"ปิยะรัตน์ คาวาอิ" นักเล่านิทานไทยในนิทานญี่ปุ่น

สัมภาษณ์พิเศษ
ช่างภาพ: 

"คนไทย" กับ "นักเล่านิทานญี่ปุ่น" สองคำที่ไม่น่าจะไปด้วยกันได้ กลับกลายเป็นบทบรรยายคุณสมบัติของ "ปิยะรัตน์ คาวาอิ" ได้ดีที่สุด

ปิยะรัตน์ เกิดและเติบโตที่ประเทศไทย ทำงานเพื่อสังคมทั้งเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรอิสระ และเป็นส่วนสำคัญในการก่อตั้งองค์กร บทบาทของเธอเด่นชัดในฐานะหญิงสาวที่มีความสามารถ และมีส่วนสำคัญในการพัฒนาสังคม แต่เมื่อ "ความรัก" ทำให้เธอต้องละทิ้งบทบาทดังกล่าวในประเทศไทย เพื่อไปใช้ชีวิตในประเทศญี่ปุ่น เธอก็ทิ้งเพียงตำแหน่งซึ่งเป็นฐานะทางสังคมไว้ แต่นำความสามารถกับใจรักในการทำงานเพื่อสังคมไปพัฒนาบทบาทใหม่ที่มีคุณค่าไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน

เธอเล่าจุดเริ่มต้นของความรักด้วยรอยยิ้ม คลอเคล้าด้วยน้ำตาแห่งการระลึกถึงด้วยความซึ้งใจว่า

"ไปเรียนไม่นานก็ไปเจอหนุ่ม (หัวเราะ) เป็นหมอฟัน เป็นโฮสต์แฟมิลี่ อยู่เมืองมิโน วันที่เจอคือมีนักศึกษาไทยมาชวนเราไปเที่ยวบ้านโฮสต์ เราก็ไป แล้วน้องที่ชวนเราไปเขาทำอาหารไม่เป็น แต่เอาซองต้มยำกุ้งไป เราไปก็ไปนั่งเครียดเพราะที่บ้านเขาพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เราก็พูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ ก็เลยไปทำต้มยำกุ้ง ซึ่งปกติแฟนเราเขาจะไม่อยู่ แต่วันนั้นเขาตื่นสาย ก็เลยได้กินต้มยำกุ้งแล้วก็ติดใจขอชามที่สอง พอได้คุยกันเรื่องงานอดิเรก เขาก็เล่าว่าไปเรียนพิเศษเล่นไวโอลิน แล้วเราก็ชอบเครื่องสาย แล้วบังเอิญเขาก็เล่นเพลงขอให้เหมือนเดิม (น้ำตาไหล) เราก็รู้สึกว่าคนนี้ทำไมดีกับเรา มีอะไรมาบอกว่าคนนี้เหมือนเป็นเนื้อคู่ คุยไปคุยมาลืมคนอื่น คุยกันอยู่สองคน

เวลาจีบกันเขาใช้ดิกชันนารีอังกฤษ-ญี่ปุ่น เราญี่ปุ่น-อังกฤษ คุยกันคำหนึ่งก็หาอยู่นาน แต่มันไม่มีเวลา ไม่มีกำแพงเลยนะความรัก เป็นความรักกระจุ๋มกระจิ๋ม ก่อนแต่งก็รู้จักได้ ๖ เดือน เรากำลังจะย้ายไปเรียนต่อที่อื่น ซึ่งทุนที่เราได้มาเรียนให้ ๒ ปี ถ้าเข้าปริญญาเอกไม่ได้ต้องกลับ ตอนนั้นก็เกิดปัญหาว่าจะแต่งหรือจะเรียนต่อ ตอนนั้นก็อายุ ๓๔ ก็โทร.หาพี่สาวที่อเมริกา เขาบอกว่าอย่าเหมือนชั้นนะ แต่งแล้วต้องกลับมาใช้ทุน เลยคุยกับแฟนว่าถ้าแต่งไม่มีเงินนะ เขาก็บอกว่าเขาเอาสมองของประเทศไทยมา เขายินดีจ่าย"

คำว่า "สมองของประเทศไทย" ที่แฟนของปิยะรัตน์กล่าว ไม่ได้เกินความจริงแม้แต่น้อย เพราะก่อนที่เธอจะได้รับทุนไปศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่นนั้น ผลงานทั้งการเรียนและการทำงานของเธอ การันตีถึงความสามารถ และความเสียสละทำงานเพื่อส่วนรวมได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งการจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี จากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยเกียรตินิยมอันดับ ๒ จบการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาปฐมวัย Early Childhood Education จาก University of New York at Buffalo, USA ได้รับทุน Monbusho กระทรวงศึกษาธิการของรัฐบาลญี่ปุ่น เป็น Research Student ของ Faculty of Human Sciences, Osaka University และประสบการณ์ทำงานที่หลากหลาย อาทิ เป็นโภชนากรของ Japan Volunteer Center (JVC) องค์กร NGO ช่วยเหลือผู้ลี้ภัยอพยพจากประเทศเขมรที่ค่ายผู้ลี้ภัย อำเภออรัญประเทศ จังหวัดปราจีนบุรี เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ สอนในภาควิชาประถมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นประธานมูลนิธิ Marcel Charles Roy เพื่อเด็กไทย องค์กร NGO ช่วยเหลือเด็กไทยภาคเหนือในด้านทุนการศึกษา โดยเฉพาะการละทิ้งการเป็นประธานมูลนิธิ Marcel Charles Roy มูลนิธิที่เธอมีส่วนสำคัญในการก่อตั้ง ซึ่งเธอเป็นมากกว่า "สมอง"

