ธุรกิจบนเส้นทางบุญ นมัสการรอยพระพุทธบาทบนยอดเขาคิชฌกูฏ

(๒)
ท่องเที่ยวทั่วไทย
ช่างภาพ: 

ระหว่างทางขึ้นเขา

ก่อนที่ปริมาณคนจะล้นทะลัก อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏแห่งนี้เคยเป็นป่าตลอดเส้นทาง รอยพระพุทธบาทถูกค้นพบในปี ๒๓๙๗ โดยนายติ่งและคณะ แล้วต่อมาหลวงพ่อเขียน หรือพระครูธรรมสรณคุณ เจ้าอาวาสวัดกระทิง เจ้าคณะอำเภอมะขาม (มรณภาพ เมษายน ๒๕๕๕) ได้บุกเบิกทางขึ้นและนำรถยนต์ขึ้นเขาเป็นครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๑๕ เทศกาลนมัสการรอยพระพุทธบาทจึงได้เกิดขึ้น และพัฒนาจากเส้นทางบุญเข้าสู่ธุรกิจมากขึ้นเรื่อยๆจนปัจจุบัน

คนขับรถบริการทั้งคิวล่างและคิวบน มาจากการจัดการดูแลของวัดสองวัดคิวล่างโดยวัดพลวง คิวบนโดยวัดกระทิง แต่จะคิวไหนก็ไม่มีคนขับรถหน้าแฉล้ม หล่อเหลา เกาหลี อย่างที่อาจหาได้ในกรุงเทพมหานคร เพราะอาชีพหลักของคนในจันทบุรี โดยเฉพาะแถบพื้นที่ป่าเขาแถวนี้ ก็คือ "ทำสวน" ตากแดดกล้า ท้าลมแรง ความหล่อที่วัดได้ จึงอยู่ในระดับคมเข้ม หรือหากมีหล่อใสเข้ามา ความล่ำก็จำเป็นต้องอยู่ตัว เนื่องจากการขับรถรับส่งขึ้นเขาลงเขานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยความชันของเขาที่อยู่ในระดับรถไฟเหาะเรียกพี่ จังหวะการเคลื่อนรถไต่ตามเขา ที่ลื่นจริง ไถลจริง ไม่ใช้สแตนด์อิน ไม่ใช้ตัวแสดงแทน! อย่างที่บอกไว้ว่า ไม่เก๋า ไม่แข็งแรงจริง ขับไม่ได้!

คณะของข้าพเจ้าประทับใจการขึ้นเขาโดยรถรับส่งมากที่สุด-ในทริปนมัสการรอยพระพุทธบาทนี้ เพราะความตื่นเต้น เร้าใจ หวาดเสียว และความเก๋าของบรรดามืออาชีพในการขับรถบนเขาทุกท่าน!

ทั้งนี้ ข่าวลือสะพัดถึงอันตรายที่เกิดขึ้นจากการใช้บริการรถนั้น ข้าพเจ้าสอบถามหลายๆ ท่าน จนได้ใจความว่า การขับรถขึ้นเขาลงเขานั้นมีความปลอดภัยอย่างที่อาจเรียกได้ว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะการคัดสรรเฉพาะคนที่ชำนาญการขับรถบนเขา การจำกัดอายุการใช้งานของรถที่ไม่ให้เก่าเกินไป เนื่องจากอาจเสียการควบคุม การตรวจสอบรถ เช็คสภาพ เบรก และอุปกรณ์ทุกอย่างในทุกๆวัน และวินัยในการขับรถซึ่งมีกฎระเบียบและข้อตกลงที่เข้มงวด อุบัติเหตุที่ได้รับการยืนยันว่าเกิดขึ้นจริง มีเพียงอันตรายจากคนที่เดินขึ้นจากเชิงเขาถึงปลายเขา โดยใช้ทางรถวิ่ง (มีทางเดินกับทางรถวิ่งแยกกัน) เท่านั้น นอกจากนั้นข้าพเจ้าได้รับข้อมูลโดยมีคำว่า "มีข่าวลือว่า...." นำหน้า

