นิราศ

รูปแบบของการประพันธ์วรรณคดีของไทย
ห้องสมุดสกุลไทย

ชาติไทยเรามีความมั่งคั่งในด้านภาษาและวรรณกรรมอันเป็นเอกลักษณ์แห่งศิลปวัฒนธรรมของชาติ เห็นได้จากการที่ไทยมีตัวอักษรสำหรับถ่ายทอดภาษาเป็นของชาติไทยมาแต่โบราณกาลนานถึงสมัยสุโขทัยเป็นราชธานี และต่อมาก็มีสรรพวิทยาการด้านต่างๆทั้งศาสนา สังคม วัฒนธรรม ศิลปะ ได้รับการถ่ายทอดโดยตัวอักษรไทย เป็นมรดกทรัพย์สินทางปัญญาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะวรรณคดี ซึ่งมีคุณลักษณะของวรรณศิลป์และรูปแบบหลากหลายมาก เช่น วรรณคดีลิลิต วรรณคดีนิราศ วรรณคดีบทละคร วรรณคดีสุภาษิต วรรณคดีประวัติศาสตร์ ฯลฯ เป็นต้นว่า ลิลิตยวนพ่าย นิราศเมืองแกลง นิราศพระบาท บทละครเรื่องอิเหนา รามเกียรติ์ สุภาษิตสอนหญิง ลิลิตตะเลงพ่าย

คอลัมน์ห้องสมุดสกุลไทยฉบับนี้ ขอเสนอความรู้เกี่ยวกับ "นิราศ" ซึ่งเป็นรูปแบบของการประพันธ์วรรณคดีของไทยที่น่าสนใจมาก

กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ หรือ น.ม.ส. ได้อธิบายเกี่ยวกับ "นิราศ" ไว้ในปาฐกถาเรื่อง นิราศนรินทร์ ที่สามัคยาจารย์สมาคมมีใจความดังนี้

๑. คำว่า "นิราศ" จะมาจากคำใดไม่ทราบแน่ และไม่อาจยืนยันว่ามาจากรูปศัพท์ภาษาบาลีหรือสันสกฤต อย่างไรก็ดี มีรูปศัพท์ภาษาสันสกฤตคำหนึ่งแยกศัพท์ได้เป็น นิร+อาศา (นิร แปลว่า ไม่ อาศา แปลว่า ความหวัง คำว่า นิราศ ภาษาสันสกฤตดังกล่าวนี้ เห็นจะไม่ใช่ความหมายที่แท้จริงของคำว่า นิราศ ที่เราใช้กันในวรรณคดี

คำว่า นิราศ อาจจะมาจากคำ "นิร" คำเดียว แล้วแผลง อะ เป็น อา เติม ศ ซึ่งกวีใช้กันมากก็อาจเป็นได้

ลักษณะที่เด่นและสำคัญที่สุดของวรรณคดีนิราศนั้นก็คือ เป็นหนังสือที่แต่งเมื่อร้างไปจากความรัก พรรณนาความเศร้าอันเกิดจากการพรากรัก และพรรณนาความงามของหญิงที่ตนรักตามที่กวีนึกเห็นว่าควรจะงาม แม้ว่าในความเป็นจริง กวีอาจจะไม่ได้พรากจากหญิงใด หรือไม่ได้คิดถึงหญิงใด แต่ถ้ากวีได้เขียนพรรณนาความรู้สึกเช่นกล่าวมาแล้วนี้ ก็เรียกบทประพันธ์นั่นว่า นิราศ

ในพจนานุกรมของ มอเนียร์ วิลเลียม หรือของอัปเต แปลคำ "นิราศ" ว่า ปราศหวัง "นิราส" ว่า ถูกขัง ถูกบังคับให้ออกไป ถูกบังคับให้ไป ซึ่งอาจตั้งข้อสังเกตต่อไปได้ว่า การแต่งนิราศนั้นมักแต่งในคราวที่ถูกบังคับให้จากไป จะเป็นด้วยราชการบังคับหรือ กิจการอื่นใดบังคับก็เป็นได้