"ระหว่างที่เป็นอาจารย์สอนในภาควิชาประถมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีสอง อย่างเข้ามาในชีวิต คือการเตรียมตัวไปศึกษาต่อต่างประเทศ และได้รู้จักกับ ดร.รอย หมอชาวแคนาดา ท่านเป็นนักบุญที่อยากช่วยเด็กสมองดี แต่ขาดโอกาสที่จะพัฒนาตนเองไปสู่สังคม เพราะขาดปัจจัยด้านการเงิน ท่านก่อตั้งมูลนิธิที่ฟิลิปปินส์ แต่พอมาเที่ยวเมืองไทย ก็อยากก่อตั้งเพื่อช่วยเด็กที่นี่ แต่ไม่รู้จะไปอยู่จุดไหน เราได้รู้จักท่าน ท่านก็เล่าว่าชีวิตคนเราต้องทำความดี ถ้าเราอยู่ในสถานะที่ดีแต่ไม่แบ่งปัน พระเจ้าจะโกรธ ตอนนั้นพอท่านเล่า เราก็คิด ท่านมาตั้งไกลเพื่อมาช่วย เราก็อยากช่วยคนดีที่ทำดี เราก็บอกว่าได้ค่ะ อยากให้ดิฉันช่วยอะไรก็ยินดี ท่านก็โยนเงินให้เลยสองแสน นั่นคือจุดเริ่มต้น แต่กระบวนการตั้งมูลนิธิต้องใช้เวลา ต้องมีการตรวจสอบ ใช้เวลา ๒ ปี กว่าจะตั้งได้ แล้วพอดีที่เราได้ทุน"

เมื่อมูลนิธิสามารถตั้งได้สำเร็จ ปิยะรัตน์ก็ต้องไปศึกษาต่อต่างประเทศและพบกับความรักที่ไม่ได้คาดหวังไว้ และเมื่อการตัดสินใจครั้งใหญ่ผ่านพ้นไป ปิยะรัตน์เริ่มบทบาทใหม่ของตนในฐานะภรรยาของสามีชาวญี่ปุ่นและเป็นอาจารย์พิเศษสอนภาษาอังกฤษที่ Faculty of Economy, Kansai University, Osaka Japan โดยมีเรื่องราวของมูลนิธิซึ่งเธอร่วมก่อตั้งคั่งค้างอยู่ในใจ และการ "เล่า" ก็เริ่มแสดงอิทธิพลที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เมื่อเธอตัดสินใจเล่าเรื่องนี้ให้กับเพื่อนชาวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหญิงสาวนักกิจกรรม และเป็นครูสอนภาษาญี่ปุ่นให้นักเรียนไทย ชื่อ "ยูกิโกะ" ฟัง

"ยูกิโกะบอกว่าถ้างั้นเรามาหาทุนกันดีไหม ตอนนั้นก็กลายเป็นแม่สองคนที่รับเด็กไว้ในอุปการะ ตอนนั้นเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน เมืองไทยบูมมาก คนมาเรียนภาษาไทยเยอะ คนญี่ปุ่นเริ่มเข้าเมืองไทยเยอะ การเรียนภาษาไทยในสถาบันสอนภาษาแพงมาก เราตั้งกลุ่มสอนภาษาไทยขึ้นมา ชื่อกลุ่ม 'กรุณา' แล้วลงในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น คนก็มาเรียนประมาณ ๑๐ คนได้ เราก็เก็บเงินคนละหนึ่งพัน แล้วเอามาตั้งเป็นทุนให้กับกลุ่มกรุณา พอเราเล่าให้เขาฟังว่าเราเป็นสปอนเซอร์ เขาก็ร่วมกันเป็น บังเอิญว่าตอนนั้นมีหนังสือพิมพ์ที่กำลังหาคนต่างชาติที่บำเพ็ญประโยชน์ให้กับคนญี่ปุ่น มีคนแนะนำเรา เขาก็ลงเรื่องให้ ก็มีคนโทร.มา ก่อนหน้านั้นมีแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นจะเริ่มมีความคิดเรื่องอาสาสมัคร แล้วพอเราลงเรื่องว่าเราอยากให้เด็กที่อยากเรียน สมองดี แต่ไม่มีโอกาส ได้เรียน เล่าเรื่องความไม่สมดุล เด็กที่มีเงินไม่อยากเรียน แต่เด็กที่อยากเรียนไม่มีเงิน ก็มีคนมาขอเป็นแม่บุญธรรมทีเดียวสองร้อยกว่าคน กลุ่มก็เลยใหญ่ขึ้นมา ต้องไปหาคนมาช่วย เป็นผู้จัดการ เป็นเหรัญญิก มีกรรมการคนญี่ปุ่น มีประชุมปีละครั้ง การส่งเงินก็ส่งผ่านมาทาง มูลนิธิ Marcel Charles Roy"

ภาระคั่งค้างในใจของปิยะรัตน์ถูกบรรเทาด้วยภารกิจใหม่ในฐานะประธานกลุ่ม "กรุณา" องค์กร NGO ที่รับคนญี่ปุ่นเป็น foster parent ช่วยเหลือเด็กในโครงการของมูลนิธิ Marcel Charles Roy เพื่อเด็กไทย ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๓๕ ถึง พ.ศ.๒๕๔๒ และเธอตัดสินใจลาออกจากหน้าที่ด้วยเหตุผลหลายประการ หนึ่งในนั้นคือการทำหน้าที่ "แม่" อย่างเต็มตัว โดยที่ทั้งกลุ่มกรุณา และมูลนิธิ Marcel Charles Roy สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคงแล้วจนถึงปัจจุบัน

