"หลวงปู่ชอบ ฐานสโม" พระอรหันต์ผู้เป็นที่รักของทวยเทพ

หลวงปู่ชอบพบพระพาหุละพระอรหันต์ครั้งพุทธกาล
ประสบการณ์ลี้ลับ

ขณะที่หลวงปู่ชอบจาริกอยู่ในเขตประเทศพม่าท่านอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งที่บ้านเมืองยางแดง ท่านทำมีดที่ใช้ถางป่าเป็นบริขารประจำตัวหายไป หาหลายวันก็ยังไม่เจอ ตกกลางคืนขณะกำลังนั่งสมาธิยามดึกสงัด ปรากฏว่ามีพระอรหันต์องค์หนึ่งเหาะมาทางอากาศมาเยี่ยมท่านทางสมาธิ พระอรหันต์มีรัศมีรอบกายสว่างแพรวพราย หลวงปู่ก้มกราบด้วยความปีติยินดี เมื่อพระอรหันต์เหาะลงมาที่พื้นแล้วก็ถามหลวงปู่ชอบว่า "มีดของท่านหายใช่ไหม" เมื่อหลวงปู่ตอบ พระอรหันต์ก็บอกว่า "มีดไม่ได้หายไปไหน ท่านลืมที่ต่างหาก นั่นไง" ท่านบอกพลางชี้ "มีดของท่านอยู่นั่นไงไปเอาเสียสิ" พอรุ่งเช้าหลวงปู่ได้ไปดูที่พระอรหันต์บอกในนิมิตซึ่งเป็นหลังก้อนหินก็เห็นมีดของท่านอยู่ตรงนั้นจริงๆ

หลวงปู่เคยเล่าให้ศิษย์ฟังว่าท่านพาลุกะและหลวงปู่ต่างเคยเกิดเป็นศิษย์ซึ่งกันและกัน พระอรหันต์องค์ได้มาเยี่ยมชมเชยวัตรปฏิบัติของหลวงปู่และร่วมอนุโมทนาที่หลวงปู่ได้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอย่างน่าเลื่อมใส พระอรหันต์ครั้งพุทธกาลอีกองค์หนึ่งที่มาเยี่ยมหลวงปู่ก็คือ "พระมหากัสสปะ" ขณะที่ท่านอยู่ในถ้ำอีกแห่งหนึ่งที่พม่า ที่นั่นอยู่ห่างจากหมู่บ้านมาก ออกบิณฑบาตต้องใช้เวลาไปกลับร่วมสี่ชั่วโมงกว่า แต่ท่านก็ยังพอใจที่จะพักอยู่ที่นั่นเพราะสงบสงัดเป็นที่สัปปายะเหมาะแก่การภาวนา ท่านเล่าว่าคืนหนึ่งพอจิตรวมสงบลงก็ปรากฏร่างของ "พระมหากัสสปเถรเจ้า" เหาะลอยมาแต่ไกลลงมาข้างหน้าท่าน มองเห็นรัศมีสว่างเรือง ท่านนั่งลงตรงหน้าหลวงปู่ ใบหน้าของท่านเปี่ยมด้วยเมตตา ท่านพูดกับหลวงปู่อย่างอ่อนโยน ท่านถามถึงธาตุขันธ์ของหลวงปู่ว่าพอไปไหวไหมกับการบำเพ็ญความเพียรอย่างอุกฤษฏ์เช่นนี้ หลวงปู่ชอบก้มกราบด้วยความปีติตื้นตันที่การปฏิบัติภาวนาของท่านอยู่ในสายตาของท่านผู้รู้โดยตลอด เมื่อหลวงปู่กราบเรียนแล้วพระมหากัสสปะก็อนุโมทนาและแสดงธรรมเน้นหนักที่เรื่องธุดงควัตรเช่นที่พระพากุละเทศนาสั่งสอนหลวงปู่มาแล้ว ท่านยืนยันว่าธุดงควัตรนั้นเป็นหลักของพระผู้มุ่งต่อการหลุดพ้นจากทุกข์ ขอให้หลวงปู่ปฏิบัติอย่าย่อท้อเพื่อเป็นแบบอย่างสืบต่อไป นอกจากพระอรหันต์สององค์นี้แล้วก็ยังมี "พระอนุรุทธมหาเถรเจ้า" พระอรหันต์สมัยพุทธกาลอีกองค์หนึ่งที่มาเยี่ยมท่านเสมอุญาณระลึกชาติของหลวงปู่ชอบ