สิ่งของบูชา ข้าวของที่ใช้ในการทำบุญ เสี่ยงโชค มีให้เห็นทุกระยะการก้าวเท้า อาหารการกินมีพร้อมทุกอย่าง เท่าที่จะคิดอยากกินได้ ทั้งของแห้งและของสด ชนิดที่เรียกว่าไม่ขาดสาย แต่อะไรจะอร่อยและสดชื่นเกินน้ำขิงอุ่นๆ ที่แจกให้ดื่มฟรี ระหว่างทางเดินขึ้นเขา...ข้าพเจ้าว่าไม่มี

 

ในแง่ของเส้นทางสายศรัทธา พุทธศาสนิกชนดาษดื่นอย่างข้าพเจ้า (หมายความว่า เป็นพุทธศาสนิกชนทั่วไป ศึกษาธรรมะตามตำรา และพระเทศน์ แต่ไม่ได้มีใจค้นคว้าศึกษาอย่างจริงจัง) มองว่าตลอดเส้นทางของการทำบุญ ไม่ได้มีความแตกต่างจากสถานที่ทำบุญอื่นเท่าไรนัก มีระฆังเรียงรายให้ตีตลอดทาง มีกล่องทำบุญวางบริจาคเป็นระยะ มีของซื้อของขาย ของเสี่ยงโชคให้ควักเนื้อแบบไม่รู้ตัวอยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญคือมีความศักดิ์สิทธิ์รายทาง ให้ต้องซื้อของไหว้อยู่ตลอดๆ จนจำไม่ได้ว่าพระองค์ไหน ศักดิ์สิทธิ์เรื่องอะไรบ้าง

แต่สิ่งที่ตรึงใจข้าพเจ้าและเพื่อนร่วมคณะมากกว่าที่อื่น คือ พื้นดินและหิน ที่มีอยู่ตลอดทางขึ้นเขา สอดแทรกอยู่ระหว่างทางปูนซึ่งก่อสร้างเพื่อการเดินสะดวก อากาศบนยอดเขาที่สดชื่นซะจนอยากบรรจุใส่ถุงกลับไปใช้ที่กรุงเทพฯ และใจที่ระลึกว่า ไม่ว่าธุรกิจบนเส้นทางบุญนี้จะมีฉากเส้นทางแห่งธรรมะมากแค่ไหน ที่มาของเส้นทางนี้ก็ยังมาจากศรัทธาในศาสนาโดยแท้-เป็นที่มาที่เกิดขึ้นแล้ว และเปลี่ยนแปลงไปไม่ได้

"ขออะไรก็ได้ไอ้นั่น ขออดเหล้ามันก็ไม่อยากเลย แต่แก่แล้วไปขึ้นบ่อยๆก็ไม่ไหว ดีที่เค้ามีรถไว้ให้ ก็เลยได้ไปบ้าง"

ลำยอง รักษาผล ชาวบ้านในพื้นที่ เล่าให้ฟังถึงความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่แห่งนี้และความเห็นของเขาที่รู้สึกยินดี เมื่อมีการพัฒนาเส้นทาง และธุรกิจต่างๆเข้ามาถึง เพราะเขาเองก็เป็นคนหนึ่งที่ได้รับประโยชน์นั้นๆด้วย

"เขาจ้างเมียเราไปขายของ ถ้าไม่จ้างก็ไม่ได้ทำงาน จะเช่าเองมันก็แพง จะ ๔๐,๐๐๐ หรือแค่ ๑๕,๐๐๐ คนมันไม่มีก็ไม่มี"

ลำยองแง้มๆราคาค่าเช่าบอกใบ้ แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นราคาจริงหรือการเปรียบเปรย

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ และคนในพื้นที่แทบทุกคน เห็นด้วยกับการเติบโตของธุรกิจบนเส้นทางบุญนี้ เพราะมองเห็นว่าเป็นโอกาสที่คนในพื้นที่ได้รับประโยชน์และมีประโยชน์กับนักท่องเที่ยวเอง โดยเฉพาะคนที่มีอายุมาก และคนพิการ ซึ่งไม่สามารถเดินขึ้นเขาได้เอง หรือหากสามารถเดินขึ้นเขาได้ ก็จะต้องประสบความลำบากเนื่องจากไม่มีร้านค้าคอยอำนวยความสะดวก

"ถ้าเขาไม่ขายแล้วเราจะไปซื้อที่ไหนล่ะ ใครว่าแพงก็ไม่ต้องซื้อ ก็ขนมาเองจากบ้าน"