บทบาทในความเป็น "แม่" นี่เอง ที่ทำให้ ปิยะรัตน์ได้มาเรียนรู้ รู้จัก และกลายเป็นคนไทยที่เป็น "นักเล่านิทานญี่ปุ่น"

"คามิ แปลว่า กระดาษ ชิไบ แปลว่า ละคร แปลว่า เล่า คามิชิไบ เป็นการเล่าจากภาพ เป็นละครที่ต้องแสดงออก แสดงท่าทาง"

ปิยะรัตน์อธิบายความหมายของ "คามิชิไบ" นิทานพื้นบ้านของญี่ปุ่น และนำคามิชิไบหลายเรื่องที่เธอเขียนไว้มาให้ดู พร้อมสาธิตการเล่าแบบสั้นๆ เพื่อให้เห็นภาพของความเป็น "คามิชิไบ" ที่ชัดเจนมากขึ้น สีสันของละครกระดาษที่ถูกนำเสนอผ่านทางภาพวาด และท่าทางการเล่าที่มีความสนุกสนาน คล่องแคล่วยืนยันถึงความสามารถซึ่งถูกการันตีด้วยรางวัล "คามิชิไบ" ระดับประเทศได้เป็นอย่างดี จุดเริ่มต้นการเรียนรู้เกี่ยวกับคามิชิไบของปิยะรัตน์ เกิดจากแผ่นใบปลิวที่ลูกสาวนำกลับมาจากโรงเรียน

"อยู่ญี่ปุ่น แต่เราก็ไม่เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการเล่านิทานเด็ก เพราะรู้สึกภาษาไม่ดี การแต่งไม่ดี แต่พอลูกสาวกลับจากโรงเรียน ตอนที่เขาเรียนอยู่ชั้น ป.๒ เขามีแผ่นใบปลิวจากโรงเรียนมาว่า ถ้าอยากให้ลูกมาเข้าร่วมกิจกรรมการเขียน การเล่า การแต่งนิทาน กรุณาพาลูกสาวไปที่ในใบปลิว มีเบอร์โทรศัพท์ มีสถานที่ มีเวลา เราถามลูกสาว เขาอยากไป เราก็เลยพาไป มีการเวิร์คช็อปทั้งหมด ๖ ครั้ง มีผู้เชี่ยวชาญด้านคามิชิไบ มาเวิร์คช็อปให้"

คามิชิไบเป็นศิลปะการเล่านิทานรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นเทคนิคที่เกิดขึ้นในสมัยเฮอันราวศตวรรษที่ ๑๒ สมัยนั้นพระในศาสนาพุทธของญี่ปุ่น ได้ใช้ "ม้วนหนังสือ" ที่มีภาพวาดประกอบเลื่อนไปเรื่อยๆ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวด้วยบทเรียนทางศีลธรรมให้แก่ผู้คนส่วนใหญ่ที่อ่านหนังสือไม่ออก เป็นการเล่านิทานภาพประกอบโดยการติดภาพประกอบลงบนกระดาษยาวเรียงต่อเหมือนฟิล์ม และมีกล่องที่มีหน้าจอเหมือนโทรทัศน์ซึ่งผู้เล่าจะค่อยๆ หมุนภาพที่อยู่ในกล่องไปเรื่อยๆ (อ้างอิงจาก www.metalbridges.com/yami-shibai-japanese-ghoststories/,2556) โดย คามิ แปลว่า กระดาษ ชิไบ แปลว่า ละคร จึงเป็นการละคร ที่ต้องออกท่าทาง ออกเสียง ความยากของคามิชิไบสำหรับปิยะรัตน์แล้ว จึงไม่ใช่แค่ภาษา แต่เป็นเทคนิคทั้งหมดที่ทำให้เกิดคามิชิไบขึ้น

"เราไปกับลูกสาว ไปนั่งเบื่อ เขาสอนตั้งแต่วิธีพับกระดาษ พับออกมาให้เป็นแปด ออกมาตรงนี้เป็นภาพ ตรงนี้เป็นเขียน เด็กก็มากันเยอะมาก ลูกสาวเขียนเรื่องไปรษณีย์กระต่าย เป็นเรื่องของไปรษณีย์ที่เป็นกระต่าย ทีนี้เราก็ไปถามองค์กรว่าเราไม่ได้สมัครมา เราขอเข้าร่วมได้ไหม เพราะนั่งรอเฉยๆ ก็เบื่อ ปกติเขาจะไม่ให้ เพราะที่ญี่ปุ่นทุกอย่างต้องทำตามขั้นตอน แต่เขาก็ให้เราเข้าร่วมด้วย องค์กรนี้เป็นองค์กรที่สนับสนุน โปรโมทไม่ให้คามิชิไบหายไป ซึ่งตอนนี้เราก็เป็นสมาชิกไปแล้ว แต่ตอนแรกที่เข้าไปขอเวิร์คช็อปด้วย จำได้เลยว่าวันแรกคิดไม่ออก เขียนไม่ได้เลย เพราะไม่ได้วาดรูปมาหลายสิบปี วาดรูปตอนประถมคะแนนเต็ม ๑๐ ก็ได้ ๕ วันแรกก็เลยไม่ได้เขียน แต่พอกลับบ้าน ก็นึกถึงตอนสอนอยู่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก่อนได้ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น สอนวิชาวรรณกรรมเด็กสากล สอนแล้วให้นักศึกษาหัดแต่ง เพราะคุณเป็นครูต้องมีทักษะการเล่า ก็มีนักศึกษาคนหนึ่งฝึกสอนที่โรงเรียนบ้านเรา เขาก็ว่าบ้านเรามีกล้วยอยู่เต็มไปหมด แต่เด็กบ้านเราทำไมนะ มีเงินอยู่นิดหนึ่งก็ไปซื้อพวกขนมกรุบกรอบ ข้าวเกรียบ ซึ่งไม่มีประโยชน์ เขาปรึกษาว่าอาจารย์คิดว่าทำวิธีไหนจะให้เด็กกินกล้วยดีกว่า เพราะกล้วยมีประโยชน์ ฟรีด้วย ก็คิดว่านิทานน่าจะช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมได้ ตอนนั้นก็สเก๊ตช์ไปเรื่อยๆ ได้สองแผ่น ชื่อว่ายักษ์คอยาวแห่งเกาะกล้วย เด็กชอบอะไรที่เกี่ยวกับยักษ์ ชอบอะไรที่คอยาวๆ ยืดได้ เป็นแฟนตาซี ทำตั้งแต่อยู่เชียงใหม่ แต่เราต้องมาอยู่ญี่ปุ่น ก็เลยเก็บนิทานเรื่องนั้นไว้"

