานมันก็ช่วยปกป้องเราจากทุกๆอย่าง จากความจนจากอะไรต่ออะไร

เท่าที่สัมผัส รู้สึกว่าอุรุดาเป็นนักเขียนที่รักงานและมีวินัยมาก

อาจจะเป็นคนทำอะไรที่ชอบทำให้สุด ถ้าเลือกแล้วก็อยากทำให้ดีเพื่อที่ว่าตัวเองจะได้ไม่กลับมาเสียใจ เหมือนตอนที่อยู่กับพี่กนกพงศ์ ถ้าคิดย้อนกลับไป ไม่เคยรู้สึกเสียใจเลยเพราะรู้สึกว่าเราได้ให้ทุกอย่างที่เราอยากให้ ทำทุกอย่างที่เราอยากทำ และรู้สึกว่ามันเป็นการจากที่สมบูรณ์ถึงแม้ว่าเราจะเสียใจ เพราะฉะนั้นเวลาที่ทำงานก็เหมือนกัน เหมือนตอนที่สกุลไทยบอกว่าจะเขียนภาคขยายของผีเสื้อที่บินข้ามบึงไหม คำตอบคือได้ค่ะ เราไม่เคยปฏิเสธโอกาสที่เข้ามา เมื่อก่อนไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเขียนนวนิยายได้ แต่สุดท้ายก็เขียนได้ และช่วงที่เขียนนวนิยายเรื่องผีเสื้อที่บินข้ามบึง เป็นช่วงที่ทำร้านอาหารด้วย ตื่นตั้งแต่ตีห้ามาเขียนหนังสือ แล้วก็ไปทำกับข้าว เสร็จแล้วไปวิ่ง กลับมาเขียนอีกแป๊บหนึ่ง สามทุ่มนอน เช้ามาเขียนอีก ตอนนั้นได้ฝึกเยอะมาก ทำให้รู้ว่าถ้าเราทำงานหนัก เพดานของเราจะขยายขึ้น แต่ถ้าเราทำงานหนัก ศักยภาพของเรามันจะขยายออกไป

ถือว่าตอนนี้ "ต้นฉบับ" เป็นสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบมากที่สุดในชีวิตเพราะฉะนั้นจะไม่ค่อยโดนทวงต้นฉบับ มีตารางเวลาในการทำงานชัดเจน พอทำได้เราก็ได้ติ๊กไปว่าอันนี้เสร็จแล้ว เป็นความสุขอย่างหนึ่ง

ถือว่างานช่วยชีวิตนะคะ

ทุกวันนี้ก็ไม่ต้องขอเงินแม่แล้ว ไม่ได้ขอตั้งแต่กลับไปอยู่บ้าน ทำร้านอาหารและทำผ้าบาติค