หลวงปู่ชอบท่านเล่าให้ลูกศิษย์ฟังถึงการระลึกรู้อดีตชาติของท่านว่าไม่ได้ระลึกชาติได้มากมายอะไรแค่ที่ระลึกได้ท่านไม่เคยเกิดเป็นกษัตริย์แต่มักเป็นคนจนทุกข์ยากเสียมากกว่า ท่านเล่าว่าเคยเกิดเป็นพ่อค้าขายผ้าชาวลาวออกเดินทางมากับพ่อเชียงหมุน (อุปัฏฐากคนหนึ่งในชาตินี้) ท่านข้ามฝั่งโขงมาฝั่งไทยเพื่อมาถวายผ้าขาว 1 วาบูชาถวายพระธาตุพนมพร้อมกับอธิษฐานขอให้ได้บวชได้พ้นทุกข์ ท่านเล่าว่าเคยมาสร้างพระธาตุพนมด้วยในสมัยพระมหากัสสปเถรเจ้า

หลวงปู่ท่านยังเคยเกิดเป็นทหารพม่ามารบกับไทย ยังไม่ทันได้ฆ่าคนไทยก็ตายเสียก่อน ท่านยังเคยเกิดที่เมืองปัน ประเทศพม่า ชาตินี้ท่านยังเคยกลับไปดูบ้านเกิดในชาติก่อนที่เมืองปันด้วย เคยเกิดเป็นทหารไปหลบภัยที่ถ้ำกระ เชียงใหม่ และเคยตายเพราะอดข้าวที่นั่น เคยเกิดและบวชเป็นพระภิกษุอยู่กับพระอนุรุทธะ เคยเป็นสามเณรลูกศิษย์พระมหากัสสปะ เคยเกิดเป็นท้าวมหาพรหมในพรหมโลก และยังเคยเกิดเป็นสัตว์ต่างๆ การเกิดเป็นสัตว์นั้นท่านเล่าว่าท่านผ่านความทุกข์แสนเข็ญมามาก เช่น เกิดเป็นผีเสื้อและถูกค้างคาวไล่จับเอาไปกินที่ถ้ำผาดิน เคยเกิดเป็นเก้งไปแอบกินมะกอก กินไม่ทันอิ่มถูกมนุษย์ไล่ยิงโดนที่ขา วิ่งหนีกระเซอะกระเซิงไปตายที่บ้านม่วง เมื่อครั้งที่เกิดเป็นหมีท่านไปแอบกินแตงร้านของชาวบ้าน ถูกเจ้าของเอามีดไล่ฟันจนบาดเจ็บทุกข์ทรมานมาก เคยเกิดเป็นไก่มีความผูกพันกับแม่ไก่สาวจึงอธิษฐานขอให้ได้มาพบกันอีก ทำให้ต้องกลับมาเกิดเป็นไก่ซ้ำถึง 7 ชาติ