นิทานซึ่งถูกเก็บมานานเป็น ๑๐ ปี เรื่อง "ยักษ์คอยาวแห่งเกาะกล้วย" กลับมาอยู่ในความระลึกถึงของปิยะรัตน์อีกครั้ง ในวันที่เธอต้องไปเรียนรู้เรื่องการเล่านิทานในแบบฉบับของญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า "คามิชิไบ" และกลายเป็นนิทานที่เบิกทางการเป็น "นักเล่านิทาน" ได้อย่างสวยงาม

"มาเวิร์คช็อปเราก็เขียนไม่ออก อาทิตย์ที่สองก็ตายแล้ว เขียนไม่ออกทำไงดี เขาก็บอกให้เขียนอะไรก็ได้ ที่ตอนจบต้องประทับใจคนฟัง ยิ่งน้อยยิ่งดี คามิแปลว่าภาพ ชิไบ แปลว่า เล่า แต่เล่าไม่ออก ก็มาหาชั้นหนังสือที่เอามาจากเมืองไทย ก็ดึงยักษ์คอยาวแห่งเกาะกล้วย ก็เอามาสเก๊ตซ์เป็นภาพ วันสุดท้ายให้เล่าด้วย ต้องมาพรีเซ้นท์ ก็พรีเซ้นท์ไม่ดี ตอนนั้นภาษาญี่ปุ่นแย่มาก ลูกก็เขียนให้ คนที่ดูแลเรื่องโครงสร้างนิทานก็มาแก้ให้เรา พอวันสุดท้ายพรีเซ้นท์เสร็จ เขาก็มาบอกว่าให้เราส่งประกวดสิ เมืองมิโนมีประกวดปีละครั้ง มีมาตั้ง ๑๓ ครั้งแล้วแต่เราไม่รู้เรื่อง เราก็เลยส่ง แล้วก็มีจดหมายมาว่าผ่านรอบที่ ๑ แล้ว มีวิจารณ์มาว่าภาพคุณยูนิก (Unique) เราก็คิดว่าภาพเราคงยูนิก เพราะเราไม่เคยอ่านนิทานญี่ปุ่น ไม่อ่านนิทานเด็ก มันก็ออกมาจากตัวของเรา วาดได้แค่นี้ก็อย่างนี้แหละ เราไม่ได้รับอิทธิพลจากที่อื่น

ประกวดครั้งที่ ๒ หนึ่งอาทิตย์ต่อมา เป็นการส่งมาทั้งประเทศ เราอยู่ในประเภทมือสมัครเล่น ยังไม่โปรเฟสชั่นนัล แล้วรอบที่ ๒ เป็นการเล่า เราก็จะเล่ายังไง เพราะเราได้แต่ภาษาไทย แต่ตอนนั้นเรียนภาษาญี่ปุ่นอยู่ มีท่าสอนฟรีให้ชาวต่างชาติ เราก็ไปปรึกษาครูอาสาสมัคร เขาก็บอกว่าเอางี้สิ ให้ลูกเล่าญี่ปุ่น เธอต่อไทย เขาจะได้รู้ว่าเรื่องไทย เป็นการเล่าสองคนในแบบเดียวกัน จะมีเทคนิคในการเสริม ไม่ใช่แปะ ก็มาซ้อม กลายเป็นคู่แม่ลูกน่ารัก ไม่ทะเลาะกันเลย พอไปซ้อมบางทีก็ให้เพื่อนบ้างมาฟังหน่อยนะ เดี๋ยวเลี้ยงขนม น้ำชา แต่ละคนก็ติไม่เหมือนกัน ก็ผ่านรอบที่ ๒ มา"

ปิยะรัตน์เล่าว่า ด้วยวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่น ที่มีความเชื่อว่าผู้หญิงแต่งงานแล้วควรเป็นแม่บ้าน หากใครแต่งงานแล้วยังต้องทำงาน ฝ่ายสามีจะถูกมองว่าไม่มีความสามารถ ไม่สามารถเลี้ยงดูภรรยาได้ ทำให้ผู้หญิงชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่เมื่อแต่งงาน และลูกโตจนเข้าโรงเรียนแล้วจะต้องหางานอดิเรกทำ โดยกิจกรรมที่เป็นที่นิยมจะมีทั้งการเรียนจัดดอกไม้ที่เรียกว่าอิเคบานา การร้องคาราโอเกะ เรียนร้องเพลง ซึ่งตัวเธอเคยลองไปเรียนแต่ต้องเลิก ด้วยความรู้สึกที่เข้าไม่ถึงแต่เมื่อมาเจอคามิชิไบ กลับรู้สึกชื่นชอบและเลือกที่จะเข้ากลุ่มกิจกรรมนี้ เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่มีความจริงจังค่อนข้างสูง และในหนึ่งปีจะมีการแข่งขันเพียงหนึ่งครั้ง เป็นการแข่งขันระดับชาติ แต่ด้วยระยะเวลาของการทำงานแล้วจะมีความยาวนานพอสมควร ตั้งแต่การเวิร์คช็อป การประชุมกรรมการทุกเดือน การโปรโมท และการดำเนินงาน นอกจากนั้นการประกวดคามิชิไบครั้งแรกด้วยนิทาน "ยักษ์คอยาวแห่งเกาะกล้วย" ก็สร้างความประทับใจให้เธออย่างมาก