นี่คือชีวิตของพะแพงเลยนี่คะ

เหตุที่เรื่องนี้เหมือนจริงมากคือ วันหนึ่งต๋อมก็โทร.มาบอกว่านวนิยายรางวัลสุภัทรจะมีประกวดอีกปีแล้วนะ ก็บอกเขาว่าฉันก็จะส่ง แล้วเธอเขียนหรือยัง เออ ยัง อีกสี่เดือนจะทันเหรอ สิ่งแรกเลยคือฉันเขียนไม่ทัน ต๋อมเขาก็บอกว่าพู ลองมองย้อนกลับไปนะว่าเราออกจากธนาคารมากี่ปีแล้ว พอต๋อมพูดก็รู้สึกว่า จริง สิ่งที่เราเสียไปมันเยอะมาก แต่สิ่งที่เราทำให้กับทางเลือกของตัวเองมันน้อยเกินไป คือเราไม่สามารถเรียกตัวเองว่านักเขียนอาชีพ ทุกวันนี้ก็ได้เงินจากผ้าบาติคกับร้านอาหารเป็นส่วนใหญ่ แล้วเราก็บอกตัวเองว่างานเขียนเป็นงานที่เรารัก แต่เราทำแค่นี้เหรอ ต๋อมก็ทำให้เราได้คิด ก็เลยพยายามเขียนอะไรที่มันหยิบฉวยได้ง่ายที่สุดและลงลึกได้ในเวลาอันสั้น ก็เขียนเรื่องผีเสื้อที่บินข้ามบึงขึ้นมาโดยจัดตารางเวลาทำงานเป็นครั้งแรก ทำงาน ๔ เดือน เพื่อจะได้เสร็จทัน แต่พอถึงเวลา อ่านดูแล้ว ถามตัวเองก็คิดว่า...ไม่ได้รางวัลว่ะ (หัวเราะ) ประเมินตัวเอง ฉันว่าไม่ได้ ชมเชยก็ไม่ได้...แต่ฉันอยากลงสกุลไทย เป้าหมายของการส่งงานไปรางวัลสุภัทรคือการได้ลงสกุลไทย อยากมีนวนิยายในนิตยสารที่อยู่ในบ้านเราตั้งแต่เล็ก ที่แม่เราอ่าน ที่เพื่อนของแม่อ่าน อยากให้แม่ได้รับความรู้สึกนั้น มันเป็นความสุข

ก็กลับมาตัดสินใจแล้วตัดสินใจอีก เป้าหมายคือฉันอยากลง ฉันไม่อยากได้รางวัล ทำยังไง งั้นขอเสี่ยงทางตรงดีกว่า ถ้าไม่ผ่านบรรณาธิการก็ไม่เป็นไร เอาไปเสนอรวมเล่ม ขอเสนอทางตรงเพื่อไม่ให้ตัวเองเสียใจว่านี่คือเป้าหมายที่แท้จริงของเรา แล้วก็ตัดสินใจไม่ผิดจริงๆ

งานของอุรุดา มีบางถ้อยคำที่โดนใจมาก มันมาจากไห

มันมาจากการที่เราเป็นคนชอบคุยกับตัวเอง ชอบตั้งคำถามกับตัวเอง ส่วนหนึ่งก็มาจากการอ่าน การคุยกับคนที่เขาเก่งกว่าเรา เขาคิดอะไรได้ดีกว่าเราแล้วเราก็เอาสิ่งเหล่านั้นกลับมาคิด เวลาเขียนเนื้อใน เราดูหนังเราก็เอากลับมาคุยกับตัวเอง แล้วเราก็อาจจะได้สิ่งเหล่านี้มา คนเราถ้าเราไม่คุยกับตัวเองเราจะไม่สามารถเขียนอะไรที่ลงลึกได้ เราจะเขียนได้ในระดับผิวๆเท่านั้น ถ้อยคำเหล่านี้มันจะมาโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ จะมาตอนที่เราเขียน มาเองจริงๆ บางทีกลับไปอ่านก็...โอ้โฮ นี่ฉันเขียนเหรอ

หลายส่วนก็มาจากการใช้ชีวิตที่หกคะเมนตีลังกาอยู่ในหลายสถานที่ กับคนหลายแบบ ใช้ชีวิตมาเยอะ เหนือก็อยู่ ใต้ก็อยู่ อยู่กับชาวบ้านจริงๆ ก็ทำให้เราได้อะไรมามากโดยที่บางครั้งก็ไม่รู้ตัว แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ดี

หลังจากที่นวนิยายตีพิมพ์ไปแล้ว ฟีดแบ็คที่มีเป็นอย่างไร

มีความสุขมาก สิ่งแรกที่เกิดขึ้นกับตัวเราคือความเชื่อมั่นว่าเราเขียนนวนิยายได้ มันสร้างความเชื่อมั่นให้นักเขียนคนหนึ่ง การผ่านการพิจารณาทำให้เราเชื่อว่าเรื่องที่เราเขียน สิ่งที่เราอยากเล่ามันก็มีคนอยากฟัง แม่ก็มีความสุข ถึงแม้จะพยายามสืบสวนว่าสูบบุหรี่หรือเปล่า (หัวเราะ) ความสัมพันธ์กับแม่ก็ดีขึ้น แกก็หายห่วง แปลกมากคือเขียนคอลัมน์ที่โน่นที่นี่ แกก็ยังไม่รู้สึกว่าเราเป็นนักเขียน คือต้องมีนวนิยายลงสกุลไทยถึงรู้สึก (หัวเราะ)