ท่านเล่าว่าชีวิตการเกิดเป็นสัตว์นั้นแสนยากลำบาก ลำเค็ญ อดอยาก รู้สึกหนาว ร้อน หิวเหมือนมนุษย์ แต่ก็บอกไม่ได้ พูดไม่ได้ ต้องซอกซอนไปอยู่ตามป่าเขา ฝนตกก็เปียกหนาวสั่น บางทีมาอยู่ใกล้หมู่บ้านเห็นพืชผลที่พอกินได้ พอจะหยิบจับใส่ท้องได้บ้างก็กลายเป็นของที่เขาหวง ต้องถูกเขาทำร้ายขับไล่ ของเพียงเล็กน้อยเพียงอาศัยให้อิ่มท้องประทังชีวิต แต่ต้องแลกด้วยชีวิต ซึ่งไม่ว่าจะเป็นชีวิตคนหรือสัตว์ใหญ่หรือเล็กก็ถือว่าคือชีวิตดวงหนึ่งเหมือนกัน การวนเวียนเกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ในภพชาตินี้คือกองทุกข์หลายๆชาติที่ท่านเห็นตัวเองทำให้เกิดความเบื่อหน่าย สลดสังเวชจนไม่คิดอยากจะเกิดอีกเลย จึงต้องเร่งทำความเพียรตรงเข้าสู่พระนิพพานให้ได้ ท่านย้ำเตือนว่าการระลึกรู้ได้เช่นนี้เป็นผลพลอยได้จากการบำเพ็ญภาวนาให้จิตสงบ หากเกิดขึ้นก็รับรู้และนำมาพิจารณาให้เห็นทุกข์เห็นโทษ เห็นไตรลักษณ์อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นอริยสัจ 4อย่านึกว่าเราเก่งกล้าสามารถกว่าคนอื่น เพราะปุพเพนิวาสานุสติญาณเป็นเพียงโลกียญาณไม่ใช่โลกุวตรญาณ ถ้าเจ้าของไม่เร่งเข้าสู่ทางไปสู่อาสวักขยญาณหรือญาณซึ่งถอดถอนอาสวกิเลสให้สิ้นให้ดับไป แม้ญาณระลึกรู้อดีตชาติซึ่งเป็นโลกียญาณก็ย่อมเสื่อมได้เช่นกัน

พญานาคแปลงกายมานิมนต์ข้ามโขง

เล่ากันว่าในสมัยที่หลวงปู่ชอบออกบวชใหม่ๆนั้นท่านได้ธุดงค์ไปแถวท่าลี่ จ.เลย ซึ่งข้ามไปเป็นประเทศลาว ในใจขณะนั้นท่านคิดที่จะข้ามแม่น้ำโขงไปยังฝั่งลาว คืนนั้นระหว่างภาวนาท่านเกิดนิมิตเห็นมานพหนุ่มผู้หนึ่งมากราบท่านด้วยเบญจางคประดิษฐ์และกล่าวว่า "ทราบว่าพระคุณเจ้าปรารถนาจะไปวิเวกที่ฝั่งลาว ปวงข้าน้อยรู้สึกปีติยินดีจึงใคร่มานิมนต์พระคุณเจ้าไปโปรดบรรดาพวกเราสัตว์ผู้มีวาสนาน้อยทางดินแดนฝั่งโน้นด้วยเถิด" ในนิมิตท่านรับนิมนต์มานพผู้นั้น พอรุ่งเช้าหลังจากฉันภัตตาหารเสร็จแล้วหลวงปู่ก็แต่งบริขารเดินไปที่ฝั่งแม่น้ำเหียง ซึ่งอยู่ใกล้แม่น้ำโขงเห็นเรือลำหนึ่งวาดเข้ามาจากกลางลำน้ำมาจอดอยู่ที่ท่า คนเรือตะโกนขึ้นมาว่า "นิมนต์พระคุณเจ้าให้ขึ้นเรือ" ท่านถามว่า "เรือจะไปที่ใด เราจะไปฝั่งลาว" เขาก็บอกว่า "ยินดีจะไปส่งท่าน ยินดีจะไปส่ง" ท่านจึงลงเรือลำนั้นไป คนแจวเรือมีกิริยานอบน้อมต่อท่านอย่างผิดสังเกต เมื่อเรือออกจากปากแม่น้ำเหียงก็ข้ามแม่น้ำโขงมุ่งตรงไปฝั่งลาวและจอดเทียบท่านิมนต์ท่านให้ขึ้นฝั่ง หลวงปู่ชอบประคองบาตรและบริขารขึ้นฝั่งได้เรียบร้อยแล้วก็หันมาเพื่อจะขอบใจและให้พรคนเรือที่กรุณานำท่านมาส่งแต่ท่านก็ประหลาดใจ เพราะมองไปไม่เห็นเรือลำนั้นเลยและในบริเวณแม่น้ำโขงเวลานั้นก็ไม่เห็นมีเรือลำใดอีก แต่ในลำน้ำโขงนั้นปรากฏจระเข้ขนาดมหึมาตัวหนึ่งลอยอยู่กลางแม่น้ำเพียงตัวเดียว หลวงปู่กำหนดจิตพิจารณาจึงทราบว่านั่นคือพญานาคที่มานิมนต์ท่านในนิมิตแปลงกายเป็นเรือและคนแจวเรือมารับ เมื่อส่งท่านแล้วเขาก็แปลงเป็นจระเข้ให้ท่านเห็นเป็นอัศจรรย์ ท่านจึงแผ่เมตตาให้และบอกในจิตว่า "เราขอบใจเธอมากที่ช่วยเป็นธุระให้เราข้ามน้ำมาครั้งนี้ เราขออนุโมทนาบุญด้วย เราเดินทางต่อไปได้แล้วไม่ต้องห่วงใยอะไรเราหรอก" จากนั้นจระเข้จึงได้ผงกหัวลาจมลงไปในท้องน้ำ