"เราผ่านการประกวดรอบ ๒ มาถึงรอบ ๓ ที่เหลืออยู่แค่ ๗ คนเท่านั้น ใน ๗ คนจะตกอีก ๔ คน และปีนั้นเราก็ได้รางวัลพิเศษ ชื่อ 'ซากาโมโตะ' เป็นชื่อของนักเล่านิทานที่เสียไป เป็นคนที่ทำให้คนตื่นตัวว่าคามิชิไบขจะหายไปหมดแล้ว คามิชิไบจะสูญสลาย ท่านโปรโมทจนคามิชิไบโตมาที่ชิโน จนตอนนี้คามิชิไบเริ่มโตที่อื่น เราก็เลยกลายเป็นนักเล่าโดยไม่รู้ตัว เพราะพอได้รางวัลแล้ว เราจะต้องแข่งในระดับโปรเฟสชั่นนัล"

จุดเริ่มต้นในการเข้าร่วมกิจกรรม "คามิชิไบ" กลายเป็นจุดเปลี่ยนหลายๆ อย่างในชีวิต โดยเฉพาะวิถีชีวิต แนวคิด และสังคม ที่เธอบอกว่าเธอมาได้ขนาดนี้เพราะได้เจอคนดี

"ตอนที่เราเตรียมเรื่องไปพรีเซ้นท์ ก็จะตั้งเป้าหมายกับตัวเองว่า ฉันจะท่องแผ่นหนึ่ง ๓ อาทิตย์ ดูภาพไปแล้วท่อง จำให้ได้ ไปซื้อกับข้าวก็ท่อง แผ่นนี้ต้องให้ได้ใน ๑ อาทิตย์ แล้วก็ดี ทำให้ลืมความทุกข์ว่าเราเหงา เราเบื่อ ดูคนอื่น ดูลูกสาวเขาทำเสียงเล็กๆ น้อยๆ คิดว่าอย่างไรเราก็จะไม่ยอมตก แข่งก็แข่งสิ เราไปเจอระดับโปรเฟสชั่นนัลหมด แต่คามิชิไบนำเรามาสู่สังคมที่ดี ได้มาอยู่ในกลุ่มที่คนมีคุณธรรม บางคนชมเรา ดีขึ้น วาดดีขึ้น ตลอดเวลาที่ประกวดมา เรื่องเราผ่านทุกครั้ง แต่ไม่ผ่านตรงเล่าเรื่อง ๑๒ ครั้ง และเคยได้รางวัลรองชนะเลิศมินิกรังด์ปรีซ์มาครั้งหนึ่ง ซึ่งตลอดเวลาที่เราทำ เราจะได้รู้จักคนดีๆมากมาย อย่างเวลาเราไปเรียนภาษา เราก็จะไปเล่าให้เขาฟัง เขาก็จะแก้จุดหนึ่ง พอไปเล่าให้อีกคนฟัง เขาก็จะแก้อีกจุด พอเราบอกว่าจะเอาแข่ง เขาก็จะเหรอๆ ช่วยกัน ทำให้มันออกมาดีขึ้น เราได้ปรับก็ดีขึ้น จุดเด่นคามิชิไบคือหน้าต่อไปคืออะไร ต้องให้คนฟังเนี่ยตาย หน้าที่ ๑ ทันใดนั้น หน้าที่ ๒ เสียงแม่มด ทุกๆหน้าที่จบต้องมีอะไรให้คนติดตาม เขาบอกว่าคามิชิไบ เป็นโรงละครที่เล็กที่สุด ต้องบาลานซ์กัน เราต้องไม่เด่นกว่ารูป ที่ตกๆมาหลายครั้ง บางทีเราออกท่ามาก จะเป็นโอเปร่า ไม่ได้ รูปต้องเป็นหนึ่ง ตัวเราเสียงเราต้องแทรกเข้าไป เรามาได้ขนาดนี้เพราะเราเจอคนดี"

"ยักษ์คอยาวแห่งเกาะกล้วย" นิทานญี่ปุ่นสัญชาติไทย ประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยมในเวทีการประกวดคามิชิไบ และเป็นจุดเริ่มต้นในการเรียนรู้เกี่ยวกับคามิชิไบของปิยะรัตน์ แต่ที่มาของ "นิทานไทย" อย่างแก้วหน้าม้า โสนน้อยในเรือนงาม สังข์ทอง ซึ่งไปมีชีวิตในนิทานญี่ปุ่นนั้น ปิยะรัตน์เล่าว่า