๒. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวถึงหนังสือ นิราศ ไว้ว่า

ก. หนังสือจำพวกที่เรียกว่า นิราศ คนมักเข้าใจกันว่า เป็นแต่แต่งคร่ำครวญถึงคู่ครองซึ่งผู้แต่งต้องพรากจากไป แลถึงจะแต่งดี ก็ดีแต่ในกระบวนกลอนสังวาศ หาวิเศษไปกว่านั้นไม่ ความเข้าใจเช่นนี้เข้าใจผิด ความจริงไม่เช่นนั้น ถ้าใครอ่านพิเคราะห์ดูนิราศชั้นเก่า เช่น นิราศพระยามหานุภาพไปเมืองจีนครั้งกรุงธนบุรี ซึ่งพิมพ์เมื่อเร็วๆนี้ก็ดี ฤๅนิราศชั้นใหม่ซึ่งผู้แต่งเข้าใจระเบียบ เช่น นิราศลอนดอน ของหม่อมราโชทัย แต่งเมื่อในรัชกาลที่ ๔ ก็ดี จะเห็นได้ว่า เขาแต่งว่าด้วยการที่ไป แลพรรณนาถึงถิ่นฐานบ้านเมืองตลอดจนกิจการที่ได้ไปรู้เห็นเป็นหลัก เอาความคร่ำครวญในทางสังวาศสอดสลับไว้เป็นแต่เครื่องประดับ ถึง นิราศของสุนทรภู่ ซึ่งแต่งแปลกกว่าของคนอื่นในสมัยอันเดียวกันก็ไม่ออกไปนอกระเบียบที่กล่าวนี้ นิราศที่แต่งดีจึงมีข้อความอันควรรู้ในทางโบราณคดีบ้าง ในทางภูมิประเทศแลกิจการต่างๆบ้าง มิมากก็น้อยทุกๆเรื่อง นิราศเมืองเทศที่พิมพ์ในสมุดเล่มนี้ก็เป็นหนังสือซึ่งให้ความรู้หลายอย่างดังกล่าวมานั้น (คัดจาก คำนำหนังสือนิราศเมืองเทศ)

ข. หนังสือจำพวกที่เรียกว่า นิราศ เป็นบทกลอนแต่งเวลาไปทางไกลมูลเหตุที่จะเกิดหนังสือชนิดนี้ขึ้น สันนิษฐานว่า คงเป็นเพราะเวลาเดินทางที่มักต้องไปเรือหลายๆวัน มีเวลาว่างมาก ได้แต่นั่งๆนอนๆไปจนเกิดเบื่อ ก็ต้องคิดหาอะไรทำแก้รำคาญ ผู้สันทัดในทางวรรณคดีจึงแก้รำคาญโดยกระบวนคิดแต่งกลอนบทกลอนที่แต่งในเวลาเดินทางเช่นนั้น ก็เป็นธรรมดาที่จะพรรณนาว่าด้วยสิ่ง ซึ่งได้พบเห็นในระยะทางประกอบกับอารมณ์ของตน เช่น ครวญคิดถึงคู่รักซึ่งต้องพรากทิ้งไว้ทางบ้านเรือน เป็นต้น กระบวนความในหนังสือนิราศจึงเป็นทำนองอย่างว่านี้ทั้งนั้น ชอบแต่งกันมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี แต่ที่เรียกว่า หนังสือนิราศดูเหมือนจะบัญญัติขึ้นในชั้นกรุงรัตนโกสินทร์