มลฤดี ใจชื่น นักท่องเที่ยวคนหนึ่งบอก

หากอีกฝั่งหนึ่งของความคิด ในหมู่วัยรุ่นซึ่งเป็นบุคคลในพื้นที่กลับมีความคิดที่ต่างออกไป

"ผมชอบเดินครับ รู้สึกว่ามันสดชื่น เดินไปเรื่อยๆกับเพื่อนๆสนุกดี ไม่เคยนั่งรถเลยสักครั้ง เพราะได้ข่าวอุบัติเหตุอยู่ ถึงจะทำทางดีแล้ว แต่ก็ยังมีเฉี่ยวชน อีกอย่างการเดินทำให้รู้สึกถึงความศรัทธา ว่าเรามีความศรัทธามาก ทำให้รู้สึกดี และอยากขึ้นเขาครับ"

ชาร์ป หรือ ศิริพงษ์ ทะศิริ นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดจันทบุรี บอกถึงสาเหตุที่ตนเองเลือกจะเดินขึ้นเขาเป็นระยะทางเกือบ ๑๐ กิโลเมตร ใช้เวลากว่า ๕ ชั่วโมงและยังบอกถึงความรู้สึกที่มีต่อเส้นทางธุรกิจตลอดเส้นทางบุญนี้ด้วย

"บางทีก็มองว่าเป็นธุรกิจมากเกินไป ไม่ใช่เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่เป็นแบบป่าเป็นเขา น่าจะเป็นร้านรวมกันอยู่ข้างล่าง ไม่น่าจะขายตลอดทางไปจนถึงบนยอดเขา ข้างบนมีแต่แสงสี มีของขาย มีลำโพง ตลอดทาง มองไปเหมือนจตุจักร ตลาดนัด ตลาดพลอย" นอกจากนั้นชาร์ปยังเล่าให้ฟังถึงครั้งหนึ่งที่เขามาขึ้นเขาแล้วได้เจอกับคุณยายซึ่งมีอายุมาก

"ผมกับเพื่อนเดินไปจนถึงพักเสร็จแล้ว จนเดินกลับ สวนทางกับยาย ยายยังเดินไม่ถึง เค้าเดินช้ามาก แต่ดูไม่เหนื่อยเลย ยายบอกว่ายายอยากเดิน"

ชาร์ปเสียค่าใช้จ่ายในการขึ้นเขาแต่ละครั้งไม่ถึง ๒๐๐ บาท ประกอบไปด้วยค่ารถ ๑๐ บาท ค่าน้ำ ค่าข้าว และทำบุญตามศรัทธาอีกเล็กน้อยเท่านั้น

ความคิดเห็นของชาร์ปตรงกันกับ กานติมา ศรบัณฑิต นักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพ ซึ่งเป็นชาวจันทบุรี เธอเปรียบเทียบว่าสถานที่นมัสการรอยพระพุทธบาทที่อื่นดูจะศักดิ์สิทธิ์กว่า

"ชอบเดิน ชอบมาที่นี่ แต่ไม่ชอบที่ร้านค้ายั้วเยี้ยไปหมด แต่ตรงที่คนเดินกลับไม่มีของขาย พอขึ้นไปบนยอดเขาอากาศดี แต่เสียงก็ดัง เสียงเหรียญโคร้งเคร้ง โป๊งเป๊งเต็มไปหมด มีของขายของกิน แต่ทำบุญอยู่แล้วไปเจอซากหมู ซากไก่ที่เค้าเอามาทำอาหารมันก็รู้สึกไม่ดี อีกอย่างตอนนั่งรถขึ้นเขา หมดเงินไปเยอะมาก ปกติของแพงก็หมดเยอะอยู่แล้ว พอนั่งรถก็ยิ่งเยอะ แล้วก็รู้สึกแย่ มันไม่แจ่มใสแล้ว แล้วป้ายเข้างานนี่ เป็นงานบุญแต่เจอป้าย...(ยี่ห้อเบียร์และน้ำดื่มยี่ห้อหนึ่ง) มันเป็นน้ำดื่มก็จริง แต่มันก็อดคิดถึงเบียร์ไม่ได้อ่ะ"