"ประกวดครั้งแรกทำเรื่องยักษ์คอยาวฯ ครั้งที่ ๒ ทำเรื่องสันติภาพ เพราะตอนนั้นมีเรื่องสงครามอิรักอิหร่าน ตอนแรกเราคิดว่านิทานไทยเอามาทำไม่ได้ เพราะค่อนข้างยาว และช่วงนั้นญี่ปุ่นต่อต้านสงครามมาก เราก็เอ๊ะ เรื่องสันติภาพคนลืมไปหรือเปล่า งั้นแต่งเรื่องนี้ดีกว่า เรื่องนั้นตกรอบที่ ๒ ก็หมดแรง ตอนนั้นกรรมการบอกว่า เรื่องดี แต่ยังไม่ถึงจุดคามิชิไบ คุณมีนิทานไทยมั้ย อาจจะมีที่เข้า พอไปเข้ากลุ่ม ทุกคนก็บอกเลยให้เอานิทานไทย ตอนนั้นเว้นมาหลายปีเลย เพราะตกมา ๒ ครั้ง อีกเรื่องคือ นิทรรศการของรสนา เล่าแล้วใช้ท่าทางเยอะ ดูไปดูมา เขาก็ดูรำของเรา ไม่ดูภาพ จนกระทั่งเพื่อนคนที่เป็นนักเล่าจะมีเวิร์คช็อป เราก็บอกไม่มีไม่ทำ ไม่เล่าแล้ว ไปๆ มาๆ สุดท้ายก็ทำเรื่อง สังข์ทอง ก็ผ่านเข้ารอบไปจนได้รางวัลพิเศษ"

จากนิทานไทย ซึ่งนำไปปรับเปลี่ยนเป็นคามิชิไบเรื่องแรกแล้วประสบความสำเร็จ เป็นที่มาของการนำนิทานไทยอีกหลายๆ เรื่องมาปรับเปลี่ยนเนื้อเรื่องเพื่อให้เข้ากับวิธีการเล่าแบบคามิชิไบ ความมีเอกลักษณ์ของนิทานไทยที่ผสมผสานกับการเล่าแบบคามิชิไบได้อย่างลงตัวนี่เอง ที่ทำให้คามิชิไบของปิยะรัตน์ มีเอกลักษณ์ และโดดเด่นขึ้นมา

"เรื่องแก้วหน้าม้าเขาชมมากเลย แล้วก็ถามทำไมหน้าเป็นม้า เราก็บอกว่านิทานไทย ตัวคนหน้าสัตว์เยอะ อาจเป็นเพราะเราอยู่กับสัตว์เยอะ อะไรที่เป็นหมูเป็นหมาคนชอบฟัง เราปรับให้แก้วหน้าม้ามีนิ้วชี้วิเศษ เพราะได้แชร์กันแล้วก็คิดว่า คนดีต้องมีคาถาวิเศษ คนดีมีคำวิเศษ ซึ่งพอเราเอาไปเล่าให้เด็กมัธยม เขาชอบมาก ตาโต ตั้งใจฟัง มีอาจารย์ที่สนิทกันบอกว่าไม่อยากให้เก็บไว้เฉยๆ ก็เอาไปเล่าที่ภาควิชาภาษาไทย ซึ่งมีนักศึกษาหลายๆ คนที่ไม่ตั้งใจเรียน เขาก็ตั้งใจมากขึ้น เพราะเราเล่าเป็นภาษาญี่ปุ่น คนไทยเล่าเป็นภาษาญี่ปุ่นได้ คนญี่ปุ่นที่เรียนไทย ก็มีความหวังว่าจะได้ พอเอาคามิชิไบมาเมืองไทย ไปเล่าที่วัดสวนดอก เด็กก็ชอบ สนุก เด็กบางคนมายืนดูวิธีวาดรูปเลย"

คามิชิไบ เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต แนวคิด และสังคมของปิยะรัตน์หลายอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่ควบคู่กันมาอย่างเด่นชัดเช่นกัน คือแนวทางในการทำงานเพื่อสังคมหลังจากที่คามิชิไบ เข้ามามีบทบาทในชีวิตอย่างมาก "การเล่า" ก็เป็นสิ่งที่เธอตระหนักถึงคุณค่าและอิทธิพลที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อการพัฒนามากยิ่งขึ้น

"ในกลุ่มของคามิชิไบ เวลาที่เราจะแข่งขันในแต่ละครั้ง กลุ่มแข่งขัน เราเป็นทั้งเพื่อนเป็นทั้งคู่แข่ง แต่เขาจะไม่คิดว่าเป็นคู่แข่ง ทุกคนติ ทุกคนแนะนำอย่างเต็มที่ เราชอบตรงที่เขาไม่เหยียบเรา อยากให้ทุกคนที่มาอยู่ในคามิชิไบ สามารถไปอยู่ในจุดสูงสุด ทำยังไงให้หมูขึ้นต้นไม้ได้ เขาช่วยติ ทั้งที่เป็นคู่แข่ง นิทานญี่ปุ่นมีการปลูกฝังเรื่องคุณธรรม ปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กๆ เมื่อได้มาสัมผัสด้วยตัวเองก็รู้สึกว่าเราดีขึ้น รู้สึกเรียบร้อยขึ้น รู้สึกนิสัยดีขึ้น จนเขียนบทความว่า คามิชิไบเปลี่ยนนิสัยฉันได้ เราคิดว่าสามารถทำให้นิทานไทยแพร่กระจายในสังคมญี่ปุ่น แล้วก็เลยคิดว่าคามิชิไบน่าจะกระจายได้ ตอนนี้มีการทำวิจัย โดยเอาคามิชิไบมาแก้ปัญหาสุขภาพจิตของคนหลายๆ แบบ เช่น คนที่อยากฆ่าตัวตาย คนที่หลงลืม ตอนนี้หมอเอาคามิชิไบให้คนวาดรูป เพราะไม่เน้นภาพสวย เน้นเรื่อง ภาพอิมแพ็ค