หนังสือนิราศครั้งกรุงศรีอยุธยา มักแต่งเป็นโคลง แลที่เรียกชื่อเรื่องแปลกๆกัน โคลงนิราศก่อนเรื่องอื่นที่มีฉบับอยู่บัดนี้ เรียกชื่อเรื่องว่าโคลงหริภุญชัย เดิมแต่งเป็นโคลงลาวที่เมืองเชียงใหม่ เมื่อปีฉลู "เมิงเป๊า" ในนั้นกล่าวถึงพระพุทธสิหิงค์ว่ายังอยู่เมืองเชียงใหม่ เพราะฉะนั้นคงจะแต่งเมื่อปีฉลู เมิงเป๊า รอบที่ตรงกับ พ.ศ.๒๑๘๑ ก่อนสมเด็จพระนารายณ์ เชิญพระพุทธสิหิงค์ลงมากรุงศรีอยุธยา นิราศเรื่องนี้เอามาแต่งแปลงเป็นโคลงไทยที่กรุงศรีอยุธยาอีกชั้นหนึ่ง แต่ดูเหมือนจะนับถือกันมาก นิราศที่แต่งในกรุงศรีอยุธยาเก่าก่อนเรื่องอื่นนั้น คือ โคลงพระศรีมโหสถ แต่งเมื่อตามเสด็จสมเด็จพระนารายณ์ ไปรับช้างเผือกที่เมืองนครสวรรค์ เมื่อ พ.ศ.๒๒๐๑ ต่อมาถึงโคลงกำสรวลของศรีปราชญ์แต่งเมื่อถูกเนรเทศจากพระนครศรีอยุธยาลงไปอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราชว่าเมื่อในรัชกาลพระเจ้าเสือ ระหว่างพ.ศ.๒๒๔๖ กับ พ.ศ.๒๔๕๑ นิราศกำสรวลนี้ในกระบวนความเห็นได้ว่า แต่งตามอย่างนิราศหริภุญชัย แต่แต่งดีขึ้นไปอีก ผู้แต่งโคลงนิราศชั้นหลังมา แม้ที่แต่งในกรุงรัตนโกสินทร์นี้ชอบเอาอย่างโดยมาก

นิราศครั้งกรุงศรีอยุธยาที่แต่งเป็นกลอนสุภาพ มีปรากฏอยู่เรื่องเดียวแต่นิราศเมือง เพชรบุรี ของหม่อมพิมเสน แต่ก็รวมไว้ในพวกเพลงยาวสังวาศ หาได้แยกออกเป็นเรื่องต่างหากเหมือนอย่างนิราศที่แต่งกันในชั้นกรุงรัตนโกสินทร์ไม่ ถึงนิราศที่แต่งเป็นกลอนสุภาพในกรุงรัตนโกสินทร์นี้ ชั้นแรกก็รวมอยู่ในเพลงยาวสังวาศ มิได้แยกออกเป็นประเภทหนึ่งต่างหาก มีตัวอย่างที่สำคัญคือนิราศท่าดินแดง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระราชนิพนธ์เมื่อเวลาเสด็จฯยกกองทัพหลวงไปปราบพม่าข้าศึก เมื่อปีมะเมีย พ.ศ.๒๓๒๙ ก็รวมอยู่ในเพลงยาว เพิ่งจะแยกออกเป็นนิราศเรื่องหนึ่ง เมื่อในรัชกาลที่ ๕

นิราศที่แต่งกันในชั้นกรุงรัตนโกสินทร์นี้ แต่งทั้งเป็นโคลงและเป็นกลอนสุภาพ ดูเหมือนกวีที่แต่งนิราศในครั้งรัชกาลที่ ๑ รัชกาลที่ ๒ จะถือคติต่างกันเป็น ๒ พวก พวกหนึ่งถือคติเดิมว่า โคลง ฉันท์ เป็นของสำคัญ และแต่งยากกว่ากลอน กวีพวกนี้แต่งนิราศเป็นโคลงตามเยี่ยงอย่างศรีปราชญ์ทั้งนั้น กวีอีกพวกหนึ่งชอบเพลงยาว อย่างเช่น เล่นกันเมื่อปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา กวีพวกนี้แต่งนิราศเป็นกลอนสุภาพทั้งนั้น ถ้าว่าเฉพาะที่ผู้สำคัญในกวีพวกหลังนี้ คือ สุนทรภู่ แต่งนิราศเป็นกลอนสุภาพมากเรื่องกว่าใครๆหมด กลอนของสุนทรภู่ คนชอบอ่านกันแพร่หลาย ก็ถือเอา นิราศของสุนทรภู่ เป็นแบบอย่างแต่งนิราศกันต่อมาตั้งแต่รัชกาลที่ ๓ จนถึงรัชกาลที่ ๕" (คัดจากคำนำเรื่อง ประชุมนิราศสุนทรภู่ (เล่ม ๕)