นวนิยายมันเหมือนวิ่งมาราธอน ปอดมันต้องใหญ่ขึ้น พอเขียนได้แล้วก็รู้สึกว่าเราเขียนได้อีก เอาเข้าจริงแล้วตอนนี้รู้สึกว่านวนิยายเป็นอะไรที่เขียนสนุกที่สุด เพราะมันแวะได้ มีพื้นที่เยอะ พล็อตของเราจะน้อยมาก แต่จะแวะไปเรื่อย รู้สึกว่ามันดีมาก เราจะไปเจอสิ่งอัศจรรย์ตอนทำงาน ไม่เหมือนเรื่องสั้นที่เป้าหมายจะต้องชัดเจน เราต้องไปรีบเดินไปให้ถึง แต่นวนิยายมีแวะเก็บดอกไม้ได้

เจอคำถามไหมคะว่านวนิยายเรื่องนี้คือชีวิตของอุรุดา

ใช่ ก็ตอบว่าทั้งใช่และไม่ใช่ แล้วก็พี่กันก็คือพี่กนกพงศ์นั่นแหละ แต่เขาก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นทั้งหมด บางเหตุการณ์ก็อาจจะไม่เคยเกิดขึ้นกับเรา แต่แน่นอนว่าฉากก็เป็นบ้านหลังนั้นที่เราตั้งใจเก็บไว้ เราจะบรรจงวางบางสิ่งที่เรารู้คนเดียวและมันเป็นรายละเอียดซึ่งไม่ได้สำคัญต่อเรื่อง แต่เราบรรจงเก็บมันไว้ ค่อยๆวางมันลงไป ตั้งใจเก็บความรู้สึกของตัวเองไว้ในนั้นเป็นจุดๆ แต่ฉาก หมู่บ้าน การสูญเสียมันใช่ หลักๆก็คือใช่ การสูญเสียเกิดกับเราจริงแต่เราอาจจะไม่ได้คิดอย่างนั้นทั้งหมด เราอาจจะอ่อนแอกว่านั้นก็ได้

เราจะหยิบบางมุมบางเสี้ยวของเรามาขยาย ในความรู้สึกของตัวเอง ตัวละครมันไม่ได้ห่างจากตัวเราเสียเลย เคยมีคนถามว่าพะแพงใช่ตัวคุณไหม ดิฉันก็บอกว่าทั้งใช่และไม่ใช่ มันจะมีรายละเอียดหลายอย่างที่เขามาจากเรา แต่แน่นอนว่าเขาไม่ใช่เรา เหตุการณ์ที่เกิดกับเขาหลายเหตุการณ์ก็ไม่เกิดกับเรา แล้วก็เมื่อเราพาเขาไปถึงจุดหนึ่ง ถ้าเป็นเรา เราจะตัดสินใจอีกแบบหนึ่ง แต่เราคิดว่าเขาตัดสินใจอีกแบบหนึ่ง

เสียน้ำตากับเรื่องนี้ไหมตอนที่เขียน

ไม่นะ เพราะเราผ่านมันมาได้แล้ว ก่อนหน้านั้นมีแต่คนบอกให้เขียน ชื่อเรื่องที่เขียนไว้ในตอนท้ายเรื่องของ ขอบของแสง...ปีกแห่งเงา คือชื่อเรื่องนักเขียนสองคน คิดไว้ตั้งแต่งานศพแล้วว่าจะเขียน แต่รู้สึกว่ามันเป็นดาบสองคม เพราะเมื่อเราเขียน ทุกคนต้องคิดว่ามันจริง แต่จริงๆแล้วเราไม่สามารถเขียนเรื่องจริงได้ แต่เราโม้เอาจากเรื่องจริง คือมันเจ็บปวดเกินไปที่จะเขียนเรื่องจริง