ในการประกวดคามิชิไบเองก็มีคนแก่อายุ ๘๐ ได้รางวัลชนะเลิศมา ๓ ครั้งแล้ว ไม่ได้ใช้ดินสอวาด แต่เอาสีแปะๆ เหมือนโกะ เขาเก่งมาก ทำให้กรรมการประทับใจ ทำให้ทุกคนอึ้งว่าทำได้ยังไง อายุ ๘๐ แล้ว ผลจากการบำบัดด้วยคามิชิไบมีความแตกต่างที่เห็นได้ชัด อย่างคนแก่ที่ถึงเวลาต้องไปโอริกามิ หรือพับกระดาษก็พับกระดาษอยู่นั่นแหละ พอมีคามิชิไบเข้ามา เขากลับตาใส มีชีวิตชีวากระตือรือร้นขึ้นมาทันที พอนึกเชื่อมโยงกลับเกี่ยวกับการเล่า ก็เริ่มตั้งแต่ที่เรารู้จักกับ ดร.รอย แล้วท่านเล่าเรื่องของท่าน การเดินทางไปประเทศยากจน บังคลาเทศ ฟิลิปปินส์ ท่านเล่าเรื่องสนุก การเล่าทำให้มันเข้าไปอยู่ในจิตสำนึก ก็รู้สึกการเล่ามีอิทธิพลมากขนาดนี้เหรอ กลับมาที่บ้านตัวเอง แม่เป็นคนเรียนหนังสือน้อย แต่มีลูกสิบคน ทุกคนเรียนหนังสือดีหมด ทุกคนจุฬาฯ แพทย์ วิศวฯ คนก็มาถาม กลายเป็นบ้านตัวอย่าง มาจากแม่เล่านิทานให้ฟังตอนเย็นๆ ตอนชั้นเป็นเด็ก ชั้นทำนู่นนี่ ชั้นไปตกปลา ตัดเสื้อผ้าให้พี่สาว ดูๆ มาตัดเอง เราก็ฟัง พอทำอะไรไม่ดี ก็นึกถึงที่แม่เล่า การเล่ามีอิทธิพลสูง โดยที่เราไม่รู้ตัว จนปัจจุบันอายุได้ ๕๖ ถึงได้รู้ว่า เออ นักบริหารเขามีตรงนี้จะช่วยให้คนเราเกิดความคิดตรงนี้ได้ มีหนังสือเขียนเล่าถึง บริษัทที่ล้มน่าสนใจมาก ชื่อหนังสือ 'การเล่านิทานสู่การบริหารงาน' ทั้งหมดคืออิทธิพลของการเล่า ที่เราเห็นได้จริง"

ปิยะรัตน์นำใจรักการทำงานเพื่อส่วนรวม ผนวกกับความสามารถด้านการเล่านิทานแบบคามิชิไบ ที่เป็นการเล่า "นิทานไทยในนิทานญี่ปุ่น" มาเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตของเธออย่างลงตัว ด้วยการเป็นอาสาสมัครนำคามิชิไบ ไปเล่าในที่ต่างๆ ตามที่มีโอกาส กระทั่งนำกลับมาประเทศไทย เพื่อเผยแพร่ให้คนรู้จัก และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น เช่นเดียวกับที่คามิชิไบทำให้เกิดขึ้นในหมู่คนญี่ปุ่นด้วยแล้ว ขณะเดียวกัน กิจกรรมเพื่อสังคมที่เป็นกลุ่มใหญ่ก็ได้เริ่มต้นอีกครั้งหลังจากว่างเว้นมาจากกลุ่ม "กรุณา" โดยโปรเจ็คท์ใหม่ที่ดำเนินมาจนถึงปัจจุบันนี้ชื่อกลุ่ม "สวัสดี" และด้วยคุณค่าที่มีอย่างแท้จริงในนิทาน กลุ่มสวัสดีก็ดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม โดยมีนิทานเป็นส่วนร่วมสำคัญด้วย

"ที่มิโนเคยจัด Study Tour ไปเมืองไทย ไปสลัมคลองเตย เขาประทับใจที่เด็กไทยยิ้มน่ารัก ทำไมเด็กไทยยิ้มกว้าง ยิ้มสื่อภาษา ก็มาชวนเราไปทำกิจกรรมด้วย ตั้งชื่อว่ากลุ่มสวัสดี เป็นกลุ่มที่ให้เด็กไทยกับเด็กญี่ปุ่นเขียนจดหมายแลกเปลี่ยนกัน แต่ทำไปทำมาไม่เวิร์ค ไม่มีคนแปล ค่าส่งก็แพง สมาชิกเป็นกลุ่มครู ที่ย้ายทุก ๕ ปี อยู่ไปอยู่มาเหลืออยู่คนเดียว วันหนึ่งเห็น ผู้หญิงข้างบ้านเป็นครู เขาก็บอกว่าไปเที่ยวเมืองไทยมาไปสลัม เขาว่างและเกษียณแล้ว ก็ดึงคนอื่นในหมู่บ้านมาอีก ๓ คน วันหนึ่งแล้วก็ได้สมาชิกเพิ่มหลังจากนั้นอีก ๑ คน ก็กลายเป็นว่ามี ๔ คน ช่วงแรกจะมีข้าราชการที่ชอบเมืองไทย ช่วยทำหนังสือต่างๆ ให้ แต่พอเขาย้ายไป เราก็มีคนแก่ที่เกษียณแล้วช่วยทำหนังสือให้ ทำหนังสือไปขอนิทาน ขอหนังสือ เช่น หนูน้อยกุริกุระ แมม ๑๑ ตัว แล้วเราก็ไปรู้จัก กลุ่มที่ชื่อว่า "ไม่เป็นไร" เขาเอาหนังสือญี่ปุ่นมาแปลไทย เวลาไปเมืองไทยก็หิ้วไปตามโรงเรียน ก็ติดต่อกลุ่มไม่เป็นไร มีต้นฉบับก็เอาแปะเอาก๊อบปี้ ส่งไปตามโรงเรียน เช่น สวนดอก อมก๋อย ก็ส่งได้เกือบ ๒,๐๐๐ เล่มแล้ว ใครไปไทยก็เอาไปนะ บางคนเอาไปหัวหิน เราก็เก็บที่แปลไว้ ใครมีก็แปะเลย เล่มใหม่พยายามทำอยู่ เราก็ใช้วิธีนี้ เงินไม่มีสักบาท แต่บังเอิญคนข้างบ้าน ที่ไปทัวร์กับสมาคมครู ไปเจอกับคนที่ชื่อ มุราคามิ ซึ่งมีลูกสาวสองคนเป็นนักดนตรี เราก็ไปขอเขาว่าขอให้ลูกสาวมาเล่นให้โดยไม่คิดค่าตัว ส่วนอย่างอื่นเราก็ใช้การขอเหมือนกัน ก็จัดคอนเสิร์ตไม่เสียสักบาท ครั้งแรกก็ประสบความสำเร็จ ท่านกงสุลใหญ่ โอซาก้า ท่านก็มาให้เกียรติ งานก็ใหญ่ขึ้น ท่านก็เชิญเราเป็นแขกในงานระดับชาติ ท่านเห็นเราทำงานจริงจัง จัดคอนเสิร์ต มีนิทรรศการการทำงานของเรา เงินเอามาซื้อเครื่องดนตรีไทยให้เด็ก มีใบเสร็จ จากการนำเงินไปช่วยเหลือเด็กต่างๆ"