๓. นายเปลื้อง ณ นคร เขียนไว้ในประวัติวรรณคดีไทยว่า

ความหมายของนิราศ นิราศเป็นบทวรรณกรรมประเภทหนึ่ง พรรณนาระยะการเดินทางผสมกับอารมณ์ความรู้สึกของกวี แก่นของนิราศก็คือความรัก กวีย่อมถือเอาอาการรำพึงรำพันถึงหญิงคนรักที่ตนต้องพรากไปเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อเดินทางไปถึงตำบลอะไร หรือพบเห็นสิ่งอันใด ซึ่งกวีเห็นสมควรจะนำมาเขียนแล้ว ย่อมต้องกล่าวถึงสิ่งนั้นคาบเกี่ยวไปถึงเรื่องรัก

บทประพันธ์ที่ใช้แต่ง นิราศ นั้น มักนิยมโคลงดั้น โคลงสี่สุภาพและกลอนแปดเป็นพื้น มีที่แต่งเป็นคำฉันท์บ้างเหมือนกัน เช่น นิราศเมืองนครฯ พระนิพนธ์กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ ถ้าแต่งเป็นคำโคลง ก็จะต้องขึ้นต้นด้วยร่ายบทหนึ่งก่อน ร่ายนั้นจะต้องเป็นคำสดุดีบ้านเมือง ยอพระเกียรติ แล้วจึงแต่งเป็นโคลงไปจนจบเรื่อง ถ้าเป็นคำกลอนก็ต้องขึ้นต้นด้วยกลอนรับ ตัดกลอนสดับ (หรือสลับ) อันเป็นกลอนวรรคแรกทิ้งออกเสียวรรคหนึ่ง ทำนองเดียวกับเพลงยาว แล้วต้องจบด้วยคำ เอย นิราศที่เขียนเป็นกลอนนั้น ไม่ต้องกล่าวสดุดีหรือยอพระเกียรติเริ่มเรื่องมักบอกวันเวลา และกล่าวถึงสาเหตุที่ต้องเดินทาง แสดงความอาลัยถึงหญิงที่รัก แล้วพรรณนาการเดินทางเป็นระยะๆไป จนถึงตำบลปลายทางเป็นจบเรื่อง ตอนจบเรื่องอาจมีคำส่งท้าย เป็นคำอธิษฐานคำอุทิศหรือแง่คิดอย่างใดอย่างหนึ่ง

เรื่องชิ้นเก่าที่เขียนเป็นทำนองนิราศคือโคลงหริภุญชัย และโคลงกำสรวล จะเห็นได้ว่าในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้น แม้จะมีการแต่งเรื่องจำพวกนิราศกันแล้ว แต่ยังหาเรียกว่า นิราศไม่ เพราะวรรณกรรมชนิดนี้ก็หาได้นิยมกันแพร่หลายในครั้งกรุงศรีอยุธยาไม่ ในยุครัตนโกสินทร์กวีที่ทำให้เกิดความนิยมเรื่องนิราศขึ้นน่าจะเป็นสุนทรภู่

ถึงแม้ นิราศจะเป็นเรื่องพรรณนาความเศร้าและความอาลัยที่ต้องจากผู้เป็นที่รักมาก็จริง แต่กวีอาจเขียนพรรณนาตามแบบแผนที่นิยมกันเท่านั้นก็ได้ ดังใน นิราศ บางเรื่อง เช่น

ในกาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง ของ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร ตอนจบมีข้อความว่า

  "จบเสร็จครวญคร่ำกาพย์  บทพิลาปถึงสาวศรี

แต่งตามประเวณี   ใช่เมียรักจะจากจริง"