ในทุกปีจะมีสินค้าเข้ามาขอเป็นสปอนเซอร์ให้กับเทศกาลนี้ ทำให้ตราสัญลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ปรากฏให้เห็นอยู่แทบทุกที่ แต่รถโดยสารบางคันก็ยังไม่ลอกสติ๊กเกอร์ตราสัญลักษณ์ สปอนเซอร์ในปีที่แล้วออก ทำให้มีถึงสองผลิตภัณฑ์ในรถคันเดียว ขณะที่สินค้าอื่นที่ติดต่อมาภายหลัง ได้รับพื้นที่ในการออกบู๊ธคู่กับร้านค้าอื่นๆ

"เมื่อก่อนปีหนึ่ง เปิดเขาแค่ ๑๕ วัน ต้องเดินด้วย"

"เปิดเขา" คือการทำพิธีขอต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเจ้าป่าเจ้าเขา เปิดเส้นทางให้ผู้คนเดินทางมานมัสการรอยพระพุทธบาท ตามความเชื่อว่า ถ้าไม่มีพิธีเปิดเขาจะทำให้ได้รับอันตรายจากเจ้าป่าเจ้าเขา สัตว์ป่าที่คุ้มครองรอยพระพุทธบาทอยู่ โดยรถทั้งสองคิวที่วิ่งรับส่งขึ้นเขาก็จำเป็นต้องเข้าพิธีนี้ด้วย

ลุงทวี งามนิด กรรมการวัดพลวง วัย ๗๕ ปี ซึ่งช่วยงานวัดมาตั้งแต่ยังไม่มีการบุกเบิกทางขึ้นรถ เล่าถึงความเชื่อของที่นี่ และการทำงานเป็นกรรมการวัดตลอดระยะเวลาหลายปี

"รายได้ในแต่ละปีไม่เยอะ เพราะได้มาเท่าไหร่ก็ให้เขาหมด โรงเรียนก็ช่วยเขาสร้าง ให้เงินสนับสนุนทุกปี พุทธมณฑลของจังหวัดก็เป็นล้าน เขาขอมาก็ช่วยเขา ใครขออะไรมาหลวงพ่อก็ให้หมด ได้มาทุกปีก็ไม่เหลือหรอก"

ลุงทวีไม่ได้กล่าวเกินจริง ข้าพเจ้าใช้เวลาน้อยนิดจากเวลาอันไม่ว่าง ซึ่งเป็นคำติดปากที่มักจะอ้างเสมอๆ เดินเล่นบริเวณเชิงเขาตอนขากลับ เว้นระยะมาไม่ห่างไกลเท่าไร โรงเรียนขนาดเล็กน่ารัก ตกแต่งสวยงาม น่าอยู่ ถูกก่อสร้างไว้อย่างตั้งใจในพื้นที่หุบเขา ที่ฝุ่นยังฟุ้งกระจายไปทุกท้องถนน ความรุ่งเรืองของการศึกษาและศาสนาในท้องถิ่นนี้ กลับมาในความระลึกของข้าพเจ้า ซึ่งเคยมีสวนอยู่ไม่ห่างจากที่นี่นัก เมื่อครั้งวัยเยาว์ (ปัจจุบันขายไปหมดแล้ว) แล้วความไม่ต้องการในคำตอบยืนยันถึงรายได้ก็เกิดขึ้นมาเงียบๆ

ไม่มีใครสามารถบอกรายได้ที่แท้จริงของธุรกิจตลอดเส้นทางการมนัสการรอยพระพุทธบาทนี้ได้ แต่ความเจริญ ความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ชุมชนในท้องที่ และศาสนสถานที่ได้รับเงินสนับสนุนในการก่อสร้างทุกปี รวมทั้งความสะดวกสบายในการต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มากขึ้นทุกปี ก็สามารถบอกได้ถึงที่ไปของเงินจำนวนมหาศาลซึ่งหมุนเวียนตลอดเส้นทางบุญนี้

และตราบใดที่ศรัทธาของผู้คนยังคงหลั่งไหลมาสู่เส้นทางบุญนี้ ก็อาจเป็นสิ่งที่บอกถึงการพัฒนาทั้งการศึกษา การสื่อสาร ศาสนสถาน และเส้นทางนมัสการรอยพระพุทธบาท ที่ไม่ว่าจะพัฒนาไปสู่รูปแบบใด "ธุรกิจบนเส้นทางบุญ" นี้ก็ไม่ได้สูญเปล่าเลย...