กลุ่ม "สวัสดี" จัดคอนเสิร์ตการกุศล เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่อง ทั้งภัยพิบัติในประเทศญี่ปุ่นเอง และช่วยเหลือเด็กไทยตามเป้าหมายเดิมของกลุ่ม โดยหนังสือนิทานญี่ปุ่นที่แปลเป็นภาษาไทยก็ยังคงถูกส่งมาอย่างสม่ำเสมอ พร้อมๆ กับปิยะรัตน์ที่นำการเล่านิทานแบบคามิชิไบ ไปเผยแพร่อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงนำมาเผยแพร่ที่ประเทศไทยด้วย

"ก็ไม่รู้อะไรดลใจ เราก็ลองหอบๆมา ก็ได้ไปเล่าให้เด็กที่โรงเรียนสวนดอกฟัง เด็กก็มานั่งฟังตาแป๋วแหวว ไปเล่าให้นักศึกษาฟัง เพราะไปขอกับรองคณบดี ว่าเอามาแล้ว ให้เล่าได้ไหม ท่านก็ให้ ซึ่งนักศึกษาก็สนใจ มันทำให้เราเห็นว่าเทคนิคการเล่านิทานของเขามันได้ผล มันใช้ได้จริง"

ในฐานะคนไทย ที่เป็นนักเล่านิทานแบบญี่ปุ่น โดยใส่เรื่องราวของนิทานไทยเข้าไป และเป็นคนไทยที่นำนิทานญี่ปุ่นแปลเป็นไทย และส่งกลับมาให้เด็กไทยอ่าน ปิยะรัตน์บอกว่าจุดสมดุลที่เธอมองเห็นคือการเผยแพร่วัฒนธรรมที่ดีของนิทาน และการเล่านิทาน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นการพัฒนาอย่างได้ผลจริง

"คิดว่าถ้าคามิชิไบเข้ามาถึงคนไทย จะสามารถอิมแพ็ค สะกด ดึงดูดใจ ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าเข้าไปในโรงเรียนวัด โรงเรียนที่มีเด็กไม่อยากเรียนหนังสือ บ้านพักคนชรา ควรจะเอาไปทำให้เห็นว่าได้ผลจริงไหม อย่างแรกมันช่วยจิตใจก่อน ถ้าจิตใจดีแล้วก็จะช่วยคนอื่นด้วย หลายๆประเทศเค้าก็รู้จักและเริ่มนำคามิชิไบเข้าไป เช่น เวียดนาม ลาว รัสเซีย ปัญหาของเราคือ ทำยังไง ให้คามิชิไบเข้าไปในโรงเรียน บ้านพักคนชรา โรงพยาบาล เข้าไปอยู่กับคนอื่น คนหมดแรง เด็กที่ไม่ชอบเรียนหนังสือ ที่ญี่ปุ่นมีอะไรหลายอย่างที่ถูกนำมาเผยแพร่ต่อ Comic คอสเพลย์ แต่สิ่งที่ดีมากๆ อย่างคามิชิไบ กลับไปไม่ถึงระดับนานาชาติ"

คุณปิยะรัตน์กล่าวทิ้งท้าย และนำทั้งคามิชิไบ และรูปถ่ายของเธอมาเล่าให้ฟังถึงปรากฏการณ์ที่คามิชิไบทำให้เกิดขึ้นอีกครั้ง ทั้งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง และเกิดขึ้นกับคนอื่น นิทานกระดาษแต่ละแผ่นที่เธอนำออกมานำเสนอ เต็มไปด้วยสีสัน และเรื่องราวที่น่าประทับใจ ไม่ต่างจากเรื่องราวชีวิตของเธอที่เล่ามาโดยย่นย่อ

วัฒนธรรมญี่ปุ่นหลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทยเป็นระยะเวลาหนึ่ง เช่นเดียวกับวัฒนธรรมจากประเทศอื่นๆ ที่หลั่งไหลเข้ามา และมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดระยะ หากประเทศไทยและคนไทย เปิดรับและเปิดกว้างให้วัฒนธรรมต่างชาติอย่างเสรีอย่างความเป็นจริงที่เกิดขึ้น "คามิชิไบ" ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถามที่ดีว่า นอกจากการเปิดรับวัฒนธรรมของต่างชาติแล้ว "วัฒนธรรมที่ดี" ก็เป็นสิ่งสำคัญที่เราควรจะนำเข้ามาด้วยใช่หรือไม่