และใน นิราศภูเขาทอง สุนทรภู่ได้เขียนความส่งท้ายไว้ว่า

  "นิราศเรื่องเมืองเก่าของเรานี้ ไว้เป็นที่โสมนัสทัศนา

ด้วยได้ไปเคารพพุทธรูป  ทั้งสถูปบรมธาตุพระศาสนา

เป็นนิสัยไว้เหมือนเตือนศรัทธา ตามภาษาไม่สบายพอคลายใจ

ใช่จะมีที่รักสมัครมาด  แรมนิราศร้างมิตรพิศมัย

ซึ่งครวญคร่ำทำทีพิรี้พิไร  ตามวิสัยกาพย์กลอนแต่ก่อนมา

เหมือนแม่ครัวคั่วแกงพะแนงผัด สารพัดเพียญชนังเครื่องมังสา

อันพริกไทยในผักชีเหมือนสีกา ต้องโรยหน้าเสียสักหน่อยอร่อยใจ

จงทราบความตามจริงทุกสิ่งสิ้น อย่านึกนินทาแถลงแหนงไฉน

นักเลงกลอนนอนเปล่าก็เศร้าใจ จึงร่ำไรเรื่องร้างเล่นบ้างเอย"

ข้อความของกวีดังกล่าว จึงชวนให้เข้าใจได้ว่า นิราศ นั้นเป็นกาพย์กลอนที่กวีแต่งเพื่อบรรเทาความเบื่อหน่ายในการเดินทาง ด้วยในอดีตนั้นการเดินทางต้องเปลืองเวลามาก ส่วนการที่นำผู้หญิงเข้ามาเกี่ยวนั้นก็เพียงแต่ "ต้องโรยหน้าเสียสักหน่อย" เท่านั้นเอง

เมื่อพิจารณานิราศเรื่องต่างๆแล้ว ก็พอจะแบ่งนิราศออกได้เป็น ๓ พวก คือ

๑. นิราศ ที่กวีประพันธ์เมื่อจากบ้านและจากคู่รักจริงๆ เช่น นิราศพระบาทของ สุนทรภู่ กำสรวล ของศรีปราชญ์

๒. นิราศ ที่ผู้ประพันธ์จากที่อยู่จริงๆ แต่ไม่จำเป็นต้องพรรณนาถึงคู่รัก เช่น นิราศลอนดอน ของ หม่อมราโชทัย และ

๓. นิราศสมมติ คือผู้เขียนสมมติเขียนขึ้น เช่น นิราศอิเหนาของสุนทรภู่ นิราศเดือน ของนายมี เป็นต้น

ในกระบวนนิราศด้วยกัน นิราศของสุนทรภู่ควรจะนับว่าดีที่สุดได้ด้วยสุนทรภู่มิได้เขียนเพ่งไปในเชิงความรักแต่ประการเดียว แต่ยังได้แทรกคติธรรม ข้อขอดค่อน ตำนานนิยาย อารมณ์ความรู้สึกของกวี ตลอดจนบทพรรณนาสถานที่ ป่าเขาลำเนาไพรไว้อย่างน่าฟัง ในนิราศทั้ง ๙ เรื่อง ที่สุนทรภู่เขียนไว้นั้น นิราศภูเขาทอง ควรจะนับว่าดีที่สุด

สุนทรภู่ได้แต่งนิราศไว้รวม ๙ เรื่อง เป็นนิราศคำกลอน ๘ เรื่อง และเป็นโคลงสี่ ๑ เรื่อง ดังนี้

๑. นิราศเมืองแกลง (กลอน)

๒. นิราศพระบาท (กลอน)

๓. นิราศภูเขาทอง (กลอน)

๔. นิราศวัดเจ้าฟ้า (กลอน)

๕. นิราศสุพรรณ (โคลง)

๖. รำพันพิลาป (กลอน)

๗. นิราศพระประธม (กลอน)

๘. นิราชเมืองเพชร (กลอน)

๙. นิราศอิเหนา (กลอน)