หลวงปู่ชอบมักมีเหตุที่เกี่ยวพันกับพญานาคเสมอ มีคราวหนึ่งที่หลวงปู่ได้ไปวิเวกกับหมู่คณะหลายองค์พร้อมกับมีญาติโยมตามไปด้วย วันนั้นได้มีญาติโยมทางฝั่งลาวได้ถวายจังหันคณะของท่านที่ริมแม่น้ำโขง หลังฉันเสร็จโยมก็ช่วยกันล้างบาตรที่ฝั่งแม่น้ำโขงโดยเทเศษข้าวและอาหารที่เหลือลงไปในน้ำด้วย เมื่อนั้นก็ได้เกิดเหตุอัศจรรย์ที่น้ำในแม่น้ำซึ่งใสสะอาดกลับกลายเป็นขุ่นทั้งหมดและน้ำก็ได้หมุนวนอย่างแรง มีเสียงสะเทือนเลื่อนลั่น น้ำซัดตลิ่งพัง ดินเลื่อนลงน้ำด้วยความรวดเร็วทำเอาญาติโยมที่ล้างบาตรอยู่ตรงนั้นกระโดดหนีขึ้นตลิ่งแทบไม่ทัน ต่างคนต่างตัวสั่นด้วยความตกใจไม่รู้ว่าทำไมธรรมชาติจึงเป็นเช่นนั้น

หลวงปู่พิจารณาเห็นว่าเป็นเพราะพญานาคเขาโกรธที่เทน้ำพริกเกลือลงไปถูกเขา ท่านจึงตักเตือนหมู่คณะไม่ให้ประมาท สิ่งที่ไม่รู้ไม่เห็นนั้นยังมีอีกมาก โดยเฉพาะที่แม่น้ำโขงนี้ท่านห้ามศิษย์ของท่านเทเศษอาหารหรือสาดน้ำล้างถ้วยชามลงไปอีกเลย เพราะสิ่งลึกลับที่อยู่ในน้ำจะไม่พอใจ ซึ่งพญานาคในแม่น้ำโขงนี้เคยขึ้นมาคารวะท่าน ท่านเล่าว่าตัวใหญ่มากระหว่างที่หัวมากราบคารวะท่านที่ถ้ำแต่ส่วนหางยังอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำห่างกันเป็นกิโล พญานาคตนนี้เคยเกิดเป็นมนุษย์รักษาศีลอุปัฏฐากพระสงฆ์แต่ด้วยกรรมที่ถือว่าตนเป็นอุปัฏฐากใกล้ชิดพระเผลอเอามีดของพระไปใช้ส่วนตัว จึงมาเกิดเป็นพญานาคเช่นนี้ ซึ่งแม้จะมีฤทธิ์แต่ก็ยังอาภัพวาสนาเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ท่านจึงได้เทศนาสอนพญานาคตนนั้นให้ยึดมั่นในศีล 5 และไตรสรณคมน์ ท่านยกว่าในสมัยพุทธกาลพระพุทธองค์ยังทรงตำหนิตักเตือนพระว่าอย่าเห็นบาปเล็กกรรมน้อยและหลวงปู่จะคอยเตือนศิษย์เสมอไม่ให้ประมาท โดยเฉพาะผู้ที่ปรนนิบัติพระสงฆ์จะเป็นฆราวาสหรือภิกษุก็ดีให้พึงระวังอย่าละเมิดธรรมวินัย แม้การใช้สอยบริขารของสงฆ์จะต้องเก็บรักษาเป็นอย่างดี