มาถึงผลงานชิ้นล่าสุดเรื่องขอบของแสง...ปีกแห่งเงา พี่ช้างและนกมีตัวจริงไหมคะ

ไม่มี (หัวเราะ) มีน้องคนหนึ่งมาถาม...ไม่เคยรู้ว่านักอ่านสกุลไทยมีอายุน้อยๆด้วยนะคะ ไม่เคยนึกภาพว่าแอร์โฮสเตสส์สายการบินไทยอ่านสกุลไทย แล้วเขาก็เข้ามาถามว่านกมีตัวจริงไหม ไม่มี...ก็ปั้นขึ้นมาจากที่เราเคยเห็นเพื่อนนิสัยแบบนี้ แล้วเราก็เอามาปรับแต่ง อย่างนกเราก็เห็นคนในวงการหนังสือเราเยอะแยะ ผู้ชายที่ไม่เอาไหน ในชีวิตจริงจะไม่มีผู้ชายที่ไม่เอาไหนแล้วเปลี่ยนได้ แต่เราอยากให้มันเปลี่ยน เราผลักมันไปเลย เราก็รู้ตัวนะ

งั้นถามถึงผู้ชายที่อยู่ในชีวิตเวลานี้...

ความจริงเราเจอกันก่อนพี่กนกพงศ์นะ เขาเริ่มเขียนหนังสือตอนที่กลับมาจากเรียนแต่งเพลงที่รัสเซีย เขาเขียนเรื่องสั้นส่งไปประกวดสยามรัฐ แล้วเราก็ชอบเรื่องนั้นมาก ก็เลยโทร.ไปถามชลัมพุว่าใคร เขาก็บอกว่าเดี๋ยวสืบให้ เราก็จำชื่อเขาไว้ เขาได้รางวัลแล้วเราเข้ารอบ พอไปรับรางวัลก็เห็นเขา เราก็ชอบเขานะ แต่รู้สึกเขาบอบบางเกินไปสำหรับเรา อย่าเลย เดี๋ยวเขาจะหัก ก็ผ่านไป จนกระทั่งกลับมาอยู่กรุงเทพฯหลังจากพี่กนกพงศ์เสีย เขาสอนอยู่ที่มหิดล เขาไปงานพี่กนกพงศ์ที่สมาคมนักเขียนจัด เราก็ไม่เห็นเขา ครั้งแรกที่เราเจอเขา เขาไม่เห็นเรา แต่เรามองเขาตลอดเวลา มาครั้งนี้เขาเห็นเรา เราไม่เห็นเขา แล้วเขาก็มาบอกทีหลังว่าวันนั้นเขารู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้น่ารักจังเลย แล้วเขาก็รู้ว่าคนนี้เป็นแฟนกนกพงศ์ คือเขาชอบงานของพี่กนกพงศ์ แต่วันนั้นเขาก็ไม่ได้ทักเรา

จนกระทั่งวันหนึ่งเล่นเฟซบุ๊ค ก็มีคนมาแอด ไม่ได้ใช้ชื่อจริง รูปก็อึมครึม แล้วก็ส่งแมสเสจมาว่า I remember you น่ากลัวมาก ไม่รู้ใคร แต่ก็รับไป นั่นก็คือเขา จนกระทั่งวันหนึ่งก็เห็นนวนิยายเรื่องหนึ่ง มีคนโฆษณานวนิยายเรื่องหนึ่งมีคนโฆษณาในหน้าฟีดข่าว ชื่อว่า ประวัติศาสตร์ของความเงียบ อติภพ ภัทรเดชไพศาล เราก็เฮ้ย...คนนั้นไง ก็ไปไลค์แล้วก็บอกคนพิมพ์ว่าจะไปซื้อนะ เขาก็เข้าไปเม้นต์ เราถึงรู้ว่า อ้าว คนนี้เหรอ ก็เลยเริ่มคุยกันทางเฟซบุ๊คเรื่องเขียนหนังสือต่างๆ พอมากรุงเทพฯก็นัดกินข้าวกัน ตอนนั้นเขาสอนแต่งเพลงที่มหิดล แต่ตอนนี้ไม่ได้สอนแล้วตอนนี้เขาเป็นนักเขียนในหนังสือสารคดี สยามรัฐ

จริงๆแล้วตัวเองก็ไม่คิดว่าจะเจอคนที่เราอยากจะอยู่ด้วยอีกนะ โดยเฉพาะคนที่เขียนหนังสือ เพราะเชื่อว่ายากที่ใครจะยอมรับเราได้โดยที่ยอมรับอดีตของเราด้วย คือต้องยอมรับว่าชีวิตเรามันมีส่วนหนึ่งที่มีกนกพงศ์อยู่ในตัวเราและมันเอาออกไปไม่ได้ คุณก็ต้องยอมรับมัน คนบางคนที่เห็นหน้าเราก็ต้องนึกถึงพี่กนกพงศ์ เราไม่คิดว่าจะมีผู้ชายที่เขียนหนังสือมายืนข้างๆเราและยอมรับสิ่งเหล่านี้ได้โดยที่ตัวเขาเองไม่รู้สึกว่าด้อย เพราะพี่กนกพงศ์เขาก็เป็นนักเขียนที่เก่ง แต่พี่ต้นเขาเป็นแบบนั้น เขาทำให้เราเชื่อได้ แล้วเขาก็รักพี่กนกพงศ์แต่เขามาจากสาย composer เพราะฉะนั้นเขาก็มีดีของเขาซึ่งเป็นอีกแบบหนึ่ง เราก็เลยคบกับเขาได้

ชีวิตในตอนนี้ถือว่าลงตัวแล้ว

เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการทำงาน รู้สึกว่าตัวเองเป็น "นักเขียน" จริงๆ คือมันไม่มีอะไรที่ง่าย เพราะว่าเราเป็นผู้ใหญ่แล้ว เราก็ต้องทำให้ดี ในขณะเดียวกันก็ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้เพราะว่าเราก็ผ่านอะไรมาเยอะแล้ว แล้วเราก็รู้ว่าถ้าเราพยายามมันก็ต้องได้ แต่มันจะดีแค่ไหนเท่านั้นแหละ มันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด เราก็ควรจะทำงานให้เยอะที่สุด ก็อยากจะทำเมื่อเรายังมีพลังอยู่

แล้วก็อยากอ่านหนังสือ เดินทาง แต่ว่าแน่นอนว่าเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับต้นฉบับเป็นอย่างแรกจริงๆ คนเราถึงที่สุดแล้ว คนอื่นมองเราจากงานนะ เพราะฉะนั้นงานคือตัวเรา การให้ความสำคัญกับงานคือการให้ความสำคัญกับตัวเองนั่นเอง

อุรุดาปิดฉากเรื่องเล่าของเธอด้วยคำว่า "งาน" ซึ่งสำหรับคนที่ติดตามผลงานของเธอเสมือนหนึ่งว่าเราได้เผชิญเรื่องราวเหล่านั้นมาด้วยกัน... จาก ผีเสื้อที่บินข้ามบึง มาสู่ ขอบของแสง...ปีกแห่งเงา และผลงานใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้ของ อุรุดา โควินท์...เหมือนจะสัมผัสได้ถึงลีลาการขยับปีกโบยบินของผีเสื้อตัวหนึ่งที่พลิ้วสวยมีจังหวะจะโคน แปรเปลี่ยนลมพายุที่พัดรุนแรงให้เป็นลมใต้ปีกที่ยิ่งพัดรุนแรงก็ยิ่งทำให้แข็งแกร่งจนโบยบินข้ามทุกสิ่งไปได้ไกลแสนไกลเท่าที่ใจอยากให้เป็น...